4 ปีที่ผ่านมาต้นทุนแรงงานจีนเพิ่มร้อยละ 60 แซงไทยและมาเลเซีย
4 ปีที่ผ่านมาต้นทุนแรงงานจีนเพิ่มร้อยละ 60 แซงไทยและมาเลเซีย

เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 56 หนังสือพิมพ์เศรษฐกิจญี่ปุ่น (Nihon Keizai Shimbun) รายงานว่า ผลสำรวจจากองค์กรการค้าระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (Japan External Trade Organization หรือ JETRO) ชี้ว่า ต้นทุนแรงงานเฉลี่ยของบริษัทญี่ปุ่นที่ดำเนินการธุรกิจในจีนมีการเพิ่มร้อยละ 60 ในช่วงระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมากกว่าต้นทุนในไทยและมาเลเซีย และได้กลายเป็นประเทศที่มีต้นทุนแรงงานสูงที่สุดในบรรดาประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชีย

โดยการสำรวจครั้งนี้ดำเนินการในบริษัทญี่ปุ่นที่ทำธุรกิจในจีนแผ่นดินใหญ่เป็นหลัก และได้มีการคำนวณต้นทุนแรงงานเฉลี่ยต่อปีจากค่าจ้างพื้นฐาน ค่าประกันสังคม ค่าล่วงเวลาและเงินโบนัสของลูกจ้าง ผลสรุปว่า ต้นทุนแรงงานของจีนแผ่นดินใหญ่เพิ่มขึ้นถึง 6,734 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อคนต่อปี ในปี 2555 เพิ่มขึ้นร้อยละ 64 จาก 4 ปีก่อน ซึ่งทำให้ต้นทุนแรงงานของจีนมากกว่าไทยและมาเลเซียในปัจจุบัน ในปี 2552 ต้นทุนแรงงานในไทยและมาเลเซียอยู่ที่ 4,449 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อคนต่อปี และ 4,197 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อคนต่อปี ตามลำดับ ขณะที่ต้นทุนแรงงานของจีนแผ่นดินใหญ่ในปี 2552 อยู่ที่ 4,107 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อคนต่อปี

ผลสำรวจชี้ว่า แม้ว่าต้นทุนแรงงานของจีนแผ่นดินใหญ่ในปัจจุบันยังต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วในเอเชีย อาทิ เกาหลีใต้ สิงค์โป และฮ่องกง แต่สำหรับบรรดาประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชีย ต้นทุนแรงงานของจีนในปัจจุบันอยู่ในระดับสูงสุด ซึ่งปัจจุบันต้นทุนแรงงานในเวียดนามอยู่ที่ 2,602 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อคนต่อปี เท่ากับร้อยละ 40 ของจีนแผ่นดินใหญ่ และต้นทุนแรงงานในบังคลาเทศและพม่าอยู่ที่เพียงราว 1000 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับร้อยละ 20 ของจีนแผ่นดินใหญ่

อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของบริโภคเนื่องจากต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้นในจีน ถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับบริษัทประสงค์ที่จะเจาะตลาดการบริโภคภายในของจีน แต่ขณะเดียวกัน ความได้เปรียบที่เป็นฐานการผลิตและการแปรรูปของจีนอาจลดลง ซึ่งบริษัทข้ามชาติต่างๆ อาจย้ายฐานการผลิตจากจีนไปยังประเทศเวียดนามและพม่า เพื่อแสวงหาต้นทุนแรงงานที่ถูกกว่า โดยผลสำรวจจาก JETRO ชี้ว่า บริษัทญี่ปุ่นที่มีแผนขยายธุรกิจในจีนใน 1 – 2 ปีข้างหน้ามีสัดส่วนร้อยละ 52.3 ลดลงร้อยละ 9.6 เทียบกับ 3 ปีก่อน และต่ำกว่าอัตราเฉลี่ยซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 57.8 นักธุรกิจที่กำลังคิดจะย้ายฐานการผลิตมาที่จีน เพราะยังติดกับความคิดเดิมๆ ว่าต้นทุนค่าแรงของจีนต่ำอาจต้องเปลี่ยนความคิดใหม่กันแล้ว

16 พฤษภาคม 2556
แหล่งข้อมูล: http://intl.ce.cn/ (中经网) (14/05/2013)
โดย: นายคุณากร เหวิน

Back to the list

More Related

  • การละเมิดเครื่องหมายการค้าในประเทศจีนได้กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ผู้คนทั่วโลกหยิบยกขึ้นมา ถกเถียงกันอีกครั้งเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา หลังจากที่ศาลจีนตัดสินให้บริษัท Apple ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของสหรัฐฯ เจ้าของเครื่องหมายการค้า iPhone เป็นฝ่ายแพ้คดีโต้แย้งสิทธิในเครื่องหมายการค้ากับบริษัท ปักกิ่ง ซินทงเทียนตี้ จำกัด ผู้ผลิตเครื่องหนังของจีน การจดลิขสิทธิ์เครื่องหมายการค้าในจีนจึงเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ผู้สนใจต้องรู้ไว้ก่อนคิดไปบุกตลาดจีน  
  • ข่าวดีล่าสุดสำหรับคนที่ไปท่องเที่ยวและถือโอกาสช้อปที่จีน มณฑลกวางตุ้งที่มีนครกว่างโจวเป็นเมืองหลวงได้ประกาศคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยได้เริ่มใช้นโยบายคืน VAT นี้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2559 เป็นต้นมา
  • ปัจจุบันคนฮ่องกงตื่นตัวและหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น สินค้าออร์แกนิคจึงกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนฮ่องกงที่รักสุขภาพและมีกำลังซื้อเพียงพอที่จะบริโภคสินค้าออร์แกนิคเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นสินค้าอาหารที่ปราศจากสารเคมีหรือสิ่งปนเปื้อนต่าง ๆ สินค้าออร์แกนิคส่วนใหญ่จะมีราคาสูงกว่าสินค้าชนิดเดียวกันที่ไม่ใช่ออร์แกนิคอยู่พอสมควร เนื่องจากมีกระบวนการผลิตที่มีความละเอียดและระยะเวลาในการผลิตค่อนข้างนานกว่าจะสามารถนำมาจำหน่ายในท้องตลาดได้
  • เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2558 รัฐบาลมณฑลกวางตุ้งได้ประกาศแผนการดำเนินงานการสร้างเขตสาธิตแบบศูนย์รวมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน สู่สาธารณะชนอย่างเป็นทางการ โดยในแผนงานฯ ดังกล่าวได้กำหนดแนวทางและเป้าหมายที่จัดเจนในการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดนในมณฑลกวางตุ้ง
  • แม้ว่าฮ่องกงจะเป็นเมืองท่าปลอดภาษีที่การนำเข้าสินค้าและอาหารต่าง ๆ จากต่างประเทศจะสามารถเข้าสู่ฮ่องกงได้โดยสะดวก ทั้งที่เป็นสินค้าเพื่อการบริโภคภายในและสินค้าเพื่อการส่งออกต่อ (re-export) ไปยังจีน แต่สำหรับสินค้าและผลิตภัณฑ์อาหารต่าง ๆ ที่จะนำมาวางจำหน่ายในท้องตลาดฮ่องกงจะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ถูกสุขอนามัยและมีความปลอดภัยเพียงพอสำหรับผู้บริโภค
  • เขตปกครองตนเองซินเจียงเป็นประตูที่สำคัญสู่เอเชียกลางและยุโรป เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญบนเส้นทางสายไหมใหม่ เป็นเขตที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาการค้าและการลงทุนภายใต้นโยบาย “One Belt, One Road” ของจีน เพราะซินเจียงเป็นแหล่งการปลูกฝ้ายที่สำคัญที่สุดของประเทศ

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ