นายกอินเดียประกาศต้อนรับนักลงทุนไทย พร้อมอำนวยความสะดวกเอกชนไทยเต็มที่

thumb

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีอินเดียเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรีไทย ทั้งสองฝ่ายหารือประเด็นความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนรอบด้าน ฝ่ายอินเดียประกาศพร้อมอำนวยความสะดวกเอกชนไทยที่ต้องการทำธุรกิจและลงทุนในอินเดียเต็มที่

การเยือนไทยของนายมันโมฮัน สิงห์ นายกรัฐมนตรีอินเดียครั้งนี้ ตอกย้ำความสัมพันธ์ไทย-อินเดียที่กำลังก้าวหน้า เพราะเป็นการเยือนไทยครั้งแรกในระดับทวิภาคีตั้งแต่นายสิงห์เข้ารับตำแหน่งนายกอินเดียเมื่อ 9 ปีก่อน ต่อเนื่องมาจากการที่นายกไทยเยือนอินเดียถึง 2 ครั้งในปีเดียวเมื่อปีกลาย และยังได้รับเกียรติให้เป็นแขกเกียรติยศงานฉลองวันชาติอินเดียด้วย

ในระหว่างการหารือของทั้งสองฝ่าย นายกรัฐมนตรีไทยและอินเดียยังได้ชี้ให้เห็นตัวเลขการค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยปีละ 15% มาอยู่ที่ 8.6 พันล้านดอลลาร์เมื่อปี 2555 ขณะที่การลงทุนของอินเดียในไทยและไทยในอินเดียก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ทั้งสองฝ่ายจึงพร้อมจะส่งเสริมและอำนวยความสะดวกการค้าและการลงทุนให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นอีก

ด้วยเหตุนี้ ผู้นำทั้งสองจึงได้ประกาศสนับสนุนการดำเนินการต่างๆ ที่จะช่วยส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้ง Thailand-India Business Forum เพื่อเป็นกลไลส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างภาคเอกชน การประกาศให้บริการวีซ่าเร่งด่วนเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักธุรกิจจากทั้งสองฝ่าย รวมถึงการจัดทำความตกลงประกันสังคม เพื่ออำนวยความสะดวกและแก้ปัญหาการจัดเก็บเงินประกันสังคมของคนงานจากทั้งสองประเทศ

ในด้านการลงทุน นายกรัฐมนตรีอินเดียประกาศต้อนรับการลงทุนจากภาคเอกชนไทย โดยเฉพาะในโครงการระเบียงเศรษฐกิจเดลี-มุมไบและเจนไน-บังกาลอร์ การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงพุทธและการพัฒนาพื้นที่ในภาคอีสานของอินเดีย โดยสาขาที่ฝ่ายอินเดียต้องการนักลงทุนจากไทยเป็นพิเศษ ได้แก่ การสร้างท่าเรือและถนน อุปกรณ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ แปรรูปอาหาร การผลิตกระแสไฟฟ้า การท่องเที่ยวและโรงแรม

plen tha  plen ind

การหารือเต็มคณะระหว่างไทยและอินเดียที่ทำเนียบรัฐบาล

ด้านนายกยิ่งลักษณ์ก็ไม่ลืมที่จะเชิญชวนเอกชนอินเดียร่วมลงทุนโครงการโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาทของรัฐบาลไทย รวมถึงโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายในพม่าที่ไทยกำลังร่วมมือกับพม่าในการพัฒนาด้วย โดยในส่วนของโครงการทวายนั้น อินเดียเตรียมจะเชิญคณะจากไทยและพม่าจัดโรดโชว์เพื่อให้ข้อมูลการลงทุนกับเอกชนอินเดียที่สนใจ

ส่วนความคืบหน้าการเจรจา FTA ไทย-อินเดียนั้น นายกรัฐมนตรีทั้งสองฝ่ายย้ำความสำคัญของการบรรลุข้อตกลงด้านการบริการและการลงทุน ในการเพิ่มปริมาณการค้าและการลงทุนระหว่างกัน พร้อมสั่งการให้รัฐมนตรีพาณิชย์ของตนลงมาควบคุมด้วยตัวเองให้การเจรจาสำเร็จลุล่วงให้ได้ภายในตุลาคมปีนี้ ซึ่งน่าจะเป็นข่าวดีสำหรับหลายฝ่าย

ที่เป็นข่าวดีไม่แพ้กันก็คือความคืบหน้าโครงการก่อสร้างถนนสามฝ่ายไทย-พม่า-อินเดีย เพื่อเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งและคมนาคมระหว่างอินเดียกับอาเซียน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะผลักดันให้การก่อสร้างทั้งหมดแล้วเสร็จภายในปี 2559 โดยไทยเสนอเป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับรัฐมนตรีเพื่อเร่งรัดโครงการดังกล่าวในปีนี้

นายกรัฐมนตรีอินเดียยังแสดงความยินดีที่การบินไทยกำลังมีส่วนช่วยเชื่อมโยงการค้าและประชาชนไทยกับอินเดีย ด้วยการเดินหน้าเพิ่มเที่ยวบินไปยังจุดต่างๆ ของอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ-อาห์เมดาบัด ภูเก็ต-นิวเดลี และภูเก็ต-มุมไบ ที่เปิดทำการบินไปเร็วๆ นี้ ทำให้ปัจจุบันมีเที่ยวบินเชื่อมไทย-อินเดียแล้วมากกว่า 150 เที่ยวบินต่อสัปดาห์

sign

นายกรัฐมนตรีไทยและอินเดียเป็นสักขีพยานการลงนามความตกลง 7 ฉบับ

นอกจากความร่วมมือด้านเศรษฐกิจแล้ว นายกรัฐมนตรีทั้งสอฝ่ายยังได้หารือด้านอื่นๆ เช่น ความร่วมมือด้านการทหารและความมั่นคง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การศึกษาและวัฒนธรรม โดยในด้านการทหารฝ่ายไทยสนใจที่จะร่วมมือกับอินเดียด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ ขณะที่ในด้านการศึกษา นายกอินเดียยังแสดงความขอบคุณรัฐบาลและเอกชนไทย โดยเฉพาะในอินเดีย ที่ได้ร่วมสนับสนุนเงินก่อตั้งมหาวิทยาลัยนาลันทาด้วย

นายกรัฐมนตรีของทั้งสองยังได้เป็นสักขีพยานการลงนามความตกลงในต่างๆ ระหว่างไทยกับอินเดียรวมทั้งสิ้น 7 ฉบับ ที่สำคัญ ได้แก่ ความตกลงส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน บันทึกความเข้าใจเพื่อก่อตั้งโครงการแลกเปลี่ยนไทย-อินเดีย บันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้าน geospatial mapping ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือปราบปรามการฟอกเงิน และความร่วมมือการจัดตั้งหลักสูตรอินเดียศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

(สามารถดูรายละเอียดและภาพการเยือนเพิ่มเติมได้ที่ www.thaiemb.org.in)

 

ประพันธ์ สามพายวรกิจ
รายงานจากกรุงนิวเดลี
4 มิถุนายน 2556

5 มิถุนายน 2556
แหล่งข้อมูล: News from Team Thailand

Back to the list

More Related

  • อุตสาหกรรมอาหารในอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างสดใสและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากกำลังซื้ออันมหาศาลของประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลาง และพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่กล้าซื้อกล้าลองสินค้าจากต่างประเทศ นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านและอาหารสำเร็จรูป
  • จากความเข้มข้นในการแข่งขันทางการค้าการลงทุนในโลกปัจจุบัน ทำให้หลายประเทศต้องระดมสมองสร้าง Brand Image ที่บ่งบอกภาพลักษณ์และจุดเด่นต่าง ๆ โดยเฉพาะศักยภาพด้านเศรษฐกิจของประเทศนั้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินการค้าการลงทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ
  • ทุกคนฝันจะมีบ้านเป็นของตนเอง เมื่อเขาได้เป็นเจ้าของบ้าน เขาจะมีความหวังใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะช่วยทำความฝันของเขาเหล่านั้นให้เป็นจริง
  • “อินเดีย” ตลาดที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก กำลังผงาดขึ้นเป็นตลาดเนื้อหอมในภูมิภาคเอเชีย และมีโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยอีกมากจากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ อาทิ ยุทธศาสตร์ที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้กับไทย นโยบาย “Come, Make in India” เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลอินเดีย รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก
  • ปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการคำนึงถึงเมื่อตัดสินใจไปค้าขายลงทุนต่างประเทศก็คือค่าครองชีพ ค่าครองชีพที่สูงอาจทำให้ผู้ประกอบการใจชื้นเพราะมีนัยถึงกำลังซื้อที่สูงของผู้บริโภคที่นั่น แต่มองอีกมุมหนึ่ง ค่าครองชีพที่สูงกว่าประเทศของตนก็ทำให้ผู้ประกอบการต้องคิดอย่างรอบด้านก่อนจะเดินทางไปลงทุนหรือเจรจาค้าขายในต่างแดน อินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่ดึงดูดความสนใจของพ่อค้าวาณิชจากทั่วโลกรวมถึงผู้ประกอบการไทย แล้วค่าครองชีพในอินเดียเมื่อเทียบกับไทยหล่ะ?
  • อินเดียนั้นเป็นประเทศผู้ผลิตผลไม้และผักสดในอันดับต้น ๆ ของโลก ในแต่ละปีสามารถผลิตผลไม้ได้มากกว่า 80 ล้านตัน โดยผลไม้สำคัญของอินเดีย ได้แก่ มะม่วงและกล้วย ซึ่งผลิตได้มากที่สุดในโลก รองลงมาได้แก่ แอปเปิ้ล สัปปะรด ส้ม องุ่น และทับทิม ซึ่งรสชาติของผลไม้อินเดียมีรสอร่อยไม่แพ้ผลไม้ไทยเช่นกัน...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ