รายงานพิเศษ : จับตาทิศทางนโยบายการลงทุนของอินเดีย

สื่อมวลชนอินเดียรายงานข้อมูลจากสหประชาชาติว่า อันดับของอินเดียร่วงลงกว่า 6 อันดับไปอยู่ที่ 14 ของประเทศที่ดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศได้มากที่สุดในปี 2553 จากมูลค่าเดิม 36,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2552 เหลือเพียง 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2553 นับได้เพียง 1 ใน 4 ของมูลค่าการลงทุนตรงจากต่างประเทศของประเทศคู่แข่งเอเชียอย่างเช่นจีน


แม้จะเป็นที่คาดการณ์กันว่า GDP ของอินเดียในปีนี้จะเติบโตขึ้นมากกว่าร้อยละ 8 แต่ปัจจัยหลักที่เอื้อต่อการเติบโตของเศรษฐกิจอินเดียปัจจัยหนึ่งคือการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อเพิ่มงานและรายได้ให้แก่ประชาชนและประเทศ ยังคงมีอุปสรรคขวางกั้นอีกมากมายที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติเกิดความไม่มั่นใจ


แม้นานาชาติจะพยายามกดดันให้อินเดียปฏิรูปนโยบายเปิดเสรีการลงทุนในด้านต่างๆ เช่น การประกันภัย ระบบธนาคาร และการค้าปลีก (retail) โดยเฉพาะในด้านการค้าปลีกซึ่งมีความก้าวหน้าอย่างมาก และคาดกันว่าจะมีกฎหมายเปิดเสรีต่อการลงทุนตรง (FDI-Foreign Direct Investment) ในเร็วๆ นี้ แต่ก็ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้นักลงทุนต่างประเทศเกิดความกังวลใจและลังเลที่จะมาลงทุนที่อินเดีย โดยเฉพาะประเด็นมาตรการควบคุมเงินเฟ้อ ระบบภาษีที่ซับซ้อน ไม่แน่นอน และไม่มีความชัดเจน การขาดความเชื่อมั่นในหุ้นส่วนทางธุรกิจชาวอินเดีย รวมถึงปัญหาเรื้อรังอย่างเช่นการคอร์รัปชั่นทุกระดับ ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงระดับชาติในแวดวงราชการและการเมือง


ล่าสุด วงการการลงทุนระหว่างประเทศจำต้องชะลอแผนการลงทุนในอินเดีย เพื่อรอความชัดเจนในเรื่องกฎระเบียบภาษี ในกรณีที่บริษัท Vodafone ของอังกฤษ ถูกทางการอินเดียเรียกเงินภาษีกว่า 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการควบรวมกิจการบริษัท Hutchison เพื่อลงทุนในธุรกิจการสื่อสารในอินเดีย ซึ่งคดีมีแนวโน้มที่จะมีความยืดเยื้อ นักวิเคราะห์กล่าวว่า คดีประวัติศาสตร์นี้ ส่งผลให้เกิดการชะงักงันของเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่ควรจะไหลเข้าตลาดอินเดีย ทำให้ตัวเลขการลงทุนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ


นอกจากนี้ การที่ศาลอินเดียมีคำพิพากษาให้บริษัทเอกชนคืนที่ดินแก่ชาวบ้านและเกษตรกรเนื่องจากการให้ค่าตอบแทนการได้มาของที่ดินที่ไม่เป็นธรรม ในเขตอุตสาหกรรม NOIDA หรือ New Okhla Industrial Development Area ในรัฐอุตตรประเทศ ก็ทำให้เกิดผลกระทบต่อโครงการก่อสร้างที่พักอาศัยแก่ชนชั้นกลางอย่างมาก นอกจากจะสร้างผลกระทบต่อภาคธุรกิจของอินเดียเองแล้ว ก็ยังลามไปถึงความไม่ไว้วางใจในทิศทางนโยบายของรัฐบาล ทำให้ความเชื่อมั่นในการลงทุนและอนาคตเศรษฐกิจของอินเดียลดน้อยถอยลงไปกว่าเดิม


รัฐบาลต่างชาติที่มีผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจในอินเดียโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและยุโรป พยายามกดดันให้รัฐบาลอินเดียเดินหน้าปฏิรูปนโยบายเพื่อเอื้อต่อการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลของนายมานโมฮัน ซิงห์ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ผู้เปิดเสรีเศรษฐกิจอินเดียให้เฟื่องฟูตั้งแต่ปี 2534 เมื่อสมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลนายกรัฐมนตรี นายนรสิงหะ ราว ต้องเจอความท้าทายครั้งใหม่ด้านนโยบาย ซึ่งน่าจับตามองว่า “การปฏิรูปครั้งที่ 2” ของรัฐบาลอินเดียภายใต้แรงกดดันของนานาประเทศและกระแสโลกาภิวัฒน์ที่โหมกระหน่ำนี้ จะเป็นไปในทิศทางใด Thaiindia.net จะติดตามประเด็นต่างๆ ที่มีผลต่อการตัดสินใจการลงทุนในอินเดียมาให้ผู้อ่านได้รับทราบอย่างต่อเนื่องต่อไป


คณิน บุญญะโสภัต

ทีมงาน Thaiindia.net

27 กรกฎาคม 2554
แหล่งข้อมูล: India rules/regulation, policy, and FTA watch

Back to the list

More Related

  • อุตสาหกรรมอาหารในอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างสดใสและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากกำลังซื้ออันมหาศาลของประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลาง และพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่กล้าซื้อกล้าลองสินค้าจากต่างประเทศ นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านและอาหารสำเร็จรูป
  • จากความเข้มข้นในการแข่งขันทางการค้าการลงทุนในโลกปัจจุบัน ทำให้หลายประเทศต้องระดมสมองสร้าง Brand Image ที่บ่งบอกภาพลักษณ์และจุดเด่นต่าง ๆ โดยเฉพาะศักยภาพด้านเศรษฐกิจของประเทศนั้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินการค้าการลงทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ
  • ทุกคนฝันจะมีบ้านเป็นของตนเอง เมื่อเขาได้เป็นเจ้าของบ้าน เขาจะมีความหวังใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะช่วยทำความฝันของเขาเหล่านั้นให้เป็นจริง
  • “อินเดีย” ตลาดที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก กำลังผงาดขึ้นเป็นตลาดเนื้อหอมในภูมิภาคเอเชีย และมีโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยอีกมากจากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ อาทิ ยุทธศาสตร์ที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้กับไทย นโยบาย “Come, Make in India” เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลอินเดีย รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก
  • ปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการคำนึงถึงเมื่อตัดสินใจไปค้าขายลงทุนต่างประเทศก็คือค่าครองชีพ ค่าครองชีพที่สูงอาจทำให้ผู้ประกอบการใจชื้นเพราะมีนัยถึงกำลังซื้อที่สูงของผู้บริโภคที่นั่น แต่มองอีกมุมหนึ่ง ค่าครองชีพที่สูงกว่าประเทศของตนก็ทำให้ผู้ประกอบการต้องคิดอย่างรอบด้านก่อนจะเดินทางไปลงทุนหรือเจรจาค้าขายในต่างแดน อินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่ดึงดูดความสนใจของพ่อค้าวาณิชจากทั่วโลกรวมถึงผู้ประกอบการไทย แล้วค่าครองชีพในอินเดียเมื่อเทียบกับไทยหล่ะ?
  • อินเดียนั้นเป็นประเทศผู้ผลิตผลไม้และผักสดในอันดับต้น ๆ ของโลก ในแต่ละปีสามารถผลิตผลไม้ได้มากกว่า 80 ล้านตัน โดยผลไม้สำคัญของอินเดีย ได้แก่ มะม่วงและกล้วย ซึ่งผลิตได้มากที่สุดในโลก รองลงมาได้แก่ แอปเปิ้ล สัปปะรด ส้ม องุ่น และทับทิม ซึ่งรสชาติของผลไม้อินเดียมีรสอร่อยไม่แพ้ผลไม้ไทยเช่นกัน...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ