
หนังสือพิมพ์ The Economic Times ฉบับวันที่ 12 กรกฎาคม 2554 รายงานว่า รัฐบาลอินเดียมีแผนที่จะตั้งศูนย์กลางการผลิตยานยนต์สองแห่งขนาด 10,000 เอเคอร์ ในภาคกลางและตะวันออกของประเทศ
ศูนย์กลางแห่งใหม่นี้ มุ่งสร้างความเป็นหนึ่งของอินเดียในฐานะจุดหมายปลายทางที่สำคัญสำหรับการผลิตยานยนต์ราคาถูก เพิ่มเติมจากเขตที่มีอยู่แล้ว 3 เขตในรัฐหรยาณะ มหาราษฎระ และทมิฬนาดู อุตสาหกรรมยานยนต์ของอินเดียที่คาดว่าจะมีมูลค่า 7,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีนี้ นับเป็นร้อยละ 6 ของมูลค่า GDP ของประเทศ
นาย Praful Patel รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมหนักและรัฐวิสาหกิจกล่าวกับนักธุรกิจชั้นนำของบริษัทยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า มีความต้องการที่จะเพิ่มความสามารถอินเดียเพื่อแข่งขันด้านราคาและการเป็นศูนย์กลางด้านการผลิตขนาดใหญ่ ให้เป็นผู้นำของโลกในด้านการผลิตราคาถูก
นาย Patel กล่าวเพิ่มว่า ขณะนี้ อินเดียเป็นผู้นำด้านการผลิตรถขนาดเล็กอยู่แล้ว จึงต้องการที่จะรักษาประสิทธิภาพระดับสูงในด้านนี้และคุมราคาให้ย่อมเยา ศูนย์กลางการผลิตควรได้รับการพัฒนาให้อยู่ได้ด้วยตัวเอง นอกจากนี้ นาย Patel ยังประกาศที่จะจัดตั้งคณะทำงานระดับรัฐมนตรีเพื่อแก้ปัญหาที่ภาคอุตสาหกรรมวิตกกังวลเกี่ยวกับภาษีที่สูงและแผนจูงใจในการส่งออก เช่น Duty Entitlement Passbook (DEPB)
คณะทำงานจะประกอบด้วยผู้แทนจากกระทรวงสำคัญของอินเดีย อาทิเช่น กระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ อุตสาหกรรมยานยนต์ของอินเดียที่ใหญ่เป็นอันดับเจ็ดของโลก จะมีมูลค่าสูงถึง 1.45 แสนล้านเหรียญสหรัฐในปี 2559 เพิ่มขึ้นจากมูลค่าปัจจุบันที่ 7,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภาคอุตสาหกรรมยังต้องการจะให้มีโครงสร้างภาษีที่ยืดหยุ่นและการปฏิรูปกฎหมายแรงงานเพื่อดำรงความสามารถในการแข่งขันในการส่งออก ซึ่งปัจจุบันชิ้นส่วนยานยนต์ของอินเดียมีมูลค่าการส่งออก 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สมาคมผู้ผลิตยานยนต์ของอินเดีย (The Society of Indian Automobile Manufacturers – SIAM) ได้ขอให้มีการอนุญาตให้ปลดพนักกงานออกในช่วงการผลิตซบเซา โดยจะต้องมีสวัสดิการสำหรับผู้ว่างงานที่เหมาะสม นาย Pawan Goenka ประธาน SIAM กล่าวว่า การปฏิรูปแรงงานเป็นประเด็นสำคัญของสมาคม อุตสาหกรรมของอินเดียไม่มีการปลดพนักงานออกในช่วงการผลิตซบเซา ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ทั่วไปของภาคอุตสาหกรรมยานยนต์อื่นๆ
นาย Pawan กล่าวว่า บริษัทต่างๆ ควรจะส่งเสริมให้มีการว่าจ้างถาวรเหมือนกับในสหรัฐอเมริกา ในขณะที่มีการปลดออกในช่วงการผลิตซบเซาได้ โดยจะต้องมีกลไกประกันสังคมในรูปแบบของเงินทุนรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือแรงงานเหล่านี้ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง
คณิน บุญญะโสภัต
ทีมงาน Thaiindia.net
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี
http://www.thaiindia.net/th/news-item/42-india-fta-watch/160-2011-07-12-11-34-29.html
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
