FTA อินเดีย-ญี่ปุ่น จะเริ่มมีผลบังคับใช้วันที่ 1 สิงหาคม 2554

อินเดียและญี่ปุ่นพร้อมบังคับใช้ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างกัน ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม นี้

หนังสือพิมพ์ The Tribune รายงานข่าวเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2554 ว่า อินเดียและญี่ปุ่นวางแผนจะบังคับใช้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ (Comprehensive Economic Partnership Agreement – CEPA) ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2554 เป็นต้นไป โดยมุ่งเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันให้สูงถึง 2.5 หมื่นล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ภายในปี 2558

ทั้งสองฝ่ายได้ลงนาม CEPA ร่วมกันเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2554 ที่ผ่านมา โดยสองยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจของเอเชียจะยกเว้นภาษีสินค้ากว่าร้อยละ 94 ของทั้งสองฝ่ายภายในช่วงระยะเวลา 10 ปี นาย Akitaka Saiki เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกรุงนิวเดลี กล่าวว่า รัฐสภา (Diet) ของญี่ปุ่นได้อนุมัติเห็นชอบความตกลงดังกล่าวแล้ว โดยอินเดียจะยกเว้นภาษีในสินค้า อาทิเช่น เครื่องจักรดีเซล สินค้าเหล็ก และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น เครื่องเล่นดีวีดี และกล้องถ่ายวิดีโอ ส่วนญี่ปุ่นจะยกเว้นภาษีในสินค้าจำพวกผลไม้ ข้าวโพดหวาน สตรอว์เบอร์รี่ และลูกพีช ภายในช่วง 7-10 ปี ข้างหน้า

ความตกลงดังกล่าวยังจะช่วยเปิดทางให้ชาวอินเดียในสาขาอาชีพต่างๆ เช่น นักบัญชี นักวิจัย ครูสอนโยคะและภาษาอังกฤษ และที่ปรึกษาด้านการบริหาร เข้าไปยังตลาดญี่ปุ่นมากขึ้น โดยญี่ปุ่นมีจำนวนประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก

ที่มา: http://www.tribuneindia.com/2011/20110630/biz.htm#3

นายคณิน บุญญะโสภัต
ทีมงาน Thaiindia.net
30 มิถุนายน 2554

2 กรกฎาคม 2554
แหล่งข้อมูล: India rules/regulation, policy, and FTA watch

Back to the list

More Related

  • อุตสาหกรรมอาหารในอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างสดใสและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากกำลังซื้ออันมหาศาลของประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลาง และพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่กล้าซื้อกล้าลองสินค้าจากต่างประเทศ นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านและอาหารสำเร็จรูป
  • จากความเข้มข้นในการแข่งขันทางการค้าการลงทุนในโลกปัจจุบัน ทำให้หลายประเทศต้องระดมสมองสร้าง Brand Image ที่บ่งบอกภาพลักษณ์และจุดเด่นต่าง ๆ โดยเฉพาะศักยภาพด้านเศรษฐกิจของประเทศนั้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินการค้าการลงทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ
  • ทุกคนฝันจะมีบ้านเป็นของตนเอง เมื่อเขาได้เป็นเจ้าของบ้าน เขาจะมีความหวังใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะช่วยทำความฝันของเขาเหล่านั้นให้เป็นจริง
  • “อินเดีย” ตลาดที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก กำลังผงาดขึ้นเป็นตลาดเนื้อหอมในภูมิภาคเอเชีย และมีโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยอีกมากจากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ อาทิ ยุทธศาสตร์ที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้กับไทย นโยบาย “Come, Make in India” เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลอินเดีย รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก
  • ปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการคำนึงถึงเมื่อตัดสินใจไปค้าขายลงทุนต่างประเทศก็คือค่าครองชีพ ค่าครองชีพที่สูงอาจทำให้ผู้ประกอบการใจชื้นเพราะมีนัยถึงกำลังซื้อที่สูงของผู้บริโภคที่นั่น แต่มองอีกมุมหนึ่ง ค่าครองชีพที่สูงกว่าประเทศของตนก็ทำให้ผู้ประกอบการต้องคิดอย่างรอบด้านก่อนจะเดินทางไปลงทุนหรือเจรจาค้าขายในต่างแดน อินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่ดึงดูดความสนใจของพ่อค้าวาณิชจากทั่วโลกรวมถึงผู้ประกอบการไทย แล้วค่าครองชีพในอินเดียเมื่อเทียบกับไทยหล่ะ?
  • อินเดียนั้นเป็นประเทศผู้ผลิตผลไม้และผักสดในอันดับต้น ๆ ของโลก ในแต่ละปีสามารถผลิตผลไม้ได้มากกว่า 80 ล้านตัน โดยผลไม้สำคัญของอินเดีย ได้แก่ มะม่วงและกล้วย ซึ่งผลิตได้มากที่สุดในโลก รองลงมาได้แก่ แอปเปิ้ล สัปปะรด ส้ม องุ่น และทับทิม ซึ่งรสชาติของผลไม้อินเดียมีรสอร่อยไม่แพ้ผลไม้ไทยเช่นกัน...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ