ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอินเดีย-มาเลเซีย เริ่มมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ก.ค. 54

ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอินเดีย-มาเลเซีย หรือที่มีชื่อเต็มว่า India-Malaysia Comprehensive Economic Cooperation Agreement – CECA) เริ่มมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ก.ค. 54 ทั้งนี้ FTA ดังกล่าวมีผลครอบคลุมทั้งด้านการค้าและการบริการ

 

กระทรวงพาณิชย์อินเดียให้ข่าวว่า ข้อตกลง FTA ดังกล่าว จะเปิดตลาดมาเลเซียให้ สินค้าส่งออกสำคัญของอินเดียเช่นข้าวบาสมาติ มะม่วง ไข่ไก่ รถบรรทุก รถจักรยานยนต์ และ ผ้าฝ้าย ในขณะที่มีกลไกป้องกันสาขาต่างๆ ของอินเดียที่มีความอ่อนไหวต่อการเปิดเสรี อาทิ ภาคเกษตร การประมง สิ่งทอ เคมีภัณฑ์ และยานยนต์

 

ผลประโยชน์สำคัญที่อินเดียได้จาก FTA ดังกล่าวคือการเคลื่อนย้ายชั่วคราวของ นักธุรกิจผู้ประกอบวิชาชีพของอินเดียเช่นนักบัญชี วิศวกร แพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี สารสนเทศ และที่ปรึกษาทางธุรกิจ ซึ่งจะสามารถเข้าถึงตลาดภาคบริการในมาเลเซียได้ ทั้งนี้ อินเดียมีความได้เปรียบในด้านการค้าการบริการ และต้องการให้ FTA ที่อินเดียทำกับประเทศ ต่างๆ มีการเปิดเสรีทางด้านนี้

 

ปัจจุบัน มูลค่าการค้าอินเดีย-มาเลเซียอยู่ที่ประมาณ 10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2553-2554) หลังจาก FTA มีผลบังคับใช้ มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศน่าจะเพิ่มขึ้นถึง 15 พันล้ายดอลลาร์สหรัฐในปี 2558

 

อินเดียมีข้อตกลงการค้าเสรีที่มีผลแล้วกับสิงคโปร์และเกาหลีใต้ตามลำดับ และได้ ลงนาม FTA กับญี่ปุ่นแล้ว ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในเดือนสิงหาคม ศกนี้

30 มิถุนายน 2554
แหล่งข้อมูล: India rules/regulation, policy, and FTA watch

Back to the list

More Related

  • อุตสาหกรรมอาหารในอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างสดใสและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากกำลังซื้ออันมหาศาลของประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลาง และพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่กล้าซื้อกล้าลองสินค้าจากต่างประเทศ นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านและอาหารสำเร็จรูป
  • จากความเข้มข้นในการแข่งขันทางการค้าการลงทุนในโลกปัจจุบัน ทำให้หลายประเทศต้องระดมสมองสร้าง Brand Image ที่บ่งบอกภาพลักษณ์และจุดเด่นต่าง ๆ โดยเฉพาะศักยภาพด้านเศรษฐกิจของประเทศนั้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินการค้าการลงทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ
  • ทุกคนฝันจะมีบ้านเป็นของตนเอง เมื่อเขาได้เป็นเจ้าของบ้าน เขาจะมีความหวังใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะช่วยทำความฝันของเขาเหล่านั้นให้เป็นจริง
  • “อินเดีย” ตลาดที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก กำลังผงาดขึ้นเป็นตลาดเนื้อหอมในภูมิภาคเอเชีย และมีโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยอีกมากจากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ อาทิ ยุทธศาสตร์ที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้กับไทย นโยบาย “Come, Make in India” เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลอินเดีย รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก
  • ปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการคำนึงถึงเมื่อตัดสินใจไปค้าขายลงทุนต่างประเทศก็คือค่าครองชีพ ค่าครองชีพที่สูงอาจทำให้ผู้ประกอบการใจชื้นเพราะมีนัยถึงกำลังซื้อที่สูงของผู้บริโภคที่นั่น แต่มองอีกมุมหนึ่ง ค่าครองชีพที่สูงกว่าประเทศของตนก็ทำให้ผู้ประกอบการต้องคิดอย่างรอบด้านก่อนจะเดินทางไปลงทุนหรือเจรจาค้าขายในต่างแดน อินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่ดึงดูดความสนใจของพ่อค้าวาณิชจากทั่วโลกรวมถึงผู้ประกอบการไทย แล้วค่าครองชีพในอินเดียเมื่อเทียบกับไทยหล่ะ?
  • อินเดียนั้นเป็นประเทศผู้ผลิตผลไม้และผักสดในอันดับต้น ๆ ของโลก ในแต่ละปีสามารถผลิตผลไม้ได้มากกว่า 80 ล้านตัน โดยผลไม้สำคัญของอินเดีย ได้แก่ มะม่วงและกล้วย ซึ่งผลิตได้มากที่สุดในโลก รองลงมาได้แก่ แอปเปิ้ล สัปปะรด ส้ม องุ่น และทับทิม ซึ่งรสชาติของผลไม้อินเดียมีรสอร่อยไม่แพ้ผลไม้ไทยเช่นกัน...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ