ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอินเดีย-ญี่ปุ่น มีผลบังคับใช้แล้ว

อินเดียเล็งเพิ่มการส่งออกของแรงงานสาขาอาชีพต่างๆ รวมถึงสินค้าสิ่งทอและเวชภัณฑ์ไปยังญี่ปุ่น หลังทลายกำแพงภาษีนำเข้าตามความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอินเดีย-ญี่ปุ่น ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 สิงหาคมนี้


ผู้ส่งออกสินค้าที่จะได้รับประโยชน์จากความตกลงดังกล่าวคือ สิ่งทอ อาหารทะเล และเครื่องเทศ ซึ่งจะได้รับการยกเว้นภาษีตั้งแต่วันแรกที่ความตกลงมีผลบังคับใช้ ก่อนที่จะมีการยกเว้นภาษีสินค้ากว่าร้อยละ 90 ที่ค้าขายระหว่างสองประเทศภายใต้ความตกลงนี้ โดยมุ่งจะเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันให้สูงถึง 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2558 จากเดิมเพียง 1.036 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงปี 2552-2553


สินค้าอื่นๆ ที่อินเดียจะได้ประโยชน์จากการลดกำแพงภาษีคือ สินค้าการเกษตร เช่น มะม่วง เครื่องเทศ ชาพร้อมดื่ม เคมีภัณฑ์ ซีเมนต์ และอัญมณี

ในส่วนของญี่ปุ่น อินเดียจะลดภาษีนำเข้าของอุปกรณ์ยานยนต์ที่ทำจากเหล็ก อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และภาครัฐบาลอินเดียตกลงที่จะให้การดูแลการลงทุนของญี่ปุ่นทั้งก่อนและหลังการลงทุน ซึ่งเดิมมีเพียงสิงคโปร์เท่านั้นที่ได้รับสิทธิดังกล่าว

มีการวิเคราะห์ว่าอุตสาหกรรมสิ่งทอของอินเดียจะได้รับประโยชน์จากความตกลงนี้ เนื่องจากเดิมญี่ปุ่นตั้งกำแพงภาษีสูงถึงร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับภาษีเฉลี่ยร้อยละ 5 โดยภายใต้ความตกลงนี้ สิ่งทอของอินเดียจะได้รับยกเว้นภาษีทันที ทำให้สามารถแข่งขันกับสินค้าประเทศคู่แข่งอื่นๆ ได้ สินค้าเวชภัณฑ์ก็จะได้รับการเร่งรัดในการพิจารณาลงทะเบียนเพื่อนำเข้าญี่ปุ่นได้มากขึ้น ที่สำคัญ ญี่ปุ่นจะเปิดตลาดแก่แรงงานอินเดียในหลากหลายสาขาด้วย

ที่มา : http://lite.epaper.timesofindia.com/mobile.aspx?article=yes&pageid=13&edlabel=ETBG&mydateHid=01-08-2011&pubname=&edname=&articleid=Ar01302&format=&publabel=ET

นายคณิน บุญญะโสภัต

1 สิงหาคม 2554

2 สิงหาคม 2554
แหล่งข้อมูล: India rules/regulation, policy, and FTA watch

Back to the list

More Related

  • อุตสาหกรรมอาหารในอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างสดใสและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากกำลังซื้ออันมหาศาลของประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลาง และพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่กล้าซื้อกล้าลองสินค้าจากต่างประเทศ นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านและอาหารสำเร็จรูป
  • จากความเข้มข้นในการแข่งขันทางการค้าการลงทุนในโลกปัจจุบัน ทำให้หลายประเทศต้องระดมสมองสร้าง Brand Image ที่บ่งบอกภาพลักษณ์และจุดเด่นต่าง ๆ โดยเฉพาะศักยภาพด้านเศรษฐกิจของประเทศนั้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินการค้าการลงทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ
  • ทุกคนฝันจะมีบ้านเป็นของตนเอง เมื่อเขาได้เป็นเจ้าของบ้าน เขาจะมีความหวังใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะช่วยทำความฝันของเขาเหล่านั้นให้เป็นจริง
  • “อินเดีย” ตลาดที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก กำลังผงาดขึ้นเป็นตลาดเนื้อหอมในภูมิภาคเอเชีย และมีโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยอีกมากจากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ อาทิ ยุทธศาสตร์ที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้กับไทย นโยบาย “Come, Make in India” เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลอินเดีย รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก
  • ปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการคำนึงถึงเมื่อตัดสินใจไปค้าขายลงทุนต่างประเทศก็คือค่าครองชีพ ค่าครองชีพที่สูงอาจทำให้ผู้ประกอบการใจชื้นเพราะมีนัยถึงกำลังซื้อที่สูงของผู้บริโภคที่นั่น แต่มองอีกมุมหนึ่ง ค่าครองชีพที่สูงกว่าประเทศของตนก็ทำให้ผู้ประกอบการต้องคิดอย่างรอบด้านก่อนจะเดินทางไปลงทุนหรือเจรจาค้าขายในต่างแดน อินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่ดึงดูดความสนใจของพ่อค้าวาณิชจากทั่วโลกรวมถึงผู้ประกอบการไทย แล้วค่าครองชีพในอินเดียเมื่อเทียบกับไทยหล่ะ?
  • อินเดียนั้นเป็นประเทศผู้ผลิตผลไม้และผักสดในอันดับต้น ๆ ของโลก ในแต่ละปีสามารถผลิตผลไม้ได้มากกว่า 80 ล้านตัน โดยผลไม้สำคัญของอินเดีย ได้แก่ มะม่วงและกล้วย ซึ่งผลิตได้มากที่สุดในโลก รองลงมาได้แก่ แอปเปิ้ล สัปปะรด ส้ม องุ่น และทับทิม ซึ่งรสชาติของผลไม้อินเดียมีรสอร่อยไม่แพ้ผลไม้ไทยเช่นกัน...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ