การปฏิรูปด้านพลังงานของอินเดียและพัฒนาการในภาคตะวันตกของประเทศ

สถานการณ์พลังงานของอินเดีย

การขาดแคลนไฟฟ้านับเป็นปัญหาสำคัญที่มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและศักยภาพการพัฒนาเศรษฐกิจของอินเดียอย่างมาก ถึงแม้ขณะนี้อินเดียจะเป็นประเทศที่ใช้พลังงานมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลกรองจาก สหรัฐฯ จีน และรัสเซีย และสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้สูง เป็นอันดับที่ 5 ของโลก ประมาณ 199.81 GW แต่อินเดียยังขาดแคลนไฟฟ้าอยู่อีกมาก คิดเป็นประมาณกว่า 10.1%


มีการประเมินกันว่า คนอินเดียกว่า 300 ล้านคนยังไม่สามารถเข้าถึงไฟฟ้าได้และประชากรในชนบทประมาณ 1 ใน 3 และในเมืองประมาณ 6% ยังขาดแคลนไฟฟ้า ส่วนผู้ที่สามารถเข้าถึงไฟฟ้าได้ก็ไม่ได้รับไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ ยกเว้นตามเมืองใหญ่ๆ ทั้งนี้ องค์การพลังงานระหว่างประเทศประเมินว่า อินเดียยังจำเป็นต้องลงทุนอีกอย่างน้อย 135,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อให้มีการผลิตกระแสไฟฟ้าอย่างเพียงพอ และคาดว่าอินเดียจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 600 ถึง 1,200 GW ก่อนปี ค.ศ. 2050


การผลิตกระแสไฟฟ้าของอินเดียใช้ถ่านหินเป็นพลังงานมากที่สุดในสัดส่วน 66% รองลงมาคือพลังน้ำ 19% และแก๊สธรรมชาติ 10% โดยที่เหลือเป็นพลังงานชนิดอื่นๆ รวมกัน อาทิ พลังลม นิวเคลียร์ ไบโอแมสและการเผาผลาญสิ่งปฏิกูล แต่กระนั้นอินเดียยังนับว่าใช้ถ่านหินเพื่อเป็นพลังงานในการผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนที่ต่ำกว่าอีกหลายประเทศ อาทิ แอฟริกาใต้ใช้ประมาณ 92% จีน 77% และออสเตรเลีย 76%


อุปสรรคสำคัญที่ทำให้อินเดียไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เพียงพอต่อความต้องการคือ (1) มีโรงงานผลิตไฟฟ้าไม่เพียงพอ (2) โรงงานผลิตไฟฟ้าได้รับถ่านหิน (และแก๊สธรรมชาติ)ในปริมาณที่ไม่เพียงพอและราคาถ่านหินมีความผันผวนสูง (3) รัฐบาลควบคุมค่าไฟฟ้าทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถผลักภาระค่าพลังงานที่สูงขึ้นให้แก่ผู้บริโภคได้ ทำให้บางช่วงเวลาผู้ผลิตขาดทุนและไม่จูงใจให้มีการลงทุนหรือเพิ่มกำลังการผลิต


ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ท

 

การปฏิรูปพลังงานของอินเดีย

จากสภาพปัญหาดังกล่าว รัฐบาลอินเดียได้เริ่มดำเนินการปฏิรูปสาขานี้แล้ว โดยนาย Sushilkumar Shinde รัฐมนตรีพลังงานได้ตัดสินใจอนุญาตให้ผู้ผลิตไฟฟ้าสามารถผลักภาระค่าพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากให้แก่ผู้บริโภค เพื่อจูงใจให้มีการลงทุนในสาขานี้เพิ่มขึ้น รวมถึงนักลงทุนจากต่างประเทศด้วย ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้เมื่อต้นปี ค.ศ. 2012 เจ้าของบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ของอินเดียซึ่งตั้งอยู่ที่รัฐมหาราษฏระและรัฐคุชราต อาทิ Tata Power, Reliance Power และ Adani Power ได้เข้าพบนาย Manmohan Singh นายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิรูปสาขาการผลิตไฟฟ้ามาแล้ว


ปัจจุบันผู้ผลิตไฟฟ้าของอินเดียประสบปัญหาการขาดแคลนถ่านหินที่ผลิตได้ในประเทศและราคาถ่านหินที่เพิ่มสูงขึ้นมาก จากการที่บริษัท Coal India Limited (CIL) ซึ่งเป็นบริษัทผูกขาด การผลิตถ่านหินของรัฐบาลได้ปรับราคาถ่านหินขึ้นประมาณ 40 – 110% นอกจากนั้น ผู้ผลิตไฟฟ้ายังได้รับผลกระทบจากราคาถ่านหินนำเข้าจากต่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นมากด้วย ซึ่งราคาถ่านหินที่เพิ่มขึ้นได้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อโครงการผลิตกระแสไฟฟ้าขนาดใหญ่ (Ultra Mega Power Projects - UMPPs) ที่รัฐบาลให้สัมปทานแก่เอกชนด้วย โดยปัจจุบันรัฐบาลอินเดียได้อนุมัติโครงการ UMPPs แล้วจำนวน 4 โครงการ คือ ที่รัฐ Madhya Pradesh รัฐ Andhra Pradesh และรัฐ Jharkhand ให้แก่บริษัท Reliance Power และที่รัฐ Gujarat ให้แก่บริษัท Tata Power ทั้งนี้ สัดส่วนการผลิตกระแสไฟฟ้าของเอกชนได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จาก 11.6% เมื่อปี ค.ศ. 2006 เป็น 30% ในปัจจุบัน


จากการริเริ่มการปฏิรูปดังกล่าว กระทรวงพลังงานอินเดียคาดว่าจะก่อให้เกิดการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว โดยขณะนี้มีแผนการก่อสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มีกำลังการผลิตตั้งแต่ 50,000 MW แล้วหลายโครงการและคาดว่าการผลิตไฟฟ้าโดยภาคเอกชนจะเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนประมาณ 52% ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 12 ทั้งนี้ ที่ผ่านมาอินเดียสามารถเพิ่มการผลิตไฟฟ้าได้ไม่เลวนัก โดยในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 (สิ้นสุดเมื่อเดือน มี.ค. 2555) สามารถเพิ่มการผลิตได้ 53,922 MW หรือเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวจากการเพิ่มขึ้นในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 แต่กระนั้นโรงงานไฟฟ้าของอินเดียยังผลิตไฟฟ้าได้ต่ำกว่ากำลังการผลิตจริงจากการขาดแคลนถ่านหินและแก๊สธรรมชาติ โดยในปีนี้คาดว่าอินเดียจะขาดแคลนถ่านหินอยู่ประมาณ 54 ล้านตัน


อินเดียมีการขาดแคลนถ่านหินอย่างเรื้อรัง และสถานการณ์ปัจจุบันถือเลวร้ายที่สุด ทั้งนี้ ตามข้อตกลงที่บริษัท Coal India Limited (CIL) ลงนามไว้กับบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้า บริษัท CIL จะต้องจัดหาถ่านหินในประเทศให้แก่ผู้ผลิตไฟฟ้าให้ได้ 80% ของความต้องการ ซึ่งในปี ค.ศ. 2012 บริษัท CIL ได้ตั้งเป้าผลิตถ่านหินไว้ที่ 464 ล้านตัน แต่คาดว่าจะไม่สามารถผลิตได้ตามเป้า (พลาดเป้ามาโดยตลอด) โดยมักอ้างอุปสรรคจากความล่าช้าในการอนุมัติด้านสิ่งแวดล้อม การขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน และฝนตกชุก ทั้งนี้ คาดว่า ในปีนี้ บริษัท CIL และภาคเอกชนจะมีการนำเข้าถ่านหินจำนวน 15 ล้านตันและ 65 ล้านตัน ตามลำดับ การที่บริษัท CIL ล้มเหลวที่จะจัดหาถ่านหินภายในประเทศให้แก่ผู้ผลิตไฟฟ้าตามข้อตกลงได้ ทำให้ เมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลอินเดียได้ออก Presidential Directive กำหนดให้บริษัท CIL ต้องดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวมิฉะนั้นจะมีบทลงโทษ


ข้อสังเกตและข้อสนเทศเพิ่มเติม

ที่ผ่านมาการปรับขึ้นค่าไฟฟ้านับเป็นประเด็นการเมือง ซึ่งรัฐบาลอินเดียจะพยายามหลีกเลี่ยง เนื่องจากเกรงว่าจะส่งผลทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนและความนิยมในรัฐบาล แต่เมื่อราคาพลังงานจำพวกถ่านหินและแก๊สธรรมชาติได้ปรับสูงขึ้นมากจนทำให้บางครั้งผู้ผลิตไฟฟ้าต้องประสบกับการขาดทุน ประกอบกับรัฐบาลต้องการให้มีการเพิ่มกำลังการผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการ จึงเป็นที่มาของการปฏิรูปดังกล่าว


การปฏิรูปดังกล่าวย่อมทำให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วไปและภาคอุตสาหกรรมของอินเดียที่ต้นทุนจะสูงขึ้นด้วย เนื่องจากค่าไฟฟ้านับเป็นส่วนประกอบสำคัญของต้นทุนการผลิต ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานอินเดียวิจารณ์ว่า ในเมื่อประเทศต่างๆ เช่น ไทย จีน และเกาหลีใต้สามารถจัดหาไฟฟ้าในราคาถูกให้แก่ภาคอุตสาหกรรมเพื่อผลักดันการส่งออกได้ อินเดียก็น่าจะสามารถดำเนินการให้ได้ในลักษณะเดียวกัน ซึ่งหากปล่อยให้ราคาไฟฟ้าสูงขึ้นจะทำให้ภาคอุตสาหกรรมของอินเดียไม่สามารถแข่งขันกับประเทศเหล่านั้นได้


รัฐของอินเดียที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดและสามารถผลิตไฟฟ้าได้มากคือ รัฐ Maharashtra, Andhra Pradesh, Tamil Nadu, Uttar Pradesh และ Gujarat โดยรัฐ Maharashtra สามารถผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินได้สูงที่สุดในประเทศและรัฐ Gujarat สามารถผลิตไฟฟ้าได้เกินความต้องการอยู่ประมาณ 2 - 3 GW ซึ่งได้จำหน่ายให้แก่รัฐอื่นด้วย นอกจากนั้น รัฐ Gujarat ยังเป็นรัฐที่มีความกระตือรือร้นในการใช้พลังงานทดแทน เช่น พลังลมและแสงอาทิตย์ สูงที่สุดในอินเดียด้วย


-------------------------------------------


ธีระพงษ์ วนิชชานนท์

รายงานจากเมืองมุมไบ

13 กรกฎาคม 2555

12 กรกฎาคม 2555
แหล่งข้อมูล: India rules/regulation, policy, and FTA watch

Back to the list

More Related

  • อุตสาหกรรมอาหารในอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างสดใสและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากกำลังซื้ออันมหาศาลของประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลาง และพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่กล้าซื้อกล้าลองสินค้าจากต่างประเทศ นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านและอาหารสำเร็จรูป
  • จากความเข้มข้นในการแข่งขันทางการค้าการลงทุนในโลกปัจจุบัน ทำให้หลายประเทศต้องระดมสมองสร้าง Brand Image ที่บ่งบอกภาพลักษณ์และจุดเด่นต่าง ๆ โดยเฉพาะศักยภาพด้านเศรษฐกิจของประเทศนั้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินการค้าการลงทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ
  • ทุกคนฝันจะมีบ้านเป็นของตนเอง เมื่อเขาได้เป็นเจ้าของบ้าน เขาจะมีความหวังใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะช่วยทำความฝันของเขาเหล่านั้นให้เป็นจริง
  • “อินเดีย” ตลาดที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก กำลังผงาดขึ้นเป็นตลาดเนื้อหอมในภูมิภาคเอเชีย และมีโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยอีกมากจากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ อาทิ ยุทธศาสตร์ที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้กับไทย นโยบาย “Come, Make in India” เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลอินเดีย รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก
  • ปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการคำนึงถึงเมื่อตัดสินใจไปค้าขายลงทุนต่างประเทศก็คือค่าครองชีพ ค่าครองชีพที่สูงอาจทำให้ผู้ประกอบการใจชื้นเพราะมีนัยถึงกำลังซื้อที่สูงของผู้บริโภคที่นั่น แต่มองอีกมุมหนึ่ง ค่าครองชีพที่สูงกว่าประเทศของตนก็ทำให้ผู้ประกอบการต้องคิดอย่างรอบด้านก่อนจะเดินทางไปลงทุนหรือเจรจาค้าขายในต่างแดน อินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่ดึงดูดความสนใจของพ่อค้าวาณิชจากทั่วโลกรวมถึงผู้ประกอบการไทย แล้วค่าครองชีพในอินเดียเมื่อเทียบกับไทยหล่ะ?
  • อินเดียนั้นเป็นประเทศผู้ผลิตผลไม้และผักสดในอันดับต้น ๆ ของโลก ในแต่ละปีสามารถผลิตผลไม้ได้มากกว่า 80 ล้านตัน โดยผลไม้สำคัญของอินเดีย ได้แก่ มะม่วงและกล้วย ซึ่งผลิตได้มากที่สุดในโลก รองลงมาได้แก่ แอปเปิ้ล สัปปะรด ส้ม องุ่น และทับทิม ซึ่งรสชาติของผลไม้อินเดียมีรสอร่อยไม่แพ้ผลไม้ไทยเช่นกัน...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ