รู้จัก Goods and Services Tax

พรบ. ภาษีสินค้าและบริการอินเดีย (Goods and Services Tax – GST) เป็นความพยายามของรัฐบาลอินเดียในการปฏิรูประบอบภาษีตั้งแต่ปี 2553 ให้เป็นระบบที่มีความเป็นเอกภาพ รวมศูนย์กลางการเก็บภาษีของรัฐบาลกลาง ระดับรัฐ และท้องถิ่นเข้าด้วยกัน สร้างความชัดเจนให้กฎระเบียบและลดความซับซ้อน นำมาซึ่งความสะดวกให้ทั้งผู้ชำระและผู้เรียกเก็บภาษี


ทุกฝ่ายต่างคาดหวังอย่างสูงว่า รัฐบาลอินเดียจะสามารถประกาศใช้ พรบ.นี้ในวันที่ 1 เม.ย.2556 ตามสัญญา ไม่แปลกที่ผู้มีความกระตือรือร้นต้องการให้รัฐบาลอินเดียสามารถประกาศใช้ GST ได้ในเร็ววันคือผู้ชำระภาษี เพราะใครๆ ก็ทราบดีว่าการเก็บภาษีในอินเดียนั้นค่อนข้างยุ่งยาก มีหลายขั้นหลายตอน นอกจากจะต้องชำระภาษีให้รัฐบาลส่วนกลางแล้วยังมีส่วนของระดับรัฐ ดังเห็นได้จากการที่ธนาคารโลกได้จัดลำดับความสะดวกในการชำระภาษีให้อินเดียอยู่ในลำดับที่ 147 จาก183 ประเทศทั่วโลก


ภาคเอกชนตั้งความหวังกับ GST ไว้สูงมาก เนื่องจากจะทำให้สามารถจ่ายภาษีได้ในครั้งเดียว แบบ one stop service ไม่ต้องเสียภาษีหลายต่อ การขนถ่ายสินค้าในอินเดียมักมีอุปสรรคจาก ความล่าช้าบริเวณพื้นที่พรมแดนระหว่างรัฐเพราะการข้ามพรมแดนจากรัฐหนึ่งสู่อีกรัฐหนึ่งจะต้องประสบกับการเข้าคิวจ่ายภาษีขาเข้า และการตรวจสอบต่างๆมากมาย GST จะทำให้กระบวนการนี้ง่ายมากขึ้น ปัญหาสินค้าที่เคยถูกกักระหว่างบริเวณเขตแดนระหว่างรัฐหนึ่งไปอีกรัฐหนึ่ง ก็จะหมดไป


สภาอุตสาหกรรมอินเดีย (Confederation of Indian Industry- CII) เชื่อว่าการนำ GST มาใช้จะทำให้จีดีพีเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 1.5 ต่อปี สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ GST จะทำให้อินเดียเป็นตลาดเดียว (single market) ระบบที่มีอยู่ปัจจุบันมีความสับสนซับซ้อน เนื่องจากโครงสร้างการเก็บภาษีที่แตกต่างกันของแต่ละรัฐ แบ่งแยกตลาดออกเป็นส่วนๆ การซื้อและขนถ่ายสินค้าจึงขึ้นอยู่กับการเรียกเก็บภาษีของแต่ละรัฐ  ทั้งนี้ GST จะทำให้การขนถ่ายสินค้าสะดวกราบรื่น ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศเป็นเอกภาพ มีประสิทธิภาพมากขึ้น


GST จะช่วยส่งเสริมภาคการผลิต เมื่อห่วงโซ่อุปทานมีความราบรื่น ภาคผลิตก็จะมีประสิทธิภาพในการแข่งขันมากยิ่งขึ้นตามมา ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจอินเดีย ทั้งนี้ ภาคผลิตจะต้องมีอัตราเติบโตสูงถึงปีละ 12-14 % เพื่อที่จะสามารถรองรับแรงงานใหม่มีจำนวนถึง 15-20 ล้านคนในแต่ละปีได้


สำหรับรัฐบาล GST จะช่วยให้การเก็บภาษีมีประสิทธิภาพ และเงินรายได้ภาษีก็จะสูงขึ้นตามมา การนำระบบไอทีมาใช้สร้างแนวทางการปฏิบัติที่เป็นมาตรฐาน โปร่งใส และขจัดความยุ่งยากล่าช้าจากกระบวนการต่างๆ ที่ทับซ้อนกัน จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการทุกระดับ โดยเฉพะกิจการขนาดเล็กและขนาดกลาง ซึ่งจะได้รับความสะดวกจากระบบออนไลน์ ทำให้ไม่ต้องเข้าหาเจ้าหน้าที่สรรพากรตลอดเวลา และจะสามารถตรวจสอบทุกขั้นตอนของการชำระภาษี รวมทั้งได้รับคำยืนยันการชำระภาษีและการยื่นคำขออื่นๆ โดยอัตโนมัติ


สถานะล่าสุด:

การจะนำ GST มาใช้นั้นยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของรัฐสภาอินเดีย เมื่อ 11มีนาคม 2554 รัฐบาลอินเดียได้ยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 115 ปรับแก้ไขกฏหมายเพื่อให้อำนาจรัฐจัดการบังคับใช้ พรบ.GST นักธุรกิจต่างหวังว่ารัฐสภาอินเดียจะผ่านร่าง พรบ. แก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เพื่อจะสามารถนำ GST มาปฏิบัติใช้ได้จริงในวันที่ 1เม.ย.2556 ตามที่ได้กำหนดไว้


พรบ. GST ค.ศ. 2012 (ยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอินเดียครั้งที่ 115 )

เมื่อวันที่ 11มีนาคม 2554 นาย Pranab Mukherjee รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้นำเสนอพรบ. GST ค.ศ. 2012 (ยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่115) ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฏร มีสาระสำคัญ ดังนี้

  • ให้อำนาจแก่รัฐบาลกลางและรัฐบาลของแต่ละรัฐในการร่างกฎหมายว่าด้ายภาษีสินค้าและการบริการ
  • ให้อำนาจเต็มแก่รัฐสภาในการเก็บภาษีสินค้าและการบริการที่เกิดจากการค้าและการพาณิชย์ระหว่างรัฐ
  • ก่อตั้งคณะมนตรีภาษีสินค้าและการบริการโดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน และประกอบด้วย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง หรือรัฐมนตรีอื่นๆ ที่แต่งตั้ง โดยรัฐบาลของรัฐแต่ละรัฐ คณะมนตรีภาษีสินค้าและการบริการจะร่างโครงสร้างระบบภาษีสินค้าและการบริการเพื่อพัฒนาตลาดสินค้าและการบริการแห่งชาติที่เป็นเอกภาพ
  • คณะมนตรีภาษีสินค้าและการบริการจะให้คำแนะนำเกี่ยวกับระบบโครงสร้างภาษีสินค้าและการบริการ (ภาษีที่จะต้องเรียกเก็บ สินค้าที่มีการยกเว้นภาษี อัตราภาษี GST) รวมไปถึง
  1. ภาษีและค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่จัดเก็บโดยรัฐบาลกลาง และรัฐท้องถิ่นที่อาจจะสามารถรวมอยู่ในภาษี GST
  2. สินค้าและการบริการที่อาจจะได้รับการยกเว้นจากภาษีสินค้าและบริการ
  3. เกณฑ์วงเงินของสินค้าและบริการที่อาจจะได้รับการยกเว้นจากภาษี GST
  4. อัตราภาษี GST
  5. เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาษี GST
  • ก่อตั้งสภาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาษีสินค้าและบริการ การพิพาทที่อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาลระดับรัฐที่ส่งผลกระทบและก่อให้เกิดความเสียหายต่อการจัดเก็บภาษีและระบบการภาษีที่เป็นเอกภาพ สภาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาษีสินค้าและบริการ จะประกอบด้วยสมาชิกสามคนแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีตามคำแนะนำของประธานศาลฎีกา โดยประธานของสภาดังกล่าว อาจเป็นผู้พิกาษาศาลฏีกาหรือประธานศาลสูงของแต่ละรัฐ


อายิ เบเชกู่

รายงานจากกรุงนิวเดลี

9 กรกฎาคม 2555

9 กรกฎาคม 2555
แหล่งข้อมูล: India rules/regulation, policy, and FTA watch

Back to the list

More Related

  • อุตสาหกรรมอาหารในอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างสดใสและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากกำลังซื้ออันมหาศาลของประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลาง และพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่กล้าซื้อกล้าลองสินค้าจากต่างประเทศ นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านและอาหารสำเร็จรูป
  • จากความเข้มข้นในการแข่งขันทางการค้าการลงทุนในโลกปัจจุบัน ทำให้หลายประเทศต้องระดมสมองสร้าง Brand Image ที่บ่งบอกภาพลักษณ์และจุดเด่นต่าง ๆ โดยเฉพาะศักยภาพด้านเศรษฐกิจของประเทศนั้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินการค้าการลงทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ
  • ทุกคนฝันจะมีบ้านเป็นของตนเอง เมื่อเขาได้เป็นเจ้าของบ้าน เขาจะมีความหวังใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะช่วยทำความฝันของเขาเหล่านั้นให้เป็นจริง
  • “อินเดีย” ตลาดที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก กำลังผงาดขึ้นเป็นตลาดเนื้อหอมในภูมิภาคเอเชีย และมีโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยอีกมากจากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ อาทิ ยุทธศาสตร์ที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้กับไทย นโยบาย “Come, Make in India” เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลอินเดีย รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก
  • ปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการคำนึงถึงเมื่อตัดสินใจไปค้าขายลงทุนต่างประเทศก็คือค่าครองชีพ ค่าครองชีพที่สูงอาจทำให้ผู้ประกอบการใจชื้นเพราะมีนัยถึงกำลังซื้อที่สูงของผู้บริโภคที่นั่น แต่มองอีกมุมหนึ่ง ค่าครองชีพที่สูงกว่าประเทศของตนก็ทำให้ผู้ประกอบการต้องคิดอย่างรอบด้านก่อนจะเดินทางไปลงทุนหรือเจรจาค้าขายในต่างแดน อินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่ดึงดูดความสนใจของพ่อค้าวาณิชจากทั่วโลกรวมถึงผู้ประกอบการไทย แล้วค่าครองชีพในอินเดียเมื่อเทียบกับไทยหล่ะ?
  • อินเดียนั้นเป็นประเทศผู้ผลิตผลไม้และผักสดในอันดับต้น ๆ ของโลก ในแต่ละปีสามารถผลิตผลไม้ได้มากกว่า 80 ล้านตัน โดยผลไม้สำคัญของอินเดีย ได้แก่ มะม่วงและกล้วย ซึ่งผลิตได้มากที่สุดในโลก รองลงมาได้แก่ แอปเปิ้ล สัปปะรด ส้ม องุ่น และทับทิม ซึ่งรสชาติของผลไม้อินเดียมีรสอร่อยไม่แพ้ผลไม้ไทยเช่นกัน...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ