นักวิเคราะห์อินเดียฟันธงเศรษฐกิจปีก่อนเติบโตต่ำกว่าคาด รัฐบาลค้านหัวชนฝา

สถาบันสถิติกลางของอินเดีย (Central Statistical Organisation – CSO) คาดการณ์อัตราเติบโตของเศรษฐกิจอินเดียหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ลดลงเหลือต่ำกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ ทุบสถิติต่ำสุดในรอบทศวรรษ โดยมีปัจจัยจากการถดถอยของภาคการผลิต การเกษตร และการบริการ

ข่าวการคาดการณ์นี้เป็นข่าวใหญ่ สร้างความช็อคให้กับวงการเศรษฐกิจของอินเดีย โดยอินเดียเคยทำอัตราการเติบโตของจีดีพีสูงสุดในปี 2549-2550 กว่า 9.6 เปอร์เซ็นต์ โดยจีดีพีของประเทศเริ่มไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ จาก 4 เปอร์เซ็นต์ นับตั้งแต่ปี 2545-2546 และไม่เคยลดลงต่ำกว่า 6 เปอร์เซ็นต์มานานแล้ว

CSO ฟันธงตัวเลขการเติบโตของจีดีพีอินเดียได้น่ากลัวกว่าสำนักคาดการณ์ใดๆ โดยธนาคารกลางอินเดียหรือ RBI ทำนายอัตราการเติบโตจีดีพีอินเดียไว้ 5.5 เปอร์เซ็นต์ ส่วน IMF คาดการณ์ไว้ที่ 5.4 เปอร์เซ็นต์ แต่ให้ยาหอมว่าในปีงบประมาณถัดไป น่าจะเติบโตได้ที่ 6 เปอร์เซ็นต์

รัฐบาลอินเดียยังมีความหวัง ตั้งตัวเลขไว้ที่ 5.7-5.9 เปอร์เซ็นต์ แม้จะเคยคาดการณ์ไว้เมื่อการแถลงงบประมาณแห่งชาติเมื่อ มี.ค. 2555 ว่า เศรษฐกิจน่าจะเติบโตในช่วงปี 2555-2666 กว่า 7.6 เปอร์เซ็นต์

สำนักวิจัยเอกชนยังมองอัตราการเติบโตในช่วงครึ่งหลังของปีไม่ดีนัก YES Bank ชี้ว่าตัวเลขการเติบโตในช่วงครึ่งที่สองน่าจะอยู่ที่ 4.6 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่รอยเตอร์คาดไว้ว่าจะเติบโตเพียง 4.8 เปอร์เซ็นต์ ในไตรมาสที่สามของปีงบประมาณ

CSO ชี้ว่า การเติบโตในการผลิตภาคต่างๆ อาจจะถดถอย อย่าเช่น ภาคบริการ อัตราการเติบโตจะเหลือ 8.6 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ ต่ำกว่า 11.7 เปอร์เซ็นต์ในปีก่อนหน้า ภาคการก่อสร้างจะเติบโตเล็กน้อยเพียง 5.9 เปอร์เซ็นต์ จากเดิม 5.6 เปอร์เซ็นต์ในปีก่อน

อย่างไรก็ดี เราคงจะต้องจับตาดูตัวเลขทางการที่รัฐบาลอินเดีย โดยกระทรวงการคลังจะเปิดเผยออกมาในช่วงเดือนมีนาคม 2556 นี้ ซึ่งเป็นช่วงการแถลงนโยบายเศรษฐกิจประจำปีของรัฐบาล โดยความเห็นของกระทรวงการคลังอินเดียเกี่ยวกับตัวเลขเหล่านี้คือตัวเลขต่างๆ จะสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้แน่นอน

รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีมานโมฮัน ซิงห์ของอินเดียพยายามอย่างหนักที่จะเสาะหากลวิธีกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ หนึ่งในนั้นคือการเปิดเสรีการค้าปลีกแบบหลายแบรนด์ (Multi-brand retails) ซึ่งบริษัทใหญ่ๆ ของต่างชาติอย่างอีเกีย (Ikea) และวอลมาร์ท (Walmart) ต่างพยายามทำงานอย่างหนักเพื่อจะเข้ามาปักธงในอินเดียให้ได้ ท่ามกลางกระแสต่อต้านจากภายในประเทศโดยเฉพาะพรรคฝ่ายค้านและผู้ประกอบการรายย่อยในอินเดีย

นาย P.Chidambaram ขุนคลังคนใหม่ที่เข้ารับตำแหน่งเมื่อสิงหาคม 2555 แทนที่นาย Pranab Mukherjee ที่ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีอินเดีย จะทำการแถลงนโยบายเศรษฐกิจในเดือนมีนาคม 2556 นี้ Thaiindia.net จะติดตามรายละเอียดมาแจ้งผู้อ่านต่อไป

คณิน บุญญะโสภัต

รายงานจากกรุงนิวเดลี

12 กุมภาพันธ์ 2556

12 กุมภาพันธ์ 2556
แหล่งข้อมูล: India rules/regulation, policy, and FTA watch

Back to the list

More Related

  • อุตสาหกรรมอาหารในอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างสดใสและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากกำลังซื้ออันมหาศาลของประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลาง และพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่กล้าซื้อกล้าลองสินค้าจากต่างประเทศ นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านและอาหารสำเร็จรูป
  • จากความเข้มข้นในการแข่งขันทางการค้าการลงทุนในโลกปัจจุบัน ทำให้หลายประเทศต้องระดมสมองสร้าง Brand Image ที่บ่งบอกภาพลักษณ์และจุดเด่นต่าง ๆ โดยเฉพาะศักยภาพด้านเศรษฐกิจของประเทศนั้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินการค้าการลงทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ
  • ทุกคนฝันจะมีบ้านเป็นของตนเอง เมื่อเขาได้เป็นเจ้าของบ้าน เขาจะมีความหวังใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะช่วยทำความฝันของเขาเหล่านั้นให้เป็นจริง
  • “อินเดีย” ตลาดที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก กำลังผงาดขึ้นเป็นตลาดเนื้อหอมในภูมิภาคเอเชีย และมีโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยอีกมากจากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ อาทิ ยุทธศาสตร์ที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้กับไทย นโยบาย “Come, Make in India” เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลอินเดีย รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก
  • ปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการคำนึงถึงเมื่อตัดสินใจไปค้าขายลงทุนต่างประเทศก็คือค่าครองชีพ ค่าครองชีพที่สูงอาจทำให้ผู้ประกอบการใจชื้นเพราะมีนัยถึงกำลังซื้อที่สูงของผู้บริโภคที่นั่น แต่มองอีกมุมหนึ่ง ค่าครองชีพที่สูงกว่าประเทศของตนก็ทำให้ผู้ประกอบการต้องคิดอย่างรอบด้านก่อนจะเดินทางไปลงทุนหรือเจรจาค้าขายในต่างแดน อินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่ดึงดูดความสนใจของพ่อค้าวาณิชจากทั่วโลกรวมถึงผู้ประกอบการไทย แล้วค่าครองชีพในอินเดียเมื่อเทียบกับไทยหล่ะ?
  • อินเดียนั้นเป็นประเทศผู้ผลิตผลไม้และผักสดในอันดับต้น ๆ ของโลก ในแต่ละปีสามารถผลิตผลไม้ได้มากกว่า 80 ล้านตัน โดยผลไม้สำคัญของอินเดีย ได้แก่ มะม่วงและกล้วย ซึ่งผลิตได้มากที่สุดในโลก รองลงมาได้แก่ แอปเปิ้ล สัปปะรด ส้ม องุ่น และทับทิม ซึ่งรสชาติของผลไม้อินเดียมีรสอร่อยไม่แพ้ผลไม้ไทยเช่นกัน...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ