แบงค์ชาติอินเดียประกาศทุบดอกเบี้ย Repo Rate

ธนาคารกลางอินเดีย (Reserve Bank of India – RBI) ประกาศลดอัตราดอกเบี้ย repo rate ลง 0.25 เปอร์เซ็นต์ ภายหลังการประชุมทบทวนนโยบายการเงินของธนาคารกลางอินเดียเมื่อวันที่ 29 ม.ค. ที่ผ่านมา

RBI ประกาศลดอัตราดอกเบี้ย repo rate (อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมของธนาคารพาณิชย์จากธนาคารกลางอินเดีย) ลง 0.25 เปอร์เซ็นต์ (จากเดิม 8 เปอร์เซ็นต์ เป็น 7.75 เปอร์เซ็นต์ โดยการปรับลด repo rate ครั้งล่าสุด คือเมื่อ เม.ย. 2555) และได้ประกาศลดอัตราการคงเงินสดสำรองของธนาคารพาณิชย์ (Cash-Reserve Ratio – CRR) ลง 0.25 เปอร์เซ็นต์เช่นกัน (จากเดิมร้อยละ 4.25 เป็นร้อยละ 4) ซึ่งทั้งสองมาตรการจะทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลดลงและมีเงินทุนหมุนเวียนในระบบธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1.8 แสนล้านรูปี (ประมาณ 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งจะส่งผลดีต่อการลงทุนของภาคเอกชนและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ ในระหว่างการประชุมในวันเดียวกัน RBI ก็ได้ปรับลดประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2555 – 2556 (สิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค. 2556) จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 5.8 เปอร์เซ็นต์ ลงเหลือ 5.5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนับเป็นอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต่ำที่สุดในรอบ 10 ปีและได้ปรับลดประมาณการอัตราเงินเฟ้อสำหรับเดือน มี.ค. 2556 จากที่เดิมคาดการณ์ไว้ 7.5 เปอร์เซ็นต์ เป็น 6.8 เปอร์เซ็นต์

นาย D Subbarao ผู้ว่าการ RBI ชี้แจงว่า ที่ผ่านมา แม้ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียจะชะลอตัวลงอย่างมากแต่อัตราเงินเฟ้อก็ยังคงอยู่ในระดับที่สูงมากเช่นกัน RBI จึงยังไม่สามารถที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย repo rate ได้ แต่เมื่อเดือน ธ.ค. 2555 อัตราเงินเฟ้อได้ปรับตัวลดลงเหลือเพียง 7.18 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี RBI จึงได้ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ย repo rate เพื่อหวังกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและการขยายตัวของการลงทุน อย่างไรก็ตาม RBI จะยังคงต้องติดตามภาวะเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิดก่อนที่จะพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ย repo rate ในครั้งต่อไป

จะสังเกตได้ว่า การประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ย repo rate ลงในครั้งนี้นับเป็นการส่งสัญญานที่ชัดเจนของ RBI ในการให้ความสำคัญต่อการกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะสอดรับกับมาตรการผลักดันการปฏิรูปทางเศรษฐกิจของรัฐบาลกลางอินเดียก่อนหน้านี้ด้วย

นักเศรษฐศาสตร์บางกลุ่มคาดว่า RBI อาจสามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ย repo rate ลงได้อีกในเดือน มี.ค. 2556 โดยทั้งปีอาจสามารถปรับลดลงได้ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ หากสัญญานเงินเฟ้อปรับตัวดีขึ้น ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งเห็นว่า RBI อาจประเมินอัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าความเป็นจริงและหากในเดือน มี.ค. 2556 อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่สูงกว่าที่คาดไว้ RBI ก็อาจต้องพิจารณาคงอัตราดอกเบี้ย repo rate ไว้ในระดับเดิมก็ได้

ทั้งนี้ ภายหลัง RBI ได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ย repo rate ธนาคารพาณิชย์ใหญ่บางแห่งได้เริ่มประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงแล้วโดยให้มีผลในต้นเดือน ก.พ. 2556 อาทิ IDBI Bank และ Royal Bank of Scotland ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ต่างชาติรายแรกที่ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ อย่างไรก็ดี คาดว่าธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่จะยังคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากไว้ในระดับเดิมเนื่องจากขณะนี้การขยายตัวของเครดิต (17 เปอร์เซ็นต์) ยังสูงกว่าอัตราการขยายตัวของเงินฝาก (13-14 เปอร์เซ็นต์)

ภายหลังการประกาศมาตรการดังกล่าวของ RBI อัตราแลกเปลี่ยนเงินรูปีแข็งค่าขึ้นร้อยละ 0.28 หรืออยู่ที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ เท่ากับ 53.76 รูปี แต่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์อินเดีย (Sensex) กลับปิดตัวลดลง 112 จุดหรือ 0.56 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสวนทางกับการคาดการณ์ว่าจะปิดตัวเพิ่มขึ้น

กนกภรณ์ คุณวัฒน์

รายงานจากเมืองมุมไบ

6 กุมภาพันธ์ 2556

6 กุมภาพันธ์ 2556
แหล่งข้อมูล: India rules/regulation, policy, and FTA watch

Back to the list

More Related

  • อุตสาหกรรมอาหารในอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างสดใสและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากกำลังซื้ออันมหาศาลของประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลาง และพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่กล้าซื้อกล้าลองสินค้าจากต่างประเทศ นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านและอาหารสำเร็จรูป
  • จากความเข้มข้นในการแข่งขันทางการค้าการลงทุนในโลกปัจจุบัน ทำให้หลายประเทศต้องระดมสมองสร้าง Brand Image ที่บ่งบอกภาพลักษณ์และจุดเด่นต่าง ๆ โดยเฉพาะศักยภาพด้านเศรษฐกิจของประเทศนั้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินการค้าการลงทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ
  • ทุกคนฝันจะมีบ้านเป็นของตนเอง เมื่อเขาได้เป็นเจ้าของบ้าน เขาจะมีความหวังใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะช่วยทำความฝันของเขาเหล่านั้นให้เป็นจริง
  • “อินเดีย” ตลาดที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก กำลังผงาดขึ้นเป็นตลาดเนื้อหอมในภูมิภาคเอเชีย และมีโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยอีกมากจากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ อาทิ ยุทธศาสตร์ที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้กับไทย นโยบาย “Come, Make in India” เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลอินเดีย รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก
  • ปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการคำนึงถึงเมื่อตัดสินใจไปค้าขายลงทุนต่างประเทศก็คือค่าครองชีพ ค่าครองชีพที่สูงอาจทำให้ผู้ประกอบการใจชื้นเพราะมีนัยถึงกำลังซื้อที่สูงของผู้บริโภคที่นั่น แต่มองอีกมุมหนึ่ง ค่าครองชีพที่สูงกว่าประเทศของตนก็ทำให้ผู้ประกอบการต้องคิดอย่างรอบด้านก่อนจะเดินทางไปลงทุนหรือเจรจาค้าขายในต่างแดน อินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่ดึงดูดความสนใจของพ่อค้าวาณิชจากทั่วโลกรวมถึงผู้ประกอบการไทย แล้วค่าครองชีพในอินเดียเมื่อเทียบกับไทยหล่ะ?
  • อินเดียนั้นเป็นประเทศผู้ผลิตผลไม้และผักสดในอันดับต้น ๆ ของโลก ในแต่ละปีสามารถผลิตผลไม้ได้มากกว่า 80 ล้านตัน โดยผลไม้สำคัญของอินเดีย ได้แก่ มะม่วงและกล้วย ซึ่งผลิตได้มากที่สุดในโลก รองลงมาได้แก่ แอปเปิ้ล สัปปะรด ส้ม องุ่น และทับทิม ซึ่งรสชาติของผลไม้อินเดียมีรสอร่อยไม่แพ้ผลไม้ไทยเช่นกัน...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ