คนงานอินเดียเฮ หลังอินเดียจับมือทำความตกลงประกันสังคมกับญี่ปุ่น-แคนาดา สำเร็จ

ในเดือนพฤศจิกายนนี้ อินเดียได้บรรลุข้อตกลงประกันสังคมกับสองประเทศ คือ ญี่ปุ่นและแคนาดา ซึ่งทำให้คนทำงานของตนที่ไปทำงานในอีกประเทศหนึ่งไม่ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนประกันสังคมของประเทศที่ทำงานอยู่

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ท

สำหรับญี่ปุ่น มีข่าวรายงานจากสื่อมวลชนท้องถิ่นอินเดียตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปีนี้แล้วว่า สองฝ่ายตกลงกันในสาระของความตกลงประกันสังคมได้แล้ว ทำให้คนญี่ปุ่นที่ทำงานในอินเดีย และคนอินเดียที่ทำงานในญี่ปุ่น ไม่ต้องเข้าระบบจ่ายเงินเข้าประกันสังคมในประเทศที่ตนทำงานอยู่ ซึ่งจะมีความซับซ้อนในการเรียกคืนภายหลัง เมื่อต้องกลับไปประเทศบ้านเกิดหลังหมดสัญญาหรือบอกเลิกสัญญาจ้างงาน

ล่าสุด นายมานโมฮัน ซิงห์ นายกรัฐมนตรีอินเดีย แม้จะต้องยกเลิกการเยือนญี่ปุ่น ที่จะเริ่มขึ้นในสัปดาห์นี้หลังนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นประกาศยุบสภา แต่สองฝ่ายก็ได้สนทนากันทางโทรศัพท์ แสดงความยินดีในการบรรลุความตกลง 2 ฉบับระหว่างกัน ที่รวมถึงความตกลงประกันสังคมด้วย

สำหรับอินเดียและญี่ปุ่น  ความตกลงนี้จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนของสองฝ่ายกว่า 3 หมื่นคน เพราะขณะนี้ มีชาวอินเดีย 22,000 คน ทำงานในญี่ปุ่น และชาวญี่ปุ่น 8,000 คน ทำงานในอินเดีย ซึ่งจะไม่ต้องจ่ายเงินสมทบทุนประกันสังคมในแต่ละประเทศ

ความตกลงประกันสังคมระหว่างอินเดียและญี่ปุ่นนี้ จะช่วยทำให้การแลกเปลี่ยนแรงงานในด้านบริการระหว่างสองประเทศราบรื่นขึ้น โดยการแลกเปลี่ยนด้านบริการนี้เป็นประเด็นหนึ่งในความตกลง Comprehensive Economic Partnership Agreement ของอินเดียและญี่ปุ่น

สำหรับแคนาดา ที่นาย Stephen Harper นายกรัฐมนตรี ได้เยือนอินเดียไปอย่างเป็นทางการเมื่อ 3-9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ก็ได้ร่วมกับนายกรัฐมนตรีอินเดียเป็นสักขีพยานในการลงนามความตกลงประกันสังคมระหว่างกันเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ดี สองฝ่ายยังต้องรอการปรับกฎหมายภายในประเทศให้แล้วเสร็จก่อน จึงจะสามารถบังคับใช้ความตกลงนี้ได้ ในช่วงปี 2556

อินเดียบังคับใช้กฎหมายกองทุนประกันสังคมหรือ Provident Fund (บางประเทศเรียก เงินทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่อินเดียมีระบบกองทุนประกันสังคมและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพระบบเดียว ไม่แยกกันเหมือนไทยหรือประเทศอื่นๆ) แก่ชาวต่างชาติที่ทำงานในอินเดียอย่างเคร่งครัด โดยตั้งเพดานเงินสมทบเข้ากองทุนต่อเดือนถึง 12.5% ของรายได้ และบังคับให้ลูกจ้างต่างชาติเหล่านั้นมีสิทธิ์เบิกเงินที่สมทบทุนออกมาได้เมื่ออายุมากถึง 58 ปี ทำให้เกิดความลำบากกับคนต่างชาติ ที่ต้องกลับประเทศก่อนอายุถึงกำหนดที่จะเบิกเงินคืน

อินเดียประสบความสำเร็จในการเจรจาทำความตกลงประกันสังคมกับหลายประเทศแล้ว ซึ่งคนที่ได้ประโยชน์ก็คือคนทำงานอินเดียที่ทำงานในประเทศคู่เจรจา ส่วนคนทำงานต่างประเทศที่อยู่ในอินเดียก็จะได้รับประโยชน์เช่นกัน เพราะจะได้รับการยกเว้นจากกฎหมายประกันสังคมของอินเดีย สำหรับไทย อยู่ระหว่างการหารือเรื่องนี้ระหว่างหน่วยงานภายใน

คณิน บุญญะโสภัต

รายงานจากกรุงนิวเดลี

20 พฤศจิกายน 2555

20 พฤศจิกายน 2555
แหล่งข้อมูล: India rules/regulation, policy, and FTA watch

Back to the list

More Related

  • อุตสาหกรรมอาหารในอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างสดใสและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากกำลังซื้ออันมหาศาลของประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลาง และพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่กล้าซื้อกล้าลองสินค้าจากต่างประเทศ นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านและอาหารสำเร็จรูป
  • จากความเข้มข้นในการแข่งขันทางการค้าการลงทุนในโลกปัจจุบัน ทำให้หลายประเทศต้องระดมสมองสร้าง Brand Image ที่บ่งบอกภาพลักษณ์และจุดเด่นต่าง ๆ โดยเฉพาะศักยภาพด้านเศรษฐกิจของประเทศนั้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินการค้าการลงทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ
  • ทุกคนฝันจะมีบ้านเป็นของตนเอง เมื่อเขาได้เป็นเจ้าของบ้าน เขาจะมีความหวังใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะช่วยทำความฝันของเขาเหล่านั้นให้เป็นจริง
  • “อินเดีย” ตลาดที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก กำลังผงาดขึ้นเป็นตลาดเนื้อหอมในภูมิภาคเอเชีย และมีโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยอีกมากจากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ อาทิ ยุทธศาสตร์ที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้กับไทย นโยบาย “Come, Make in India” เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลอินเดีย รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก
  • ปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการคำนึงถึงเมื่อตัดสินใจไปค้าขายลงทุนต่างประเทศก็คือค่าครองชีพ ค่าครองชีพที่สูงอาจทำให้ผู้ประกอบการใจชื้นเพราะมีนัยถึงกำลังซื้อที่สูงของผู้บริโภคที่นั่น แต่มองอีกมุมหนึ่ง ค่าครองชีพที่สูงกว่าประเทศของตนก็ทำให้ผู้ประกอบการต้องคิดอย่างรอบด้านก่อนจะเดินทางไปลงทุนหรือเจรจาค้าขายในต่างแดน อินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่ดึงดูดความสนใจของพ่อค้าวาณิชจากทั่วโลกรวมถึงผู้ประกอบการไทย แล้วค่าครองชีพในอินเดียเมื่อเทียบกับไทยหล่ะ?
  • อินเดียนั้นเป็นประเทศผู้ผลิตผลไม้และผักสดในอันดับต้น ๆ ของโลก ในแต่ละปีสามารถผลิตผลไม้ได้มากกว่า 80 ล้านตัน โดยผลไม้สำคัญของอินเดีย ได้แก่ มะม่วงและกล้วย ซึ่งผลิตได้มากที่สุดในโลก รองลงมาได้แก่ แอปเปิ้ล สัปปะรด ส้ม องุ่น และทับทิม ซึ่งรสชาติของผลไม้อินเดียมีรสอร่อยไม่แพ้ผลไม้ไทยเช่นกัน...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ