SEBI ประกาศปฏิรูปตลาดทุนอินเดีย

คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์อินเดีย (Securities & Exchange Board of India - SEBI) ได้ประกาศมาตรการในการปฏิรูปตลาดทุนอินเดีย เมื่อกลางเดือนสิงหาคม เชื่อว่าจะสามารถขยายกลุ่มนักลงทุนที่สนใจลงทุนในกองทุนรวมและตลาดแรก โดยเฉพาะ IPO ไปยังกลุ่มนักลงทุนที่มิได้พำนักในเมืองใหญ่ ๆ นักลงทุนรายย่อยสามารถเข้าถึงตลาดทุนและการลงทุนในกองทุนรวม (Mutual Fund) ได้ง่ายและทั่วถึงมากขึ้น


มาตรการใหม่ๆ ที่สำคัญ ได้แก่ มาตรการเกี่ยวกับกองทุนรวม อาทิ การแลกเปลี่ยนทดแทนกันได้ (fungibility) ในอัตราส่วนค่าใช้จ่ายรวม (Total Expense Ratio – TER) ของกองทุนรวม โดยอนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ (Asset Management Company – AMC) คิดค่าธรรมเนียม TER เพิ่มขึ้นได้ถึง 30 basis points หรือร้อยละ 2.55 ในกรณีของกองทุนรวมที่มีสินทรัพย์มูลค่ามากกว่า 1 พันล้านรูปี จากนักลงทุนที่พำนักใน 15 เมืองใหญ่ของอินเดีย และให้นักลงทุนเป็นผู้รับผิดชอบจ่าย service tax เองแทนที่ AMC จะเป็นผู้จ่ายภาษีดังกล่าว อีกทั้ง ยังอนุญาตให้นักลงทุนสามารถใช้เงินสดในการลงทุนในกองทุนรวมได้จนถึง 20,000 รูปี


การปฏิรูปอีกอย่างที่ต้องจับตามอง คือ มาตรการเกี่ยวกับตลาดทุน อาทิ การนำระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาใช้ในการเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (Initial Public Offering – IPO) โดยผ่านระบบที่มีอยู่แล้วของตัวแทนขายหุ้นทั่วประเทศอินเดีย และจากนี้ไปนักลงทุนจะต้องลงทุนขั้นต่ำใน IPO เป็นเงิน 10,000 – 15,000 รูปี จากเดิม 5,000 – 7,000 รูปี โดยจะไม่มีการแตกหุ้นเพิ่มในกรณีที่มีผู้ประสงค์ลงทุนจำนวนมากซึ่งหากมีการแตกหุ้นจะทำให้มูลค่าของหุ้นลดลงต่อหน่วย จึงจะใช้ระบบจับฉลากเพื่อคัดเลือกผู้ที่มีสิทธิถือครองหุ้น ดังนั้น นักลงทุนรายย่อยที่มีเงินทุนเพียง 10,000 รูปี ก็จะได้รับการค้ำประกันโดยปริยายว่าตนจะได้ถือครองจำนวนหุ้นในราคา IPO ที่ 10,000 รูปีจริง ๆ นอกจากนี้ ตามที่ได้มีการประกาศให้บริษัทที่เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์มีการเปิดให้บุคคลภายนอกถือครองหุ้นร้อยละ 25 ภายในเดือน มิ.ย. 2556 SEBI จึงได้เปิดให้สามารถรวมถึง right issue (การเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นเดิมจองหุ้นใหม่ในจำนวนและราคาที่กำหนดไว้ภายในระยะเวลาหนึ่ง) และ bonus issue (การจ่ายปันผลเป็นหุ้นสามัญให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม) ได้ด้วย


SEBI จะประกาศมาตรการปฏิรูปตลาดหลักทรัพย์อินเดียอีกในเดือนหน้า (ก.ย. 2555) และสนับสนุนให้ชาวอินเดียลงทุนในตลาดหลักทรัพย์มากกว่าลงทุนซื้อทอง

กนกพร คุณวัฒน์

รายงานจากเมืองมุมไบ

30 ส.ค. 2555

30 สิงหาคม 2555
แหล่งข้อมูล: India rules/regulation, policy, and FTA watch

Back to the list

More Related

  • อุตสาหกรรมอาหารในอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างสดใสและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากกำลังซื้ออันมหาศาลของประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลาง และพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่กล้าซื้อกล้าลองสินค้าจากต่างประเทศ นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านและอาหารสำเร็จรูป
  • จากความเข้มข้นในการแข่งขันทางการค้าการลงทุนในโลกปัจจุบัน ทำให้หลายประเทศต้องระดมสมองสร้าง Brand Image ที่บ่งบอกภาพลักษณ์และจุดเด่นต่าง ๆ โดยเฉพาะศักยภาพด้านเศรษฐกิจของประเทศนั้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินการค้าการลงทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ
  • ทุกคนฝันจะมีบ้านเป็นของตนเอง เมื่อเขาได้เป็นเจ้าของบ้าน เขาจะมีความหวังใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะช่วยทำความฝันของเขาเหล่านั้นให้เป็นจริง
  • “อินเดีย” ตลาดที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก กำลังผงาดขึ้นเป็นตลาดเนื้อหอมในภูมิภาคเอเชีย และมีโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยอีกมากจากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ อาทิ ยุทธศาสตร์ที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้กับไทย นโยบาย “Come, Make in India” เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลอินเดีย รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก
  • ปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการคำนึงถึงเมื่อตัดสินใจไปค้าขายลงทุนต่างประเทศก็คือค่าครองชีพ ค่าครองชีพที่สูงอาจทำให้ผู้ประกอบการใจชื้นเพราะมีนัยถึงกำลังซื้อที่สูงของผู้บริโภคที่นั่น แต่มองอีกมุมหนึ่ง ค่าครองชีพที่สูงกว่าประเทศของตนก็ทำให้ผู้ประกอบการต้องคิดอย่างรอบด้านก่อนจะเดินทางไปลงทุนหรือเจรจาค้าขายในต่างแดน อินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่ดึงดูดความสนใจของพ่อค้าวาณิชจากทั่วโลกรวมถึงผู้ประกอบการไทย แล้วค่าครองชีพในอินเดียเมื่อเทียบกับไทยหล่ะ?
  • อินเดียนั้นเป็นประเทศผู้ผลิตผลไม้และผักสดในอันดับต้น ๆ ของโลก ในแต่ละปีสามารถผลิตผลไม้ได้มากกว่า 80 ล้านตัน โดยผลไม้สำคัญของอินเดีย ได้แก่ มะม่วงและกล้วย ซึ่งผลิตได้มากที่สุดในโลก รองลงมาได้แก่ แอปเปิ้ล สัปปะรด ส้ม องุ่น และทับทิม ซึ่งรสชาติของผลไม้อินเดียมีรสอร่อยไม่แพ้ผลไม้ไทยเช่นกัน...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ