อินเดียหวั่นเอฟทีเออียูเจอทางตัน นรม. ซิงห์ล้อบบี้ยุโรปหวังลงนามปีนี้


นรม. อินเดียเยือนเยอรมนี และเตรียมส่ง รมว.พณ. เยือนเบลเยียม ผลักดันลงนามเอฟทีเออินเดีย-อียูเต็มที่โค้งสุดท้าย หวังให้ลงนามได้ในปีนี้ที่ประชุมซัมมิท หวั่นหากพลาดครั้งนี้มีหวังรออีกยาว

เป็นข่าวใหญ่ในอินเดีย เมื่อรัฐบาลอินเดียเตรียมส่งนายอนันต์ ชาร์มา รมว.พณ. อินเดีย เยือนบรัสเซลส์ เจรจากับอียูเพื่อเร่งหาข้อสรุปความตกลงเขตการค้าเสรี หรือเอฟทีเอ วันที่ 15 เมษายน นี้ ขณะที่นายกรัฐมนตรีมานโมฮัน ซิงห์เดินทางเยือนเยอรมนีขอพี่เบิ้มแห่งยุโรปช่วยผลักดันความตกลง

ประเด็นหลักที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายยังสรุปความตกลงที่เริ่มเจรจากันมาตั้งแต่มิถุนายน 2550 และเชื่อกันว่าจะทำให้มูลค่าการค้าของทั้งสองฝ่ายเพิ่มจาก 9 หมื่นล้านดอลลาร์เป็น 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2558  ไม่ได้ ก็หนีไม่พ้นความไม่เต็มใจของทั้งสองฝ่ายที่จะเปิดตลาดการค้าและบริการของตัวเองแบบเต็มที่

ข้อเรียกร้องของอินเดียต่ออียูคืออยากให้อียูออกวีซ่าระยะสั้นให้นักธุรกิจอินเดียที่จะไปทำงานในอียู ขณะที่อียูต้องการส่วนลดภาษีนำเข้าสินค้าบางประเภท โดยเฉพาะรถยนต์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงขอให้อินเดียเพิ่มสัดส่วนการลงทุน FDI ในสาขาประกัน (insurance) ในอินเดียด้วย

ระหว่างการหารือของ นรม. ซิงห์ กับ นรม. เยอรมนี แองเกล่า แมร์เกิล นางแมร์เกิลกล่าวด้วยน้ำเสียงมีความหวังว่าการเจรจาใกล้จะบรรลุผลแล้ว แต่ก็ไม้พ้นที่จะเรียกร้องอินเดียให้ลดภาษีนำเข้ารถยนต์ ซึ่งคงเป็นข้อเรียกร้องของค่ายรถยักษ์ใหญ่ของเยอรมนีอย่างเบนซ์ บีเอ็มดับเบิ้ลยูและออดี้

ประเด็นสำคัญที่ยังเป็นปัญหาคือข้อเรียกร้องของอียูให้อินเดียเพิ่มสัดส่วนการลงทุนของนักธุรกิจต่างชาติในสาขาประกันในอินเดีย จากเดิม 26% เป็น 49% ซึ่งติดขัดอยู่ที่ร่างกฎหมายเพิ่มสัดส่วนนี้ค้างอยู่ในสภาผู้แทนของอินเดีย และมีทีท่าว่าจะถูกนำไปเล่นเป็นประเด็นการเมือง เพราะเป็นช่วงที่อินเดียกำลังเข้าสู่การเลือกตั้งทั่วไป จึงไม่น่าจะผ่านสภาไปได้ง่ายๆ

การเมืองภายในก็เป็นสิ่งที่รัฐบาล UPA ต้องจัดการให้ได้ เพราะยังไม่ทันไร พรรคฝ่ายค้านก็กรูกันออกมาต่อต้าน เรียกร้องให้ต้องนำเอฟทีเอนี้เข้าสู่ระบบสภาให้มีการรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายก่อน อ้างเป็นเรื่องที่อาจมีผลกระทบในวงกว้างในทุกภาคธุรกิจ

แต่รัฐบาลอินเดียก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะขณะนี้มีเงื่อนเวลาที่ทำให้ต้องเร่งหาข้อยุติ เพราะนอกจากอินเดียกำลังจะเข้าสู่ช่วงการเลือกตั้งทั่วไปต้นปีหน้า ซึ่งจะจำกัดการเคลื่อนไหวของรัฐบาลแล้ว ขณะนี้อียูกำลังเริ่มเจรจา FTA กับทั้งสหรัฐฯ และญี่ปุ่น จึงมีแววว่าอียูจะหันไปให้ความสำคัญกับสหรัฐและญี่ปุ่น เศรษฐกิจอันดับ 2 และ 3 ของโลก มากกว่าการจมปลักอยู่กับการเจรจากับอินเดียที่ไม่คืบหน้า

อย่างไรก็ตาม อินเดียกำลังจะส่งรัฐมนตรีพาณิชย์ อนันต์ ชาร์มา ไปเบลเยียมเพื่อเจรจากับอียูหาทางสายกลางที่ทั้งสองฝ่ายจะยอมรับได้ หวังจะให้มีการลงนามความตกลงกันให้ได้ในปีนี้ในการประชุมอินเดีย-อียูซัมมิท ซึ่งก็ยังไม่มีกำหนดแน่ชัดว่าจะมีขึ้นเมื่อใด

 

 

ประพันธ์ สามพายวรกิจ

รายงานจากกรุงนิวเดลี

12 เมษายน 2556

16 เมษายน 2556
แหล่งข้อมูล: India rules/regulation, policy, and FTA watch

Back to the list

More Related

  • อุตสาหกรรมอาหารในอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างสดใสและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากกำลังซื้ออันมหาศาลของประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลาง และพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่กล้าซื้อกล้าลองสินค้าจากต่างประเทศ นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านและอาหารสำเร็จรูป
  • จากความเข้มข้นในการแข่งขันทางการค้าการลงทุนในโลกปัจจุบัน ทำให้หลายประเทศต้องระดมสมองสร้าง Brand Image ที่บ่งบอกภาพลักษณ์และจุดเด่นต่าง ๆ โดยเฉพาะศักยภาพด้านเศรษฐกิจของประเทศนั้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินการค้าการลงทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ
  • ทุกคนฝันจะมีบ้านเป็นของตนเอง เมื่อเขาได้เป็นเจ้าของบ้าน เขาจะมีความหวังใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะช่วยทำความฝันของเขาเหล่านั้นให้เป็นจริง
  • “อินเดีย” ตลาดที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก กำลังผงาดขึ้นเป็นตลาดเนื้อหอมในภูมิภาคเอเชีย และมีโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยอีกมากจากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ อาทิ ยุทธศาสตร์ที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้กับไทย นโยบาย “Come, Make in India” เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลอินเดีย รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก
  • ปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการคำนึงถึงเมื่อตัดสินใจไปค้าขายลงทุนต่างประเทศก็คือค่าครองชีพ ค่าครองชีพที่สูงอาจทำให้ผู้ประกอบการใจชื้นเพราะมีนัยถึงกำลังซื้อที่สูงของผู้บริโภคที่นั่น แต่มองอีกมุมหนึ่ง ค่าครองชีพที่สูงกว่าประเทศของตนก็ทำให้ผู้ประกอบการต้องคิดอย่างรอบด้านก่อนจะเดินทางไปลงทุนหรือเจรจาค้าขายในต่างแดน อินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่ดึงดูดความสนใจของพ่อค้าวาณิชจากทั่วโลกรวมถึงผู้ประกอบการไทย แล้วค่าครองชีพในอินเดียเมื่อเทียบกับไทยหล่ะ?
  • อินเดียนั้นเป็นประเทศผู้ผลิตผลไม้และผักสดในอันดับต้น ๆ ของโลก ในแต่ละปีสามารถผลิตผลไม้ได้มากกว่า 80 ล้านตัน โดยผลไม้สำคัญของอินเดีย ได้แก่ มะม่วงและกล้วย ซึ่งผลิตได้มากที่สุดในโลก รองลงมาได้แก่ แอปเปิ้ล สัปปะรด ส้ม องุ่น และทับทิม ซึ่งรสชาติของผลไม้อินเดียมีรสอร่อยไม่แพ้ผลไม้ไทยเช่นกัน...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ