ฝรั่งเศสพร้อมหนุนหลัง สนับสนุนความตกลงการค้าการลงทุน อินเดีย-อียูให้ถึงฝั่ง

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ท

ในระหว่างการเยือนอินเดียของนายฟรองซัวส์ ออลลองด์ ประธานาธิบดีฝรั่งเศส รัฐมนตรีพาณิชย์ของสองฝ่ายแถลงความคืบหน้าการเจรจาความตกลงการค้าและการลงทุนอินเดีย-อียู ว่าจะสำเร็จภายในกลางปีนี้

นาย Nicole Bricq รัฐมนตรีการค้าต่างประเทศของฝรั่งเศส กล่าวว่าฝรั่งเศสพร้อมสนับสนุนอินเดียในการผลักดันให้ความตกลงการค้าและการลงทุนระหว่างกันที่คั่งค้างมายาวนาน บรรลุผลสำเร็จ โดยขอให้อินเดียยืดหยุ่นมากขึ้นในสาขายานยนต์และการบริการ

อินเดียและสหภาพยุโรป (อียู) ทั้งหมด 27 ประเทศ เริ่มกระบวนการเจรจาความตกลงทวิภาคีการค้าและการลงทุน  (Bilateral Trade and Investment Agreement – BTIA) ตั้งแต่ปี 2550 ความตกลงดังกล่าวพร้อมจะลงนามได้ตั้งแต่ปี 2554 แต่ยังติดปัญหาการเจรจาภาษีสินค้าบางชนิดเช่นยานยนต์และไวน์

นายอนันต์ ชาร์มา รัฐมนตรีพาณิชย์และการลงทุนอินเดีย กล่าวว่า ในฤดูร้อนกลางปี 2556 นี้ สองฝ่ายน่าจะได้ฤกษ์ลงนามความตกลง BTIA กันเสียที อย่างไรก็ดี จะมีการเจรจาอีกครั้งในเดือนมีนาคมนี้ และหากมีข้อแก้ไขอะไรเพิ่มเติม ก็จะมีการถกกันในระดับรัฐมนตรีอีกในเดือนเมษายน

ในการแถลงการณ์ร่วมกับนายกรัฐมนตรี มานโมฮัน ซิงห์ ของอินเดีย ประธานาธิบดีออลลองด์ ได้เน้นย้ำเรื่องความสมดุลและประโยชน์ที่จะได้รับกันทั้งสองฝ่าย จาก BTIA ฉบับนี้ แสดงว่าฝรั่งเศสให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเรื่องอื่นๆ ที่มีกับอินเดีย

ในส่วนของความร่วมมือทวิภาคีอินเดียกับฝรั่งเศส นอกเหนือจากเรื่องความร่วมมือด้านความมั่นคงที่สื่อมวลชนและประชาชนให้การจับตามองเป็นอย่างมากในการเยือนครั้งนี้ โดยเฉพาะเรื่องความร่วมมือโครงการพลังงานนิวเคลียร์ Jaitapur การขายเครื่องบินรุ่น Rafael ของฝรั่งเศสให้อินเดีย และการสรุปการเจรจามูลค่า 6 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ เรื่องความร่วมมือในการพัฒนาขีปนาวุธพิสัยใกล้ของอินเดีย สองฝ่ายยั้งเน้นย้ำเรื่องความร่วมมือด้านเศรษฐกิจที่ควรจะมีเพิ่มขึ้น

ฝรั่งเศสแสดงความพร้อมที่จะเปิดเสรีตลาดมากขึ้น พร้อมแสดงความกังวลว่า เป้าตัวเลขการค้าระหว่างกันยังไม่ถึง 1.2 พันล้านยูโร (1.6 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ) ตามที่เคยตั้งไว้ โดยปีที่ผ่านมาตัวเลขการค้าทวิภาคีหยุดอยู่ที่ 8 พันล้านยูโร (1.07 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ) เท่านั้น

ด้านอินเดียก็พยายามจีบฝรั่งเศสให้ใช้ประโยชน์ของการเปิดเสรีการลงทุนค้าขายในอินเดีย โดยเฉพาะ FDI สินค้ายี่ห้อเดียว ที่อินเดียเปิดกว้างกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ โดยรัฐมนตรีการค้าอนันต์ ชาร์มา ของอินเดียกล่าวว่า ฝรั่งเศสไม่ควรมองอินเดียเป็นเพียงตลาดสำหรับสินค้าเท่านั้น แต่ควรมองว่าจะเป็นโอกาสสำหรับการผลิตสินค้าคุณภาพสูงด้วยการผนวกแรงงานช่างฝีมืออินเดียหลายล้านคนเข้าระบบการผลิตสินค้าหรูหราของโลกที่ฝรั่งเศสเป็นผู้นำ

อินเดียยังพร้อมต้อนรับนักลงทุนฝรั่งเศสที่สนใจ FDI การค้าปลีกหลายยี่ห้อ ที่อินเดียเปิดให้ลงทุนกว่า 51 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังขอให้นักลงทุนและนักธุรกิจฝรั่งเศสใช้ประโยชน์จากนโยบายการเพิ่มศักยภาพการผลิตของอินเดีย ที่เรียกว่า National Manufacturing Industrial Zones (NMIZ) ด้วย

ปัจจุบันฝรั่งเศสลงทุนในอินเดียมากที่สุดสูงเป็นอันดับ 9 และอินเดียลงทุนในฝรั่งเศสสูงเป็นอันดับ 13 ผู้นำฝรั่งเศสยังให้ความเห็นว่า อินเดียและฝรั่งเศสยังมีโอกาสสร้างความร่วมมือธุรกิจในหลายด้านทั้งด้านสื่อสิ่งพิมพ์วิทยุต่างๆ การค้าปลีก และวัฒนธรรม นอกจากนี้ ฝรั่งเศสยังพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของประเทศมาให้อินเดียด้วย

ควันหลงจากผู้นำน้ำหอมเยือนอินเดียยังไม่จางหายดี สัปดาห์นี้อินเดียก็ต้องเปิดบ้านรับนายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษที่นำนักธุรกิจทีมใหญ่มาเยือนอินเดียอีกแล้ว Thaiindia.net จะติดตามรายงานเรื่องนี้ให้ผู้อ่านทราบต่อไป

คณิน บุญญะโสภัต

รายงานจากกรุงนิวเดลี

18 กุมภาพันธ์ 2556

18 กุมภาพันธ์ 2556
แหล่งข้อมูล: India rules/regulation, policy, and FTA watch

Back to the list

More Related

  • อุตสาหกรรมอาหารในอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างสดใสและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากกำลังซื้ออันมหาศาลของประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลาง และพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่กล้าซื้อกล้าลองสินค้าจากต่างประเทศ นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านและอาหารสำเร็จรูป
  • จากความเข้มข้นในการแข่งขันทางการค้าการลงทุนในโลกปัจจุบัน ทำให้หลายประเทศต้องระดมสมองสร้าง Brand Image ที่บ่งบอกภาพลักษณ์และจุดเด่นต่าง ๆ โดยเฉพาะศักยภาพด้านเศรษฐกิจของประเทศนั้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินการค้าการลงทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ
  • ทุกคนฝันจะมีบ้านเป็นของตนเอง เมื่อเขาได้เป็นเจ้าของบ้าน เขาจะมีความหวังใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะช่วยทำความฝันของเขาเหล่านั้นให้เป็นจริง
  • “อินเดีย” ตลาดที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก กำลังผงาดขึ้นเป็นตลาดเนื้อหอมในภูมิภาคเอเชีย และมีโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยอีกมากจากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ อาทิ ยุทธศาสตร์ที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้กับไทย นโยบาย “Come, Make in India” เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลอินเดีย รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก
  • ปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการคำนึงถึงเมื่อตัดสินใจไปค้าขายลงทุนต่างประเทศก็คือค่าครองชีพ ค่าครองชีพที่สูงอาจทำให้ผู้ประกอบการใจชื้นเพราะมีนัยถึงกำลังซื้อที่สูงของผู้บริโภคที่นั่น แต่มองอีกมุมหนึ่ง ค่าครองชีพที่สูงกว่าประเทศของตนก็ทำให้ผู้ประกอบการต้องคิดอย่างรอบด้านก่อนจะเดินทางไปลงทุนหรือเจรจาค้าขายในต่างแดน อินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่ดึงดูดความสนใจของพ่อค้าวาณิชจากทั่วโลกรวมถึงผู้ประกอบการไทย แล้วค่าครองชีพในอินเดียเมื่อเทียบกับไทยหล่ะ?
  • อินเดียนั้นเป็นประเทศผู้ผลิตผลไม้และผักสดในอันดับต้น ๆ ของโลก ในแต่ละปีสามารถผลิตผลไม้ได้มากกว่า 80 ล้านตัน โดยผลไม้สำคัญของอินเดีย ได้แก่ มะม่วงและกล้วย ซึ่งผลิตได้มากที่สุดในโลก รองลงมาได้แก่ แอปเปิ้ล สัปปะรด ส้ม องุ่น และทับทิม ซึ่งรสชาติของผลไม้อินเดียมีรสอร่อยไม่แพ้ผลไม้ไทยเช่นกัน...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ