คณะผู้แทนไทยเดินทางเยือนเมืองกัลกัตตา
คณะผู้แทนไทยเดินทางเยือนเมืองกัลกัตตา

 

คณะผู้แทนไทยเดินทางเยือนเมืองกัลกัตตา

เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2554 นายประสิทธิเดช วิชิตสรสาตร กงสุลใหญ่ ณ เมืองกัลกัตตา ได้เข้าร่วมการสัมมนาซึ่งจัดโดยหอการค้าภารตะ (Bharat Chamber of Commerce) ในฐานะแขกเกียรติยศ ในโอกาสที่คณะผู้แทนไทยข้างต้นนำโดยนายไมตรี อินทุสุต ผู้ว่าราชการจังหวัดตรังเดินทางเยือนเมืองกัลกัตตาและหอการค้าภารตะได้จัดการประชุมและหารือเพื่อจับคู่ธุรกิจ โดยนายสุขุม สมประสงค์ รองกงสุลใหญ่ฯ (ท้องถิ่น) เข้าร่วมด้วย สรุปได้ ดังนี้

1. ประธานหอการค้าภารตะกล่าวถึงความสำคัญของไทยในฐานะคู่ค้ากับอินเดีย ความร่วมมือทางการค้าที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลังจากมีการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-อินเดีย และอาเซียน-อินเดีย และประธานหอการค้าฯ ได้แสดงความยินดีที่มีคณะผู้แทนระดับจังหวัดจากประเทศไทยมาเยือน ร่วมกับภาคเอกชนของไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ให้มีปฏิสัมพันธ์ระดับท้องถิ่นระหว่างไทย-อินเดียได้เป็นอย่างดี

2. กงสุลใหญ่ฯ กล่าวถึงความสัมพันธ์แน่นแฟ้นระหว่างไทย-อินเดียโดยเฉพาะการเยือนอินเดียของ ฯพณฯ นรม. เมื่อเดือน เม.ย. 54 และกล่าวถึงภารกิจของ สกญ.ฯ ที่ดูแลรัฐและดินแดนในเขตกงสุล 6 แห่ง มีคนไทยอาศัยอยู่รวมประมาณกว่าพันคน มีบริษัทของไทยได้แก่ บ. อิตาเลียนไทยเข้ามารับงานก่อสร้างหลายโครงการในอินเดีย โดยเฉพาะในรัฐเบงกอลตะวันตก อาทิ โครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานเมืองกัลกัตตา โครงการวางท่อประปา และโครงการสร้างอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดิน เป็นต้น รวมทั้ง กำลังอยู่ระหว่างเริ่มโครงการถนนรอบเมืองกัลกัตตา ซึ่งเป็นโครงการระดับเมกะโปรเจ็ค ใช้เงินลงทุนมากกว่า 8 หมื่นล้านรูปี กสญ.ฯ ได้กล่าวถึงศักยภาพในความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและธุรกิจระหว่างไทย-อินเดียในหลายด้าน อาทิ การที่ฝ่ายอินเดียอาจพิจารณาร่วมมือกับฝ่ายไทยในการสร้างที่พัก โรงแรม ศูนย์การค้า ในระหว่างทางหลวงต่างๆ  เพื่อความสะดวกสบายของผู้ใช้รถใช้ถนน เป็นต้น และสุดท้ายได้กล่าวถึงความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างคณะของไทยกับผู้เข้าร่วมสัมมนาและการจับคู่ธุรกิจจะดำเนินไปอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จด้วยดี

 3. นายไมตรี อินทุสุต ผู้ว่าราชการจังหวัดตรังได้กล่าวแนะนำคณะและแนะนำจังหวัดตรังที่มีความน่าสนใจในหลายด้าน อาทิ สถานที่ท่องเที่ยว พิธีมงคลสมรสใต้น้ำ และการเป็นจังหวัดที่ปลูายางพาราแห่งแรกในไทยเมื่อกว่า 150 ปีมาแล้ว เป็นต้น และกล่าวถึงศักยภาพความร่วมมือทางธุรกิจและเศรษฐกิจระหว่างจังหวัดตรังกับอินเดียโดยเฉพาะรัฐเบงกอลตะวันตก

4. ในระหว่างการสัมมนา ผู้เข้าร่วมการสัมมนาให้ความสนใจถามปัญหาต่างๆ แก่ฝ่ายไทย อาทิ ความเป็นไปได้ในการที่คนอินเดียจะไปลงทุนทำสวนยางในไทย หรือประกอบอุตสาหกรรมยางในไทย และการร่วมลงทุนในสาขาต่างๆ เป็นต้น

 5. ภายหลังการสัมมนามีการประชุมจับคู่ธุรกิจระหว่างฝ่ายไทย-อินเดีย โดยแบ่งเป็นสองกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพาราซึ่งฝ่ายไทยประกอบด้วยผู้แทนบริษัทเฟอร์นิเจอร์ของไทยในจังหวัดตรัง และกลุ่มยางพารา ซึ่งฝ่ายไทยประกอบด้วยสหกรณ์ผู้ทำสวนยางพาราจากตรังผลิตภัณฑ์ มีนักธุรกิจอินเดียให้ความสนใจอย่างมากทั้งสองกลุ่ม มีการสอบถามข้อมูลสินค้า การติดต่อ และการเจรจาธุรกิจระหว่างกัน รวมทั้งผู้ประกอบการฝ่ายไทยบางรายได้รับคำสั่งซื้อสินค้าด้วย

แหล่งข้อมูล: www.thaiembassy.org/bic.kolkata/

Back to the list

More Related

  • อุตสาหกรรมอาหารในอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างสดใสและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากกำลังซื้ออันมหาศาลของประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลาง และพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่กล้าซื้อกล้าลองสินค้าจากต่างประเทศ นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านและอาหารสำเร็จรูป
  • จากความเข้มข้นในการแข่งขันทางการค้าการลงทุนในโลกปัจจุบัน ทำให้หลายประเทศต้องระดมสมองสร้าง Brand Image ที่บ่งบอกภาพลักษณ์และจุดเด่นต่าง ๆ โดยเฉพาะศักยภาพด้านเศรษฐกิจของประเทศนั้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินการค้าการลงทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ
  • ทุกคนฝันจะมีบ้านเป็นของตนเอง เมื่อเขาได้เป็นเจ้าของบ้าน เขาจะมีความหวังใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะช่วยทำความฝันของเขาเหล่านั้นให้เป็นจริง
  • “อินเดีย” ตลาดที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก กำลังผงาดขึ้นเป็นตลาดเนื้อหอมในภูมิภาคเอเชีย และมีโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยอีกมากจากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ อาทิ ยุทธศาสตร์ที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้กับไทย นโยบาย “Come, Make in India” เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลอินเดีย รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก
  • ปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการคำนึงถึงเมื่อตัดสินใจไปค้าขายลงทุนต่างประเทศก็คือค่าครองชีพ ค่าครองชีพที่สูงอาจทำให้ผู้ประกอบการใจชื้นเพราะมีนัยถึงกำลังซื้อที่สูงของผู้บริโภคที่นั่น แต่มองอีกมุมหนึ่ง ค่าครองชีพที่สูงกว่าประเทศของตนก็ทำให้ผู้ประกอบการต้องคิดอย่างรอบด้านก่อนจะเดินทางไปลงทุนหรือเจรจาค้าขายในต่างแดน อินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่ดึงดูดความสนใจของพ่อค้าวาณิชจากทั่วโลกรวมถึงผู้ประกอบการไทย แล้วค่าครองชีพในอินเดียเมื่อเทียบกับไทยหล่ะ?
  • อินเดียนั้นเป็นประเทศผู้ผลิตผลไม้และผักสดในอันดับต้น ๆ ของโลก ในแต่ละปีสามารถผลิตผลไม้ได้มากกว่า 80 ล้านตัน โดยผลไม้สำคัญของอินเดีย ได้แก่ มะม่วงและกล้วย ซึ่งผลิตได้มากที่สุดในโลก รองลงมาได้แก่ แอปเปิ้ล สัปปะรด ส้ม องุ่น และทับทิม ซึ่งรสชาติของผลไม้อินเดียมีรสอร่อยไม่แพ้ผลไม้ไทยเช่นกัน...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ