สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงออสโล รายงานว่า เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2556 ที่ผ่านมา นาย Arne Benjaminsen รักษาการปลัดกระทรวงการประมงและกิจการชายฝั่งนอร์เวย์ (Ministry of Fisheries and Coastal Affairs) ได้บรรยายสรุปแก่คณะทูตต่างประเทศที่ประจำอยู่ในนอร์เวย์เกี่ยวกับสาระสำคัญของสมุดปกขาวที่รัฐสภานอร์เวย์ได้พิจารณาเรื่องการให้นอร์เวย์คงความเป็นผู้นำด้านอาหารทะเลของโลก (White Paper on how to make Norway the foremost seafood nation in the world) โดยการจัดทำสมุดปกขาวข้างต้น เป็นการหารือร่วมกันกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในประเทศ โดยมีสาระสำคัญมุ่งเน้น 3 ประเด็นใหญ่ๆ คือ 1) การทำวิจัยเพื่อการพัฒนาการประมง (Marine Research & Development) 2) การสร้างมูลค่าเพิ่มและการเพิ่มผลกำไร และ 3) การรักษาสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน
ปัจจุบันนอร์เวย์เป็นประเทศที่ส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารทะเลใหญ่เป็นอันดับสองของโลกรองจากจีน มีรายได้จากการส่งออกในปี 2555 อยู่ที่ประมาณ 2.8 ล้านล้านบาท โดยส่งออกไปยัง 130 ประเทศทั่วโลก ประเทศผู้นำเข้าหลัก 5 อันดับแรก ได้แก่ รัสเซีย ฝรั่งเศส เดนมาร์ก โปแลนด์ และญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังพบว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การส่งออกอาหารทะเลไปยังกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีการพัฒนาและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วหรือ BRICS (Brazil / Russia / India / China / South Africa) มีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า เมื่อแบ่งออกเป็นระดับภูมิภาคนอร์เวย์ส่งออกอาหารทะเลไปยังกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรปมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมา ได้แก่ กลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก ภูมิภาคเอเชีย ภูมิภาคอเมริกาเหนือ และภูมิภาคแอฟริกาตามลำดับ ทั้งนี้ มีแนวโน้มว่าจะมีการส่งออกเพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารทะเลจากประเทศในเอเชียมีปริมาณมากขึ้น ปัจจุบัน นอร์เวย์มีชาวประมงประมาณ 10,000 คน และมีบุคลากรที่ทำงานในภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการประมงอีกประมาณ 44,000 คน
การทำประมงของนอร์เวย์นั้น มี 2 ลักษณะ คือ 1) การทำฟาร์มเพาะเลี้ยง (Aquaculture production) ส่วนใหญ่จะเป็นปลาแซลมอน ปลา Trout และปลาCod และ 2) การจับตามธรรมชาติ (Capture Production) จากสถิติพบว่า การทำฟาร์มเพาะเลี้ยงมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น และเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของประชากรโลกในอนาคต เพราะมีแนวโน้มว่าคนจะบริโภคเนื้อสัตว์น้อยลง ในประเด็นการทำวิจัยเพื่อการพัฒนาการประมง (Marine Research & Development) การสร้างมูลค่าเพิ่มและการเพิ่มผลกำไร นั้น เนื่องจากนอร์เวย์เป็นประเทศที่มีค่าครองชีพแพงที่สุดในโลก สถิติในปี 2555 นอร์เวย์มีค่าแรงต่อชั่วโมงสูงกว่าประเทศคู่ค้าถึง 60 % ดังนั้นนอร์เวย์จึงมีความจำเป็นต้องลดต้นทุนการผลิตโดยการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ โดยเน้นเรื่องการวิจัยและการพัฒนาทางทะเล (Marine Research and Development) โดยการเพิ่มเงินในกองทุนด้านการวิจัย และการทำ R&D ร่วมกัน ระหว่างภาคอุตสาหกรรมทางทะเลทั้ง 3 ภาค คือ การประมง การเดินเรือ และการขุดเจาะน้ำมัน การรวบรวมจัดทำฐานข้อมูลขององค์ความรู้ของผู้ประกอบการประมงขนาดเล็ก/กลาง (family owned SMEs) การวิจัยที่เน้นให้สามารถนำทุกส่วนของปลามาใช้ให้เป็นประโยชน์ นอกจากนี้ นอร์เวย์จะขยายความร่วมมือกับประเทศต่างๆ รวมถึงองค์การระหว่างประเทศ โดยเน้นประเด็นเรื่อง Global Food Security การแลกเปลี่ยน Know-how และเทคโนโลยีการรักษาสิ่งแวดล้อม และการร่วมมือปราบปรามอาชญากรรมด้านประมง (Fisheries crime)
นอกจากนี้การที่นอร์เวย์มีพื้นที่ชายฝั่งยาวถึง 100,915 กิโลเมตร มาตรการต่างๆ ในเรื่องที่เกี่ยวกับการรักษาสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน (Environmental Sustainable) จึงเป็นประเด็นสำคัญที่มีการเน้นย้ำในสมุดปกขาวเช่นเดียวกัน อาทิ
(1) การกำหนดโซน (Zone) การทำฟาร์มเพาะเลี้ยงประมงชายฝั่ง รวมถึงอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประมงและการนำระบบนิเวศน์มาใช้
(2) การให้หน่วยงานท้องถิ่น (Municipality) ดูแลการทำฟาร์มเพาะเลี้ยงประมงชายฝั่ง โดยให้มีส่วนร่วมในการประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment) และให้เป็นผู้ออกใบอนุญาต รวมถึงได้รับรายได้จากภาษีของผู้ประกอบการประมง (จากเดิมที่หน่วยงานส่วนกลางเป็นผู้ดำเนินการออกใบอนุญาต และจัดเก็บภาษีเองทั้งหมด)
เรียบเรียงโดย
กองยุโรป 2
กรมยุโรป
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
