
ช่วงหลายปีที่ผ่านมาหลังจากที่ทางการจีนเริ่มดำเนินนโยบาย “การเร่งพัฒนาภาคตะวันตก” และ “การผงาดขึ้นของภาคกลาง” ภาคตะวันตกและภาคกลางของจีนได้พัฒนาความสามารถในการรองรับอุตสาหกรรมที่ย้ายฐานมาจากภาคตะวันออกมากขึ้น แต่เนื่องจากภาคตะวันตกและภาคกลางห่างจากท่าเรือด้านภาคตะวันออกค่อนข้างมาก ทำให้เกิดข้อจำกัดในการขนส่งสินค้าไปยังต่างประเทศโดยเฉพาะยุโรปยิ่งมีมากขึ้น เมืองที่เป็นศูนย์กลางประจำเขตต่างๆ ของจีนจึงเริ่มหาทางเปิดเส้นทางรถไฟเพื่อขนส่งคาร์โกไปยังยุโรปโดยตรง โดยเมื่อวันที่ 18 ก.ค. 56 ที่ผ่านมา จีนได้เปิดเส้นทางรถไฟขนส่งคาร์โกข้ามชาติเจิ้นโจว – ฮัมบูร์กอย่างเป็นทางการ นับเป็นช่องทางใหม่ในการขนส่งสินค้าไปยังยุโรปจากภาคกลางจีน

ภาพจาก http://news.163.com
“เส้นทางสายไหมใหม่” 16 วันถึงยุโรป ร่นเวลา 15 วัน ประหยัดต้นทุนด้วย
ในอดีตหากเมืองในภาคกลางจีนต้องการส่งสินค้าไปยังยุโรป จำเป็นต้องส่งผ่านท่าเรือที่เมืองชิงเต่าหรือท่าเรือเมืองเหลียนหยุนกัง ซึ่งนอกจากความไม่สะดวกต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการส่งสินค้าแล้วยังต้องใช้เวลาในการขนส่งค่อนข้างยาวนานแรมเดือนด้วย หลังจากเส้นทางเจิ้นโจว – ฮัมบูร์กเริ่มเปิดใช้บริการ จากภาคกลางจีนสามารถส่งสินค้าไปยังยุโรปโดยตรงได้ ซึ่งเส้นทางรถไฟเจิ้นโจว – ฮัมบูร์เปรียบเสมือน “เส้นทางสายไหมใหม่” โดยรถไฟเส้นทางรถไฟขนส่งคาร์โกข้ามชาติเจิ้นโจว – ฮัมบูร์กมีความยาวทั้งสิ้น 10,214 กม. เชื่อมโยงนครเจิ้นโจว มณฑลเหอหนาน กับเมืองฮัมบูร์ก เยอรมัน โดยผ่านคาซัคสถาน รัสเซีย เบลารุสและโปแลนด์ เป็นเส้นทางขนส่งสินค้าโดยตลอดระยะทางใช้เวลาเพียง 16 – 18 วัน ซึ่งได้ร่นระยะเวลากว่า 15 - 20 วันเมื่อเทียบกับเส้นทางทางทะเล และยังประหยัดค่าใช้จ่ายถึงร้อยละ 80 เมื่อเทียบกับเส้นทางทางอากาศ หรือลดต้นทุน 2,000 – 3,000 หยวนต่อ 1 ตู้คอนเทนเนอร์เมื่อเทียบกับการขนส่งทางด่วน นอกจากนี้ การขนส่งทางรถไฟยังมีความปลอดภัยมากกว่าการขนส่งทางเรือและอากาศ เนื่องจากมีผลกระทบจากสภาพอากาศที่รุนแรงน้อยกว่า
ส่งสินค้า “Made in China” ไป ขน “Made in German” กลับ
ในฐานะมณฑลเหอหนานเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ของภาคกลางจีน เส้นทางรถไฟเจิ้นโจว – ฮัมบูร์กไม่เพียงแต่ขนส่งสินค้าจากมณฑลเหอหนานเพียงมณฑลเดียว โดยรถไฟเจิ้นโจว – ฮัมบูร์กเที่ยวแรกบรรทุกสินค้าหลากหลายประเภท อาทิ อะไหล่และชิ้นส่วนรถยนต์ สายไหม เสื้อผ้ารองเท้าชั้นดี สิ่งทอผ้าฝ้ายคุณภาพสูง ที่มาจากมณฑลต่างๆ อาทิ มณฑลเหอ หนาน มณฑลเจ้อเจียง มณฑลฝูเจี้ยน มณฑลเจียงซี เป็นต้น ซึ่งบรรจุเต็มทั้ง 41 คอนเทนเนอร์โดยมีน้ำหลักทั้งสิ้น 614 ตัน และมีมูลค่าสินค้าทั้งสิ้น 14.3 ล้านหยวน
ขณะเดียวกัน ในฐานะยุโรปเป็นประเทศคู่ค้าอันดับ 1 ของจีน และเพื่อไม่ให้รถไฟวิ่งเปล่าตอนขากลับ รถไฟเจิ้นโจว – ฮัมบูร์กจะขนส่งผลิตภัณฑ์ high-end ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงจากยุโรป อาทิ เครื่องกลไฟฟ้า ชิ้นส่วนรถยนต์และรถยนต์สำเร็จรูป อุปกรณ์วิศวกรรม และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ไปยังภาคกลางจีน ซึ่งนักวิเคราะห์เห็นว่า สินค้าที่จีนส่งไปยังยุโรปกับสินค้าที่ยุโรปส่งกลับมาเป็นสินค้าประเภทไม่เหมือนกัน จึงไม่เป็นการแข่งขันโดยตรงทางการค้า และเป็นการส่งออกเพื่อผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย

ภาพจาก www.chinanews.com
ผ่านด่านสะดวก เปิด “ไฟเขียว” ตลอดทาง
จากรัฐบาลเจิ้นโจวเริ่มทำการวิจัยและประสานงานกับประเทศต่างๆ จนถึงการเปิดเส้นทางรถไฟเจิ้นโจว – ฮัมบูร์กอย่างเป็นทางการ ใช้ระยะเวลาเพียงครึ่งปี และเพื่อลดขั้นตอนในการผ่านด่านและการตรวจสอบสินค้า สินค้าจะถูกตรวจสอบจากต้นทางที่นครเจิ้นโจวเพียงครั้งเดียว หลังจากนั้นจะไม่มีการตรวจสอบระหว่างทางใดๆ (ยกเว้นกรณีมีสินค้าประเภทพิเศษหรือมีการเกิดโรคระบาด) แล้วจะมีการตรวจสอบผ่านด่านอีกครั้งหลังจากถึงเมืองฮัมบูร์ก
แผนพัฒนาเครือข่ายเส้นทางรถไฟขนส่งคาร์โกข้ามชาติในอนาคต
เพื่อแก้ปัญหาการขนส่งสินค้าไปยังยุโรปทางบก ที่ผ่านมานครเฉินตู นครอวู่ฮั่น และนครฉงชิ่งได้ทยอยเปิดเส้นทางรถไฟไปยุโรปไปแล้ว สำหรับเส้นทางรถไฟเจิ้นโจว – ฮัมบูร์กดังกล่าวนั้น ภายในปีนี้จะมีการเปิดให้บริการ 6 เที่ยว และตั้งเป้าส่งออกและนำเข้าสินค้ามูลค่ามากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อถึงปี 2557 จะเพิ่มเที่ยวรถไฟถึง 50 เที่ยว เพื่อบรรลุเป้าหมายการส่งออกและนำเข้าสินค้ามูลค่ามาก 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ นครเจิ้นโจวกำลังพิจารณาเปิดเส้นทางรถไฟขนส่งคาร์โกเจิ้นโจว – อัลมาตี เจิ้นโจว – มอสโก และเจิ้นโจว – ไคลเปดาในเวลาที่เหมาะสม
ข้อมูลเพิ่มเติม เครือข่ายเส้นทางรถไฟข้ามชาติ – กุญแจไขตลาดต่างชาติใหม่ของจีน
http://www.thaibizchina.com/thaibizchina/th/china-economic-business/result.php?IBLOCK_ID=69&SECTION_ID=502&ELEMENT_ID=12938
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
