มาตราการ Golden Visa ของโปรตุเกสและการใช้ประโยชน์ของนักลงทุนจีน

                           ทีมงานไทยยุโรป.เน็ตเคยรายงานเกี่ยวกับมาตราการการให้เครดิตภาษีเงินได้นิติบุคคลแก่เอกชนต่างชาติที่ลงทุนในโปรตุเกสแล้ว โดยมาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของรัฐบาลโปรตุเกสในการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อชดเชยกับการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศซึ่งประสบกับภาวะซบเซาอย่างต่อเนื่อง และนอกจากนั้นแล้ว รัฐบาลโปรตุเกสก็ได้ออกมาตรการ “Golden Visa” เพื่อให้สิทธิประโยชน์ด้านวีซ่าและการพำนักในโปรตุเกสและเขตเชงเก้น แก่นักลงทุนจากประเทศนอกกลุ่ม EU ที่ลงทุนในโปรตุเกสมูลค่า ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านยูโร หรือซื้ออสังหาริมทรัพย์มูลค่าไม่น้อยกว่า 500,000 ยูโร ซึ่งเมื่อต้นเดือน ก.ค. นิตยสารรายสัปดาห์  Visao ของโปรตุเกสได้เผยแพร่บทความเกี่ยวกับการซื้ออสังหาริมทรัพย์ของนักลงทุนจากจีนเพื่อรับสิทธิประโยชน์ภายใต้มาตรการ Golden Visa ว่าตั้งแต่ได้เริ่มมาตรการนี้ มีนักลวงทุนจากจีนได้รับ Golden Visa มากที่สุด รองลงมาได้แก่ นักลงทุนจาก บราซิล รัสเซีย อังโกลา แอฟริกาใต้ และโคลอมเบีย โดยที่นักลงทุนจีนสนใจอสังหาริมทรัพย์ที่มีเนื้อที่กว้างขวาง แวดล้อมไปด้วยต้นไม้และธรรมชาติ มีวิวทิวทัศน์สวยงามและไม่ไกลจากกรุงลิสบอนเมืองหลวงของโปรตุเกส

                            มีนักลงทุนชาวโปรตุเกสและจีนจำนวนหนึ่งได้เริ่มร้องเรียนว่า การพิจารณา Golden Visa นั้นใช้เวลามากเกินไป แต่ทางโฆษก กระทรวงการต่างประเทศของ โปรตุเกสเองก็ได้กล่าวว่ารัฐบาลได้มีการเตรียมการวีซ่าดังกล่าวมานานแล้ว และไม่ประสงค์ทำให้มาตรการดังกล่าว มีลักษณะเหมือนการประมูลวีซ่า แต่อย่างใด นอกจากโปรตุเกสแล้วยังมีประเทศอื่นๆใน EU ที่ออกมาตรการคล้ายคลึงกัน เช่น  เสปน อิตาลี แต่เสปนมีมาตรการที่ ผ่อนคลายกว่าด้วยมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ที่เข้าข่ายสามารถใช้สิทธิ์ได้เพียง 160,000 ยูโร แต่สหภาพยุโรปเองก็ได้คัดค้านเงื่อนไขดังกล่าวเนื่องจากเกรงว่าจะเพิ่มความเสี่ยงจากการหลั่งไหลของชาวต่างชาติและผู้อพยพเข้าสู่ EU นักลงทุนต่างชาติโดยเฉพาะจาก จีน และ รัสเซีย สนใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ในโปรตุเกสเนื่องจากต้องการสถานที่ปลอดภัยและมีโรงเรียนนานาชาติให้แก่บุตรหลานของตนหากเกิดปัญหาทางการเมืองและสัมคมในประเทศของตน นอกจากนี้ นักลงทุนจีนยังสนใจไวน์และหินอ่อนของโปรตุเกสอีกด้วย

                          มาตราการ Golden Visa ของโปรตุเกสประสบความสำเร็จพอควรในการดึงดูดการลงทุน และ นักลงทุนจากต่างชาตินอก EU โดยเงื่อนไขของมาตรการฯ ที่เป็นปัจจัยดึงดูดนักลงทุนต่างชาติคือการได้รับถิ่นพำนักในโปรตุเกส  และยังสามารถเดินทางไปยังประเทศอื่นๆ อย่างเสรีในเขตเชงเก้น นอกจากนี้ โปรตุเกสยังเป็นจุดเชื่อมการลงทุนในกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาโปรตุเกส เช่น บราซิล อังโกลา โมซัมบิค เป็นต้น

 

********************************

สนับสนุนข้อมูลโดย สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลิสบอน

26 กรกฎาคม 2556

Back to the list

More Related

  • โปรตุเกสอาจไม่ใช่ประเทศลำดับต้น ๆ ที่โลกนึกถึงถ้าจะต้องเลือกไปค้าและลงทุน ณ เวลานี้ แต่สำหรับประเทศไทย เป็นจังหวะที่น่าสนใจ ต้นเดือน ก.ค. ศกนี้ กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ ชวนไปสำรวจโอกาสในโปรตุเกสด้วยกัน เพราะกำลังจะจะมีการหารือสองฝ่ายที่เรียกว่า การประชุม Political Dialogue ไทย-โปรตุเกส ครั้งที่ 2 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 8 ก.ค. 2559 ที่กรุงลิสบอน เมืองหลวงของโปรตุเกส ไทยอยากผลักดันเรื่องอะไรกับโปรตุเกส เวทีนี้คือโอกาส
  • แรงจูงใจทางด้านภาษีคือแม่เหล็กสำคัญที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ใช้ดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติ รัฐบาลในอียูหลายประเทศก็เช่นกัน ต่างแข่งขันกันลดภาษีดึงดูดการลงทุน จนเรียกได้ว่ากลายเป็นสงครามภาษีระหว่างประเทศ  หรือ International Tax War แต่ตอนนี้ เอกชนที่ไปลงทุนในอียูคงต้องระวังมากขึ้น เพราะแรงจูงใจทางภาษีที่ได้รับ อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายบริษัท หากไม่ได้ตรวจสอบให้ดีก่อนว่า การลดหรือยกเว้นภาษีนั้นผิดกฎการอุดหนุนโดยภาครัฐ  
  • ฟินแลนด์ ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย นอกจากจะเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงด้านความสวยงามทางธรรมชาติท่ามกลางบรรยากาศอันหนาวเย็น
  • สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Implementing Decision 2015/1338 of 30 July 2015 amending Decision 2011/163/EU on the approval of plans submitted by third countries in accordance with Article 29 of Council Directive 96/23/EC ซึ่งเป็นการปรับปรุงแก้ไขบัญชีรายชื่อประเทศที่สามที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าสินค้าที่ปลอดสารตกค้่าง
  • เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 ทางสหภาพยุโรปได้ออกประกาศกฎระเบียบ 2 ฉบับ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้...
  • เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๘ สหภาพยุโรปออกประกาศกฎระเบียบ Commission Regulation (EU) 2015/1005 of 25 June 2015 amending Regulation (EC) No 1881/2006 as regards maximum levels of lead in certain foodstuffs โดยตีพิมพ์ใน EU Official Journal L 161/9 ซึ่งเป็น การกำหนดระดับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่ว (lead) ในสินค้าอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน อันเป็นการแก้ไขกฎระเบียบเดิม ซึ่งได้แก่ Regulation (EC) No 1881/2006 เพื่อให้สอดคล้องกับผลงานวิจัย ของคณะทำงาน CONTAM Panel ของ EFSA ซึ่งได้ระบุว่า สารตะกั่วที่ได้รับผ่านการบริโภคอาหาร สามารถก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อพัฒนาการทางสมองในเด็กเล็ก และก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และ ความเป็นพิษต่อไตในผู้ใหญ่ได้ จึงเห็นควรให้มีการปกป้องกลุ่มผู้บริโภคที่มีความเสี่ยง คือ กลุ่มเด็กเล็กและ ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ ดังนั้น ในครั้งนี้ จึงให้มีการปรับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่วในสินค้าพืช สัตว์ และสัตว์น้ำบางรายการขึ้นใหม่...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ