การสำรวจสภาพเศรษฐกิจ มอนเตเนโกร และ โครเอเชีย

                             จากการเดินทางทางรถยนต์ผ่านเส้นทางประเทศมอนเตเนโกรและโครเอเชียโดย สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบูดาเปสต์ ในการสำรวจสภาพภูมิประเทศและเศรษฐกิจของประเทศดังกล่าว ทีมงานไทยยุโรป.เน็ตขอรายงานรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

                             ประเทศมอนเตเนโกร มีการติดต่อค้าขายระหว่างไทยโดยติดต่อผ่านนักธุรกิจโดยตรง ซึ่งส่วนมากนั้นเป็นการนำเข้าปลากระป๋องจากไทยแต่ยังมีจำนวนน้อยมาก ในขณะที่ยุทธศาสตร์ทางด้านเศรษฐกิจของมอนเตเนโกรคือ การส่งเสริมให้มอนเตเนโกรเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งในภูมิภาคนี้ เนื่องจากมีโครงสร้าวพื้นฐานที่ดี เหมาะสม คือ เส้นทางรถไฟ และ ท่าเรือ โดยเน้นการท่องเที่ยว พลังงาน และการเกษตร โดยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นชาวยุโรปตะวันตก ในด้านการเกษตรถึงแม้จะเป็นภาคพื้นฐานเศรษฐกิจภาคหนึ่งของมอนเตเนโกร แต่ก็ได้ถูกละเลยมานาน ซึ่งกำลังที่จะมีแผนการพัฒนาและส่งเสริมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม มอนเตเนโกรยังเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าอาหาร ถึงร้อยละ 70 แม้แต่น้ำดืมเองยังต้องนำเข้า เพราะยังไม่มีอุตสาหกรรมมากนัก ในด้านการส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติ เป็นยุทธศาสตร์หนึ่งที่มอนเตเนโกรเปิดกว้างแบบไม่มีข้อจำกัด ยกเว้นการลงทุนทางด้านความมั่นคงและอาวุธ

                              ประเทศโครเอเชีย ซึ่งเพิ่งเข้าเป็นสมาชิกอียูเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่จากการได้พบปะกับประชาชนและสอบถามความคิดเห็น นักศึกษาและนักธุรกิจต่างไม่ยินดีที่ประเทศของตนเข้าเป็นสมาชิกอียู เนื่องจากมั่นใจว่าสิ่งที่โครเอเชียมีอยู่แล้ว โดยเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยว และธรรมชาติหลากหลาย และพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดี ทำให้รู้สึกว่าไม่ต้องพึ่งพาอียู

                              นอกจากนั้นแล้วเส้นทางโลจิสติกส์บนคาบสมุทรบอลข่านนั้นมีความสำคัญต่อการขยายตลาดของไทย มอนเตเนโกร และ โครเอเชีย ซึ่งน่าจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะส่งสินค้าตรงไปยังท่าเรือในสองประเทศ เพื่อกระจายไปสู่ประเทศต่างๆในบริเวณนี้ โดยเฉพาะมอนเตเนโกร มีเส้นทางขนส่งทางรถไฟ ที่เชื่อมตรงไปยังเซอร์เบีย และ อัลแบเนียได้

                              ศักยภาพด้านการตลาดและสินค้าส่งออกจากไทย อาทิ สินค้าฮาลาลโดยเฉพาะในประเทศใกล้เคียงอย่างบอสเนียฯ ยังมีโอกาสมาก นอกจากนี้แล้วยังมีสินค้าบริการของไทย อาทิ สปา และ นวดแผนไทย ซึ่ง นวดแผนไทยนังไม่เป็นที่รู้จักและแพร่หลายมากนักในประะเทศดังกล่าว จากการสำรวจทำให้เห็นว่าประเทศคู่ค้าสำคัญหรือประเทศที่เข้าไปลงทุน ส่วนใหญ่เป็น รัสเซีย อิตาลี และบางประเทศในยุโรป ยังไม่มีประเทศอาเซียนเข้าไปลงทุนในประเทศทั้งสาม

*******************************

สนับสนุนข้อมูลโดย สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบูดาเปสต์

 

30 กรกฎาคม 2556

Back to the list

More Related

  • โปรตุเกสอาจไม่ใช่ประเทศลำดับต้น ๆ ที่โลกนึกถึงถ้าจะต้องเลือกไปค้าและลงทุน ณ เวลานี้ แต่สำหรับประเทศไทย เป็นจังหวะที่น่าสนใจ ต้นเดือน ก.ค. ศกนี้ กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ ชวนไปสำรวจโอกาสในโปรตุเกสด้วยกัน เพราะกำลังจะจะมีการหารือสองฝ่ายที่เรียกว่า การประชุม Political Dialogue ไทย-โปรตุเกส ครั้งที่ 2 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 8 ก.ค. 2559 ที่กรุงลิสบอน เมืองหลวงของโปรตุเกส ไทยอยากผลักดันเรื่องอะไรกับโปรตุเกส เวทีนี้คือโอกาส
  • แรงจูงใจทางด้านภาษีคือแม่เหล็กสำคัญที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ใช้ดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติ รัฐบาลในอียูหลายประเทศก็เช่นกัน ต่างแข่งขันกันลดภาษีดึงดูดการลงทุน จนเรียกได้ว่ากลายเป็นสงครามภาษีระหว่างประเทศ  หรือ International Tax War แต่ตอนนี้ เอกชนที่ไปลงทุนในอียูคงต้องระวังมากขึ้น เพราะแรงจูงใจทางภาษีที่ได้รับ อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายบริษัท หากไม่ได้ตรวจสอบให้ดีก่อนว่า การลดหรือยกเว้นภาษีนั้นผิดกฎการอุดหนุนโดยภาครัฐ  
  • ฟินแลนด์ ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย นอกจากจะเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงด้านความสวยงามทางธรรมชาติท่ามกลางบรรยากาศอันหนาวเย็น
  • สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Implementing Decision 2015/1338 of 30 July 2015 amending Decision 2011/163/EU on the approval of plans submitted by third countries in accordance with Article 29 of Council Directive 96/23/EC ซึ่งเป็นการปรับปรุงแก้ไขบัญชีรายชื่อประเทศที่สามที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าสินค้าที่ปลอดสารตกค้่าง
  • เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 ทางสหภาพยุโรปได้ออกประกาศกฎระเบียบ 2 ฉบับ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้...
  • เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๘ สหภาพยุโรปออกประกาศกฎระเบียบ Commission Regulation (EU) 2015/1005 of 25 June 2015 amending Regulation (EC) No 1881/2006 as regards maximum levels of lead in certain foodstuffs โดยตีพิมพ์ใน EU Official Journal L 161/9 ซึ่งเป็น การกำหนดระดับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่ว (lead) ในสินค้าอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน อันเป็นการแก้ไขกฎระเบียบเดิม ซึ่งได้แก่ Regulation (EC) No 1881/2006 เพื่อให้สอดคล้องกับผลงานวิจัย ของคณะทำงาน CONTAM Panel ของ EFSA ซึ่งได้ระบุว่า สารตะกั่วที่ได้รับผ่านการบริโภคอาหาร สามารถก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อพัฒนาการทางสมองในเด็กเล็ก และก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และ ความเป็นพิษต่อไตในผู้ใหญ่ได้ จึงเห็นควรให้มีการปกป้องกลุ่มผู้บริโภคที่มีความเสี่ยง คือ กลุ่มเด็กเล็กและ ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ ดังนั้น ในครั้งนี้ จึงให้มีการปรับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่วในสินค้าพืช สัตว์ และสัตว์น้ำบางรายการขึ้นใหม่...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ