รัฐบาลอินเดียอนุมัติแล้ว ให้ต่างชาติลงทุนและมีสิทธิเป็นเจ้าของเต็มที่ 100% ในภาคอุตสาหกรรมโทรคมนาคมและการป้องกันประเทศ (defence)
ด้วยปัญหาค่าเงินรูปีอ่อนตัวมากบวกกับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงถึง 4.8% ของ GDP เมื่อปีที่แล้ว กระทรวงการคลังอินเดียจึงได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อศึกษา ทบทวนเรื่องกฏและนโยบายเกี่ยวกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เพื่อหาแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว คณะกรรมการชุดนี้นำโดยนาย อาร์บิน มายาราม ปลัดกระทรวงคลังอินเดียด้านเศรษฐกิจ หรือมีชื่อเล่นว่า "คณะมายาราม"
คณะมายารามได้ทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการเพิ่มเพดานสัดส่วน FDI โดยได้มีรายงานเสนอรัฐบาลเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2556 ที่ผ่านมา โดยแนะให้เพิ่มสัดส่วน FDI จากต่างชาติแบบครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม โดยอุตสาหกรรมที่เดิมมีสัดส่วน FDI 26% เสนอให้เพิ่มเป็น 49% และจากเดิม 51% เป็น 74% ส่วนที่เป็น 74% อยู่แล้วให้เพิ่มเป็น 100%

ข้อเสนอแนะของมายารามมีหลายฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะฝ่ายความมั่งคงของประเทศ ซึ่งมีความกังวลว่าการให้สิทธิกับต่างประเทศที่จะเข้ามาลงทุนโดยตรงและถือสิทธิ์ครองเป็นเจ้าของในบางเรื่องเสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ เช่นในด้านโทรคมนาคมและอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ เป็นต้น
แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อวันอังคารที่ 16 กรกฏาคม 2556 ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี มานโมฮัน ซิงห์ ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาข้อเสนอแนะของคณะมายาราม ผลสรุปคือที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้เพิ่มเพดาน FDI ในภาคอุตสาหกรรมโทรคมนาคมและการป้องกันประเทศเป็น 100% โดยมีข้อแม้ว่าการลงทุนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศนั้นจะต้องได้รับการพิจารณาจากกระทรวงกลาโหมเป็นรายกรณีไป
นอกจากนี้ แหล่งข่าวท้องถิ่นยังเสริมอีกว่าที่ประชุมระดับสูงเมื่อวานนี้ไม่ได้ตัดสินใจทำตามสิ่งที่คณะมายารามแนะนำมาทั้งหมด ซึ่งหมายถึงอัตราส่วน FDI ในภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ยังคงเดิม อาทิ อุตสาหกรรมค้าปลีกหลายแบรนด์หรือ multi-brand retail การกลั่นน้ำมันปิโตรเลี่ยม พลังงาน หุ้น และการแลกเปลี่ยนสินค้า
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปสำหรับอุตสาหกรรมเหล่านี้ก็คือ การลงทุน FDI ไม่จำเป็นต้องผ่านความเห็นชอบของ Foreign Investment Promotion Board (FIPB) อีกต่อไป นักลงทุนต่างชาติสามารถเข้ามาลงทุนได้เลยแบบอัตโนมัติ (automatic approval route) ทั้งนี้ สำหรับภาคการบินพลเรือนและภาคเภสัชกรรมนั้นที่ประชุมไม่ได้มีการพิจารณาสองเรื่องนี้แต่อย่างใด
แม้การตัดสินใจออกนโยบายที่เป็นมิตรกับนักลงทุนต่างชาติครั้งนี้ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่รวดเร็วมากของรัฐบาล โดยไม่จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา แต่หลายฝ่ายมองว่ารัฐบาลอินเดียยังจะต้องสร้างความมั่นใจและความชัดเจนให้กับบริษัทต่างชาติเพิ่มเติม โดยเฉพาะในเรื่องที่ดินและสิ่งแวดล้อม หากจะหวังให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในอินเดียมากขึ้น
อายิ เบเชกู่
รายงานจากกรุงนิวเดลี
17 กรกฏาคม 2556
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
