บ่อย ครั้งที่ผู้ประกอบการไทยมักเกิดคำถามในใจว่า บริษัทจีนที่กำลังจะร่วมมือหรือทำธุรกิจด้วยนั้นมีสถานะอย่างไร? จะเป็นบริษัทเล็กหรือใหญ่เพียงใด มีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน หรือมีตัวตันอยู่จริงหรือไม่? แม้ว่าจะเกิดข้อสงสัยขึ้นก็จริง แต่แล้วหลายครั้งที่ผู้ประกอบการไทยมักจะลงเอยด้วยคำว่า“ลองดูสักครั้ง คงไม่น่าจะเลวร้ายถึงขนาดนั้น” พร้อมทั้งในใจยังคงมีความกังวลอยู่เสมอว่าผลลัพธ์ที่ออกมาจะหมู่หรือจ่า...กันแน่?
หลายท่านมักได้ยินว่า“การทำธุรกิจมีความเสี่ยง” แต่ การทดลองวัดใจพร้อมกับกอดความรู้สึกกังวลคงไม่อาจนับเป็นความเสี่ยงที่กล่าว ถึง!! ทั้งนี้ เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้น พร้อมทั้งช่วยคลายความกังวลบางส่วนและสร้างความมั่นใจในระดับหนึ่งให้กับผู้ ประกอบการไทยที่กำลังสนใจจะร่วมมือหรือติดต่อการค้ากับบริษัทจีน โดยเฉพาะเป็นการติดต่อครั้งแรก ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีนขออนุญาตถ่ายทอดวิธีการตรวจสอบสถานะของ บริษัทจีนในเบื้องต้นจากประสบการณ์ที่ได้รับทราบและรวบรวมมา ผ่านบทความที่มีชื่อว่า บอกลา “ความกังวล”.. ด้วย 4 กลวิธีตรวจเช็ค “ตัวตน” บริษัทในจีน
Trick 1 : ทิ้งซะ!! "ความเกรงใจ”.. ติดต่อถามไปตรงๆ ได้เลย
โดยปกติแล้ว คนไทยมักมีนิสัยขี้เกรงใจและค่อนข้างรักษามารยาทในการติดต่อหารือกับผู้อื่น รวมถึงอาจไม่เคยชินกับการสอบถามเรื่องจุกจิกต่างๆ แต่การติดต่อเพื่อจะทำธุรกิจการค้ากับบริษัทในจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการติดต่อครั้งแรก ผู้ประกอบการไทยอาจต้องหยุดพัก “ความเกรงใจ” หรือ “ความเคยชิน” ไว้ชั่วขณะ และควรดำเนินการเพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุที่ต้องสูญเสียผลประโยชน์ในธุรกิจของตนเอง ดังนี้
1) ติดต่อสอบถามข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากบริษัทนั้นๆ เช่น ที่ตั้งของบริษัท ที่ตั้งของโรงงาน ระยะเวลาการดำเนินกิจการ ประเภทการดำเนินธุรกิจ (ผู้ผลิต/ผู้แทนจำหน่าย) เป็นต้น โดยควรติดต่อไปที่หมายเลขโทรศัพท์กลางของบริษัท และหลีกเลี่ยงการติดต่อไปยังหมายเลขมือถือของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพื่อป้องกันปัญหา“การสวมรอย” เป็นเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบของบริษัท ทั้งนี้ หมายเลขกลางของบริษัทควรได้รับมาจากแหล่งที่มาที่มีความน่าเชื่อถือ และควรมีรหัสพื้นที่ตรงกับข้อมูลที่ได้จากการสอบถาม (เช่น บริษัทตั้งอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ รหัสพื้นที่โทรศัพท์ต้องขึ้นต้นด้วย 021 เป็นต้น)
2) ขอดูเอกสารที่เกี่ยวข้องของบริษัทนั้นๆ เช่น หนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท หนังสือรับรองสถานะทางการเงิน ใบอนุญาตส่งออกสินค้าจากจีน หรือใบรับรองมาตรฐานสินค้า ฯลฯ ซึ่งเอกสารเหล่านี้จะมีข้อมูลการพาณิชย์ที่สำคัญต่อการนำไปใช้ประกอบการตรวจ สอบสถานะของบริษัท อาทิ ชื่อบริษัทภาษาจีน/อังกฤษ เลขที่ทะเบียนเอกสาร เลขที่ตั้งบริษัท ตัวเลขมาตรฐานสินค้า เป็นต้น ทั้งนี้ หากบริษัทนั้นๆ สามารถมอบสำเนาให้ดูได้โดยไม่มีเงื่อนไขขัดข้องใดๆ ก็จะสะท้อนให้เห็นถึงความจริงใจในระดับหนึ่ง
Trick 2 : ใช้ฐานข้อมูลออนไลน์.. ตรวจเช็คไว้ให้ละเอียด
หลังจากทราบข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับบริษัท จีนที่ได้จากการสอบถามมาแล้ว ผู้ประกอบการไทยควรค้นหาข้อมูลของบริษัทดังกล่าวเพิ่มเติมผ่านระบบอิน เทอร์เนต เพื่อเป็นการตรวจสอบซ้ำอีกครั้งว่าข้อมูลที่ปรากฏบนเว็บไซต์หรือฐานข้อมูลออ นไลน์ต่างๆ นั้นตรงกับข้อมูลที่บริษัทได้แจ้งไว้ก่อนหน้าหรือไม่ โดยสามารถดำเนินการได้ดังนี้
1) ตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นจากเว็บไซต์บริษัท เช่น ข้อมูลแนะนำบริษัท ข้อมูลเกี่ยวกับหน่วยงานต่างๆ ข้อมูลด้านการผลิตและสินค้า เป็นต้น โดยต้องระวังเว็บไซต์แอบอ้างที่สร้างมาเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ แต่แท้จริงแล้วไม่มีตัวตนอยู่จริง และสร้างขึ้นมาเพื่อการล่อลวงโดยเฉพาะ ดัง เช่นกรณีเว็บไซต์ประเภท Web Phishing ซึ่งมักจะมีข้อมูลที่ดูไม่สมจริงหรือผิดสังเกตปรากฏให้เห็นบ้าง อาทิ รูปภาพโรงงานก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าที่ระบุ หมายเลขรหัสพื้นที่โทรศัพท์ที่ไม่ตรงกับที่ตั้งจริงของบริษัท หรือมีเพียงหมายเลขติดต่อของเจ้าหน้าที่ฝ่ายขาย เป็นต้น โดยผู้ประกอบการสามารถศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับข้อควรระวังเว็บไซต์ประเภท Web Phishing ได้จากบทความ “เตือนภัยธุรกิจไทยในจีน : เผยกลลวง Phishing Website!! จริงชัวร์หรือมั่วนิ่ม? (ระวัง.. อย่าตกเป็นเหยื่อเว็บไซต์ปลอมส่งออกสินค้าในจีน)" ที่ศูนย์ BIC เซี่ยงไฮ้ได้เคยเผยแพร่ไว้แล้วในเว็บไซต์ www.thaibizchina.com
2) ตรวจสอบข้อมูลอื่นๆ ในอินเทอร์เน็ต ด้วยการใช้ชื่อบริษัทค้นหาข้อมูลจากเว็บไซต์ Search engine ต่างๆ (google.com , baidu.com) ด้วยภาษาจีนหรือภาษาอังกฤษ ซึ่งหากเป็นบริษัทขนาดใหญ่หรือบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือและมีตัวตนอยู่จริง มักมีข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับบริษัทปรากฏในเว็บไซต์ต่างๆ ด้วย เช่น กิจกรรมที่บริษัทดำเนินการ หรือข้อคิดเห็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับบริษัท เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากได้ค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดภาษาจีน
3) การตรวจสอบสถานะการคงอยู่ของบริษัทจากฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐจีน ซึ่ง โดยทั่วไปแล้วการจดทะเบียนบริษัทในจีนจะต้องดำเนินการกับกรม/สำนักงานบริหาร อุตสาหกรรมและการพาณิชย์ (工商行政管理局 : Administration for Industry & Commerce) ระดับมณฑล/เมือง หากบริษัทใดจดทะเบียนเรียบร้อยแล้วจะมีข้อมูลสถานะของบริษัทปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของกรม/สำนักงานฯ ตามท้องที่ที่บริษัทนั้นๆ ตั้งอยู่ อาทิ ปีที่ก่อตั้งบริษัท สถานที่ตั้งบริษัท ชื่อบุคคลผู้เป็นตัวแทนทางกฏหมายของบริษัท ทุนจดทะเบียน สถานะกิจการของบริษัท และผลการตรวจสอบการดำเนินกิจการประจำปี เป็นต้น ทั้งนี้ จำเป็นจะต้องค้นหาด้วยชื่อภาษาจีนของบริษัทหรือเลขที่ทะเบียนพาณิชย์ ซึ่งได้รับจากการสอบถามบริษัทนั้นๆ ตามที่ได้กล่าวไว้แล้วในกลวิธี 1 อย่างไรก็ดี เว็บไซต์ ของกรม/สำนักงานฯ บางพื้นที่สามารถค้นหาข้อมูลของบริษัทจีนได้ละเอียดมากกว่าที่ได้กล่าวไว้ แต่จำเป็นจะต้องชำระค่าธรรมเนียมหรือสมัครเป็นสมาชิกของเว็บไซต์

Trick 3 : ขอพึ่งตัวช่วยงาน.. ด้วยบริการของหน่วยงานจีน
หลังจากได้พยายามค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ของบริษัทจีนจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ด้วยตนเองแล้ว ผู้ประกอบการไทย อาจพิจารณาใช้บริการตรวจสอบจากหน่วยงานจีนที่เกี่ยวข้องได้อีกทางหนึ่งด้วย อาทิ
1) สภาส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ CCPIT หรือ State Administration for Industry & Commerce of the People\'s Republic of China (SAIC) ซึ่งเป็นหน่วยงานจีนที่ตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมและอำนวยความสะดวกด้านการค้า ระหว่างประเทศกับจีน โดยมีบริการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของบริษัทจีน (มีค่าใช้จ่าย) ซึ่งสามารถศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับรูปแบบการบริการเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.ccpit.org และ www.saic.gov.cn 
2. บริษัทเอกชนที่รับตรวจสอบความน่าเชื่อถือของคู่ค้า ซึ่ง โดยปกติแล้วบริษัทเหล่านี้จะทำหน้าที่ช่วยผู้ซื้อตรวจสอบรายละเอียดของ สินค้าให้ตรงตามสเปคที่กำหนด แต่หลายบริษัทยังมีบริการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้ขาย หรือ Factory audit ว่าได้รับใบอนุญาตหรือได้รับมาตรฐานถูกต้องตามที่ระบุไว้หรือไม่ นอกจากนี้ บางบริษัทยังมีบริการตรวจสอบเชิงลึกถึงข้อมูลทางการเงินด้วย โดยสามารถค้นหารายชื่อบริษัทรับตรวจสอบ (Inspection agent) ได้จากเว็บไซต์ http://inspection.alibaba.com
Trick 4 : เพิ่มความมั่นใจ.. เดินทางไปสำรวจด้วยตนเอง
นอกเหนือจาก 3 วิธีข้างต้นแล้ว หากผู้ประกอบการไทยตัดสินใจว่าจะร่วมมือหรือทำการซื้อขายจริงกับบริษัทจีนนั้นๆ โดยเฉพาะการ ซื้อขายมูลค่าที่ค่อนข้างสูงหรือเป็นสินค้าเฉพาะทางที่จำเป็นต้องมีมาตรฐาน การผลิต ก็ควรพิจารณาเดินทางเข้าเยี่ยมพบบริษัทดังกล่าวด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่ง เพื่อเป็นการยืนยันถึงศักยภาพและสถานะการมีอยู่ของบริษัทก่อนที่จะตกลงเซ็นสัญญาซื้อขายหรือสัญญาความร่วมมือ
สำหรับข้อมูล ที่ได้กล่าวมานี้ เป็นวิธีการที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยได้ทราบถึงสถานะของบริษัทจีนใน เบื้องต้น ซึ่งอาจจำเป็นจะต้องใช้เวลาในการศึกษาข้อมูลอื่นๆ ของบริษัทนานพอสมควร จึงจะมีความชัดเจนว่าบริษัทนั้นๆ มีความจริงใจและมีศักยภาพการดำเนินธุรกิจมากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ เนื่องจากบริษัทในจีนมีจำนวนมากและหลากหลายรูปแบบ ดังนั้น ก่อนตัดสินใจทำธุรกิจกับบริษัทจีนจึงควรตั้งข้อสังเกตและศึกษาข้อมูลอย่าง ถี่ถ้วน เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาทางการค้าในเวลาต่อมา
อย่างไรก็ดี มิได้หมายความว่า การทำธุรกิจกับบริษัทในจีนจะต้องเกิดปัญหาทุกครั้งไป เนื่องจากบริษัทจีนที่ศักยภาพและความน่าเชื่อถือสูงยังมีอยู่มาก แต่สิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยควรจะต้องท่องจำไว้อยู่ในใจเสมอ คือ“อย่าเสี่ยงในสิ่งที่ไม่ควรเสี่ยง” โดย หากศึกษาเตรียมตัวให้พร้อมก่อนกระทำการใดๆ แล้ว เชื่อว่าความผิดพลาดหรือปัญหาก็คงจะเกิดขึ้นได้ยาก เหมือนดังคำพูดที่มักได้ยินกันบ่อยครั้งว่า“รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง”
ลิงค์บทความที่เกี่ยวข้อง
----------------------------------------
จัดทำโดย นางสาวเทพรัตน์ ตันติกัลยาภรณ์ และนายโอภาส เหลืองดาวเรือง
ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้
www.thaibizchina.com/thaibizchina/th/articles/detail.php?IBLOCK_ID=70&SECTION_ID=12954&ELEMENT_ID=12954
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
