อุตสาหกรรมน้ำตาลจีนเข้าขั้นวิกฤต ทุกฝ่ายเร่งหาทางออก
อุตสาหกรรมน้ำตาลจีนเข้าขั้นวิกฤต ทุกฝ่ายเร่งหาทางออก

สำนักข่าวซินหัว : สถานการณ์อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลในจีนแผ่นดินใหญ่ยังคงอยู่ในภาวะ ย่ำแย่ ต่อเนื่อง

ช่วงหน้าร้อนของทุกปี อุณหภูมิที่ร้อนจัดส่งผลให้ความต้องการบริโภคเครื่องดื่มดับกระหายพุ่งสูงขึ้น จึงถูกมองว่าน่าเป็นช่วงที่มีการบริโภคน้ำตาลมากที่สุด ทว่า การบริโภคน้ำตาลของอุตสาหกรรมน้ำตาลปลายน้ำ (ธุรกิจเครื่องดื่ม) กลับไม่ได้พุ่งสูงขึ้นแต่อย่างใด

ขณะนี้ ฤดูร้อนกำลังจะผ่านพ้นไป ทุกฝ่ายต่างคาดหมายว่า ความต้องการสำรองน้ำตาลในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์และช่วงวันชาติจีนกำลังจะมาถึงจะช่วยให้ตลาดน้ำตาลในประเทศฟื้นตัวกลับมาคึกคักได้อีกครั้ง ทว่า สถานการณ์กลับยังคงซบเซาอยู่อย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน ราคาซื้อขายน้ำตาลทันทีในแหล่งผลิตน้ำตาลในประเทศ (
Spot Price) อยู่ที่ประมาณตันละ 5,400 หยวน

นายจาน เซียว (
Zhan Xiao,
詹啸) นักวิเคราะห์ตลาดซื้อขายล่วงหน้ารายหนึ่ง ชี้ว่า สาเหตุที่ความต้องการบริโภคน้ำตาลสูงสุดในช่วงฤดูร้อนตกอยู่ในภาวะซบเซา สะท้อนให้เห็นว่า การผลิตในอุตสาหกรรมปลายน้ำขาดแรงหนุน (ธุรกิจเครื่องดื่มในประเทศไม่ได้ขยายกำลังการผลิตในช่วงหน้าร้อน) โดยส่วนหนึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับสภาพเศรษฐกิจโดยรวม รวมถึงประเด็นความปลอดภัยทางด้านอาหาร

กว่างซีถือเป็นฐานการผลิตน้ำตาลรายใหญ่ที่สุดของประเทศจีน ครองสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 60 ของปริมาณการผลิตทั้งประเทศ

สถานการณ์ความต้องการบริโภคน้ำตาลส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตน้ำตาล บริษัท
Nanning Sugar (南宁糖业) หนึ่งในผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่ของประเทศจีน รายงานว่า ช่วงครึ่งปีแรกปีนี้ (ปี 56) บริษัทฯ ขาดทุนจากกำไรสุทธิ 119 หยวน ลดลงสูงถึงร้อยละ 268.7 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

นักวิเคราะห์คาดหมายว่า ช่วงฤดูกาลผลิตปี 55/56 น่าจะมีผู้ผลิตน้ำตาลในกว่างซีกว่าร้อยละ 60 ประสบปัญหาขาดทุน

นายหนง กวาง (
Nong Guang,
农光) ประธานสมาคมธุรกิจน้ำตาลกว่างซี (Guangxi Sugar Association, 广西糖业协会) คาดหมายว่า ฤดูกาลผลิตนี้จะธุรกิจน้ำตาลกว่างซีจะมีผลขาดทุนราว ๆ 3,000 ล้านหยวน

ผู้เชี่ยวชาญ ชี้ว่า ฤดูกาลผลิตปี 55/56 ผู้ผลิตในมณฑลยูนนานกว่า 2/3 ต้องประสบปัญหาขาดทุน ผู้ผลิตในมณฑลไห่หนานและมณฑลเฮยหลงเจียงเองก็หนี้ไม่พ้นผลขาดทุนเช่นเดียวกัน

ระหว่างปี 49-51 อุตสาหกรรมน้ำตาลภายในประเทศเคยตกอยู่ในภาวะตกต่ำมาแล้วครั้งหนึ่ง ทว่า ทุกฝ่ายต่างคาดหมายว่าตลาดน้ำตาลในอนาคตจะกลับมาสดใสเป็นแน่

ต่อมาระหว่างปี 51-53 สภาพอากาศแปรปรวนทั่วโลกส่งผลให้รอบเวลาการผลิตน้ำตาลทั้งในและต่างประเทศลดลง ทำให้ปริมาณผลผลิตไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้ (อุปสงค์เกินดุล) ราคาน้ำตาลจึงพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก ผู้ผลิตจึงได้รับผลกำไรพอควร

จนกระทั่งเมื่อฤดูกาลผลิตก่อนหน้า (ฤดูกาลผลิตปี 54/55) เป็นต้นมา สถานการณ์ราคาน้ำตาลของตลาดในและต่างประเทศเริ่มดิ่งลง ผู้ผลิตในประเทศเริ่มได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความผันผวนอีกครั้ง

นักวิชาการ ชี้ว่า ปัญหาที่อุตสาหกรรมน้ำตาลในประเทศจีนกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน คือ การทะลักเข้าของน้ำตาลจากต่างประเทศ เนื่องจากศักยภาพแรงงานในการปลูกอ้อยและการใช้ประโยชน์จากที่ดินอยู่ในเกณฑ์ต่ำ รวมทั้งมูลค่าเพิ่มต่อหน่วยการผลิตไม่สามารถเทียบเคียงกับประเทศผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่ของโลกอย่างบราซิลและอินเดีย ส่งผลให้ธุรกิจน้ำตาลในประเทศกำลังก้าวเข้าสู่ขั้นวิกฤต

ข้อมูลจากสมาคมธุรกิจน้ำตาลจีน พบว่า ช่วง 2 ปีมานี้ จีนกำลังหลับหูหลับตาขยายศักยภาพการผลิตน้ำตาลดิบ (
Raw Sugar) ศักยภาพการแปรรูปน้ำตาลดิบเพิ่มขึ้นจาก 3 ล้านในปี 53 เป็นเกือบ 7 ล้านตัน อีกทั้ง ยังมีผู้ผลิตรายใหม่ที่กำลังวางแผนลงทุนแปรรูปน้ำตาลดิบเพิ่มอีก

นายเซียว หลิง (
Xiao Ling,
肖凌) ประธานสมาคมธุรกิจน้ำตาลนครหนานหนิง กล่าวว่า การหันมาเน้นผลิตน้ำตาลดิบมากขึ้นส่งผลให้ปริมาณน้ำตาลสำเร็จลดลง ขณะที่ความต้องการเพิ่มขึ้น จึงเป็นโอกาสสำหรับน้ำตาลนำเข้าที่จะช่วยตอบสนองความต้องการดังกล่าว

นักวิชาการบางส่วน ชี้ว่า สาเหตุที่อุตสาหกรรมน้ำตาลจีนขาดแรงแข่งขันเป็นผลจากการขาดแคลนพันธุ์อ้อยชั้นดี ระบบชลประทานที่ล้าสมัย และปัจจัยข้อจำกัดทางธรรมชาติ ส่งผลให้ต้นทุนการปลูกอ้อยในประเทศสูงกว่าในต่างประเทศอยู่มาก

ต้นทุนอ้อยคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 70 ของต้นทุนการผลิตน้ำตาล ปัจจุบัน ราคารับซื้ออ้อยในแหล่งผลิตในประเทศอยู่ที่ตันละกว่า 450 หยวน ทว่า ต้นทุนอ้อยในบราซิลและอินเดียอยู่ที่ไม่เกินตันละ 300 หยวนเท่านั้น

นายจาน เซียว (
Zhan Xiao, 詹啸) นักวิเคราะห์ตลาดซื้อขายล่วงหน้า ได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาว่า ภาครัฐจะต้องดำเนินมาตรการให้เงินอุดหนุนสำหรับเกษตรกร ซึ่งจะช่วยให้ต้นทุนการผลิตในอุตสาหกรรมกลางน้ำและปลายน้ำลดลงเป็นลูกโซ่ตามไปด้วย

ขณะที่ นักวิชาการบางส่วนเห็นว่า แนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลอย่างยั่งยืน ทุกฝ่ายควรปฏิรูปรระบบริหารจัดการและดำเนินนโยบายการรวมที่ดิน เร่งพัฒนาระบบชลประทานในพื้นที่ไร่อ้อย ผลักดันการใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรภาคการผลิตอ้อย และการวิจัยพัฒนาพันธุ์อ้อย

ยกตัวอย่างเช่น เมืองฉงจั่ว (
Chongzuo City, 崇左市) เมืองที่มีการปลูกอ้อยมากที่สุดของกว่างซีและประเทศจีน หลังจากที่ได้ดำเนินนโยบายรวมที่ดินช่วยให้ระบบบริหารจัดการทำได้อย่างเป็นระบบ อีกทั้งยังมีการส่งเสริมการใช้เครื่องจักรเกษตร และมีการปรับปรุงระบบชลประทาน  ทำให้ผลผลิตอ้อยโดยเฉลี่ยต่อหน่วยได้มากกว่า 6.5 ตันต่อหมู่จีน (เพิ่มสูงขึ้นจาก 2 ปีก่อนมากกว่า 2 ตัน) ผลผลิตสูงสุดอาจได้มากถึง 11 ตัน

30 สิงหาคม 2556
แหล่งข้อมูล: เว็บไซต์ http://www.gx.xinhuanet.com (广西新华网) (26/08/2013)
โดย: นายกฤษณะ สุกันตพงศ์

Back to the list

More Related

  • การละเมิดเครื่องหมายการค้าในประเทศจีนได้กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ผู้คนทั่วโลกหยิบยกขึ้นมา ถกเถียงกันอีกครั้งเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา หลังจากที่ศาลจีนตัดสินให้บริษัท Apple ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของสหรัฐฯ เจ้าของเครื่องหมายการค้า iPhone เป็นฝ่ายแพ้คดีโต้แย้งสิทธิในเครื่องหมายการค้ากับบริษัท ปักกิ่ง ซินทงเทียนตี้ จำกัด ผู้ผลิตเครื่องหนังของจีน การจดลิขสิทธิ์เครื่องหมายการค้าในจีนจึงเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ผู้สนใจต้องรู้ไว้ก่อนคิดไปบุกตลาดจีน  
  • ข่าวดีล่าสุดสำหรับคนที่ไปท่องเที่ยวและถือโอกาสช้อปที่จีน มณฑลกวางตุ้งที่มีนครกว่างโจวเป็นเมืองหลวงได้ประกาศคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยได้เริ่มใช้นโยบายคืน VAT นี้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2559 เป็นต้นมา
  • ปัจจุบันคนฮ่องกงตื่นตัวและหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น สินค้าออร์แกนิคจึงกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนฮ่องกงที่รักสุขภาพและมีกำลังซื้อเพียงพอที่จะบริโภคสินค้าออร์แกนิคเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นสินค้าอาหารที่ปราศจากสารเคมีหรือสิ่งปนเปื้อนต่าง ๆ สินค้าออร์แกนิคส่วนใหญ่จะมีราคาสูงกว่าสินค้าชนิดเดียวกันที่ไม่ใช่ออร์แกนิคอยู่พอสมควร เนื่องจากมีกระบวนการผลิตที่มีความละเอียดและระยะเวลาในการผลิตค่อนข้างนานกว่าจะสามารถนำมาจำหน่ายในท้องตลาดได้
  • เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2558 รัฐบาลมณฑลกวางตุ้งได้ประกาศแผนการดำเนินงานการสร้างเขตสาธิตแบบศูนย์รวมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน สู่สาธารณะชนอย่างเป็นทางการ โดยในแผนงานฯ ดังกล่าวได้กำหนดแนวทางและเป้าหมายที่จัดเจนในการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดนในมณฑลกวางตุ้ง
  • แม้ว่าฮ่องกงจะเป็นเมืองท่าปลอดภาษีที่การนำเข้าสินค้าและอาหารต่าง ๆ จากต่างประเทศจะสามารถเข้าสู่ฮ่องกงได้โดยสะดวก ทั้งที่เป็นสินค้าเพื่อการบริโภคภายในและสินค้าเพื่อการส่งออกต่อ (re-export) ไปยังจีน แต่สำหรับสินค้าและผลิตภัณฑ์อาหารต่าง ๆ ที่จะนำมาวางจำหน่ายในท้องตลาดฮ่องกงจะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ถูกสุขอนามัยและมีความปลอดภัยเพียงพอสำหรับผู้บริโภค
  • เขตปกครองตนเองซินเจียงเป็นประตูที่สำคัญสู่เอเชียกลางและยุโรป เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญบนเส้นทางสายไหมใหม่ เป็นเขตที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาการค้าและการลงทุนภายใต้นโยบาย “One Belt, One Road” ของจีน เพราะซินเจียงเป็นแหล่งการปลูกฝ้ายที่สำคัญที่สุดของประเทศ

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ