อินเดียเล็งตุลา\'56 ตรวจการนำเข้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์


เริ่มตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2556 เป็นต้นไป ทางการอินเดียจะตรวจสอบอุปกรณ์สื่อสารและอิเล็กทรอนิกส์นำเข้าทุกชนิดที่มีความสำคัญต่อระบบเครือข่ายโทรคมนาคมอินเดียก่อนการนำไปใช้งาน อาทิ โทรศัพท์มือถือ ซิมการ์ด อุปกรณ์รับส่ง 3G และ4G และเซิร์ฟเวอร์ฐานข้อมูลลูกค้า เป็นต้น สิ่งที่จะตรวจหาคือไวรัสและซอฟต์แวร์ที่อันตรายต่อความปลอดภัยของอินเดีย

กรมโทรคมนาคม (Department of Telecom-DoT) อินเดียร่วมกับบริษัทซอฟต์แวร์ Wipro ระบุผลิตภัณฑ์โทรคมนาคม 25 ชนิดที่จะต้องตรวจสอบก่อน และในทั้งหมดนี้มี 12 ชนิดที่อยู่ในข่าย "อุปกรณ์ที่มีความเสี่ยงอันตรายสูง" หรือ high-risk items ดังนั้นจึงจำเป็นที่ต้องตรวจสอบความปลอดภัยก่อนการใช้งานที่อินเดียเริ่มตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2556

อย่างที่เรารู้กันว่า ทางการอินเดียให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยของประเทศมาตลอด ฉะนั้นเมื่อเกิดนโยบายเช่นนี้ขึ้น ต่อไปบริษัทโทรศัพท์มือถือต่างๆ ที่ให้บริการทั้งในระบบ GSM หรือ CDMA จะถูกระงับการใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นำเข้าที่เข้าข่าย "ไม่ปลอดภัย" หรือ ถูกตรวจพบว่าอันตราย ทั้งนี้ ทางการได้มีการเตรียมห้องปฏิบัติการตรวจสอบผลิตภัณฑ์โทรคมนาคม (Test Lab) สำหรับการตรวจสอบดังกล่าว

ในขณะเดียวกัน ด้านบริษัทมือถือหลายๆ บริษัทออกมาแสดงท่าทีว่าการตรวจสอบดังกล่าวจะทำให้พวกเขาไม่สามารถขยายการเติบโตเพราะจะมีปัญหามากมายต่อการนำอุปกรณ์จากต่างประเทศมาใช้งาน ยิ่งหนักกว่าคือผลกระทบที่จะมีต่อพื้นที่ชนบทห่างไกล ซึ่งขณะนี้เป็นตลาดสำคัญสำหรับการขยายตัวของบริษัทเหล่านี้ แต่ทางการอินเดียก็ยังคงยืนยันจะดำเนินการนโยบายนี้ทั้งๆ ที่ยังไม่มีระบบมาตรฐานสากลโลกในการทดสอบความปลอดภัยโทรศัพท์มือถือ ซิมการ์ดและอุปกรณ์เครือข่ายโทรคมนาคม และผู้ที่จะรับผิดชอบในการสร้างห้องปฏิบัติการตรวจสอบในอินเดียก็ยังไม่ชัดเจน

อย่างไรก็ตามข้อมูลจากกรมโทรคมนาคม (DoT) เปิดเผยว่า บริษัท Wipro มีความสนใจอย่างมากที่จะลงทุนกับการก่อตั้งห้องปฏิบัติการตรวจสอบผลิตภัณฑ์โทรคมนาคม เพียงแต่ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่าจะเริ่มปฏิบัติงานได้ตั้งแต่เดือนตุลาคมที่จะถึงนี้หรือไม่

ผู้บริหารอาวุโสจากบริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคมระบบ GSM ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของอินเดีย บอกว่าการดำเนินการของทางการอินเดียเป็น "การกระทำในนามของการรักษาระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่เข้มงวดมาก เพราะว่าตอนนี้ยังไม่มีมาตรฐานสากลสำหรับการตรวสอบความปลอดภัยองค์ประกอบเครือข่ายโทรคมนาคมโทรศัพท์มือถือ และซิมต่างๆ"

แหล่งข่าวแห่งหนึ่งบอกว่า ขณะนี้มีกลุ่มสมาคมโทรคมนาคมนานาชาติเพิ่งได้เริ่มกระบวนการผลักดันให้เกิดระบบมาตรฐานความปลอดภัยโทรคมนาคม หรือที่เรียกกันว่า Security Assurance Mechanism ดังนั้นทางการอินเดียจึงควรจะรอให้มีระบบมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับอุปกรณ์โทรคมนาคมสากลออกมาก่อน จากนั้นจึงค่อยก่อตั้งห้องปฏิบัติการตรวจสอบผลิตภัณฑ์โทรคมนาคม (Test Lab)

ผู้บริหารระดับสูงอีกท่านจากบริษัทยุโรปแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในอินเดีย บอกว่าการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือที่นำเข้าจะกระทบต่อการเติบโตของโทรคมนาคมโดยตรง เช่น ผู้ผลิตโทรศัพท์สมาร์ทโฟนจะไม่สามารถนำอุปกรณ์รุ่นล่าสุดเข้ามาในอินเดียทันเวลากำหนด

"ถ้าโทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่นำเข้าทุกเครื่องต้องถูกตรวจสอบความปลอดภัย อินเดียอาจล้าหลังไปหนึ่งหรือสองรุ่น เพราะทุกๆ ครั้งที่ผู้ผลิตต่างชาติเพิ่มอุปกรณ์หรือโหลดแอพลิเคชั่นใหม่ จะต้องผ่านการตรวจสอบจากทางการอินเดียอีกที ซึ่งจะทำให้ล่าช้าในการเริ่มใช้งานที่อินเดียโดยปริยาย" ส่วนท่านอื่นๆ ที่ให้บริการระบบ CDMA เห็นพ้องกันว่าไม่มีความหมายเลยที่จะต้องตรวจสอบซิมการ์ด เพราะ 80% ของซิมการ์ดผลิตเองที่อินเดียอยู่แล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้น ทางการอินเดียบอกว่า ถึงแม้ว่ามีเพียงส่วนประกอบซิมการ์ดจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่นำเข้า แต่การประกอบชิ้นส่วนและการโหลดซอฟแวร์แอพริเคชั่นนั้นส่วนใหญ่ทำกันที่อินเดีย ดังนั้นจึงเสี่ยงต่อความปลอดภัยของอินเดีย

อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทย ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายที่กล่าวมาขั้นต้นจะส่งผลต่อไทยเป็นแน่ไม่มากก็น้อย ผมจึงหวังว่าผู้ส่งออกอุปกรณ์โทรคมนาคม หรืออิเล็กทรอนิส์ไทยจะมีวิธีรับมือเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดครับ

นายอายิ เบเชกู่
รายงานจากกรุงนิวเดลี
22 สิงหาคม 2556

 

22 สิงหาคม 2556
แหล่งข้อมูล: India rules/regulation, policy, and FTA watch

Back to the list

More Related

  • อุตสาหกรรมอาหารในอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างสดใสและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากกำลังซื้ออันมหาศาลของประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลาง และพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่กล้าซื้อกล้าลองสินค้าจากต่างประเทศ นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านและอาหารสำเร็จรูป
  • จากความเข้มข้นในการแข่งขันทางการค้าการลงทุนในโลกปัจจุบัน ทำให้หลายประเทศต้องระดมสมองสร้าง Brand Image ที่บ่งบอกภาพลักษณ์และจุดเด่นต่าง ๆ โดยเฉพาะศักยภาพด้านเศรษฐกิจของประเทศนั้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินการค้าการลงทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ
  • ทุกคนฝันจะมีบ้านเป็นของตนเอง เมื่อเขาได้เป็นเจ้าของบ้าน เขาจะมีความหวังใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะช่วยทำความฝันของเขาเหล่านั้นให้เป็นจริง
  • “อินเดีย” ตลาดที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก กำลังผงาดขึ้นเป็นตลาดเนื้อหอมในภูมิภาคเอเชีย และมีโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยอีกมากจากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ อาทิ ยุทธศาสตร์ที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้กับไทย นโยบาย “Come, Make in India” เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลอินเดีย รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก
  • ปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการคำนึงถึงเมื่อตัดสินใจไปค้าขายลงทุนต่างประเทศก็คือค่าครองชีพ ค่าครองชีพที่สูงอาจทำให้ผู้ประกอบการใจชื้นเพราะมีนัยถึงกำลังซื้อที่สูงของผู้บริโภคที่นั่น แต่มองอีกมุมหนึ่ง ค่าครองชีพที่สูงกว่าประเทศของตนก็ทำให้ผู้ประกอบการต้องคิดอย่างรอบด้านก่อนจะเดินทางไปลงทุนหรือเจรจาค้าขายในต่างแดน อินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่ดึงดูดความสนใจของพ่อค้าวาณิชจากทั่วโลกรวมถึงผู้ประกอบการไทย แล้วค่าครองชีพในอินเดียเมื่อเทียบกับไทยหล่ะ?
  • อินเดียนั้นเป็นประเทศผู้ผลิตผลไม้และผักสดในอันดับต้น ๆ ของโลก ในแต่ละปีสามารถผลิตผลไม้ได้มากกว่า 80 ล้านตัน โดยผลไม้สำคัญของอินเดีย ได้แก่ มะม่วงและกล้วย ซึ่งผลิตได้มากที่สุดในโลก รองลงมาได้แก่ แอปเปิ้ล สัปปะรด ส้ม องุ่น และทับทิม ซึ่งรสชาติของผลไม้อินเดียมีรสอร่อยไม่แพ้ผลไม้ไทยเช่นกัน...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ