ล่าสุดนิตยสาร Insight ได้ทำการเปรียบเทียบค่าครองชีพของชาวจีนกับต่างชาติโดยแสดงให้เห็นว่า ปัจจุบันค่าครองชีพของชาวจีนสูงแซงหน้าชาติอื่นๆ อย่างน่าสนใจ ปัจจุบันมนุษย์เงินเดือนชาวจีนมีรายได้เฉลี่ย 5,000 หยวนต่อเดือน ทาน KFC ประมาณมื้อละ 30 หยวน สวมกางเกงยีนส์ Levis ตัวละ 400 หยวน ในขณะที่ชาวอเมริกันมีเงินเดือน 5,000 ดอลลาร์ สรอ. ต่อเดือน โดยในสหรัฐฯ KFC ตกมื้อละเพียง 4 ดอลลาร์ กางเกง Levis ตัวละ 20 ดอลลาร์ สรอ. และกาแฟถ้วยละ 2 ดอลลาร์ ดูหนังทีโรงละครเพียง 10 ดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 1/2500 และ 1/500 ของรายได้เฉลี่ยของชาวอเมริกันเท่านั้น


หลังจากคณะกรรมาธิการเพื่อการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ หรือ NDRC สั่งลงโทษปรับเงินบริษัทยักษ์ใหญ่ในธุรกิจการผลิตเหล้าขาว นมผง และทองคำ ฯลฯ แล้ว NDRC ได้ดำเนินการตรวจสอบธุรกิจจำหน่ายรถยนต์เพื่อต่อต้านการผูกขาด นำมาซึ่งความไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค ซึ่งการตรวจสอบครั้งนี้รวมถึงรถยนต์นำเข้า รถยนต์ร่วมทุน ตลอดจนบริการหลังการขายของร้าน 4S
จีนได้ชื่อว่าเป็น “ประเทศที่ขายรถยนต์แพงที่สุดในโลก” เนื่องจากตามอัตราภาษีของจีน รถยนต์นำเข้านอกจากจะต้องจ่ายภาษีศุลกากร ภาษีบริโภค และภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ยังต้องจ่ายค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าคลังเก็บสินค้า ทำให้ราคาของรถยนต์นำเข้าในจีนแพงกว่าต่างประเทศ 1 – 2 เท่า ตัวอย่างเช่น รถยนต์นำเข้ารุ่นเดียวกัน จีนขาย 1.34 ล้านหยวน/คัน ราคาจำหน่ายที่สหรัฐฯหากคำนวณเป็นเงินหยวนแล้วเท่ากับ 3.5 แสนหยวน/คันเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่แค่รถยนต์และเหล้าขาวเท่านั้น แม้กระทั่งเสื้อผ้า และอาหาร ราคาของจีนก็แพงกว่าต่างประเทศเช่นกัน สาเหตุที่ทำให้ราคาสินค้าในจีนแพงกว่าประเทศอื่นมี 4 ประการดังนี้
1.ภาษี ภายใต้ระบบภาษีของจีนปัจจุบัน ร้อยละ 70 ของรายได้ด้านภาษีของรัฐบาลมาจากภาษีเกิดในระหว่างขั้นตอนการหมุนเวียน สินค้า เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีบริโภค และภาษีธุรกิจ เป็นต้น อีกร้อยละ 30 ที่เหลือมาจากภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยรายงานจาก IMF ชี้ว่า ภาษีของสินค้าจีนสูงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วทุกประเทศ โดยภาษีของสินค้าในจีนสูงเป็น 4.17 เท่าของสินค้าในอเมริกา 3.76 เท่าของสินค้าในญี่ปุ่น และ 2.33 เท่าของสินค้าใน EU
2.ระบบโลจิสติกส์ ผู้สื่อข่าวจีนพบว่า ค่าขนส่งสินค้าข้ามประเทศจากจีนไปสหรัฐฯ ยังถูกกว่าค่าชนส่งจากกว่างโจวถึงปักกิ่ง ผู้สื่อข่าวอธิบายว่า เนื่องจากความต้องการขนส่งสินค้าทางรถไฟสูงกกว่าความสามารถในการแบกรับของ ระบบรางรถไฟ ทำให้นอกจากผู้ประกอบการโลจิสติกส์จะต้องจ่ายค่าขนส่งทั่วไปแล้ว ยังต้องจ่ายเพิ่มอีก 5,000 – 50,000 หยวนเพื่อขอโควต้าด้วย อีกทั้ง หากจะหันไปขนส่งโดยทางหลวงต้นทุนก็ยิ่งสูงกว่านี้ ผู้มีประสบการณ์ให้สัมภาณษ์ว่า จากกว่างโจวถึงปักกิ่ง นอกจากต้องจ่ายค่าผ่านทางด่วนมูลค่าสูงถึง 1,400 หยวนแล้ว ยังอาจมีค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่นๆ อีกประมาณ 1,000 หยวนตกเป็นภาระของผู้บริโภคเอง
3.ปริมาณเงินหมุนเวียนสูงเกินควร เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ส่งเสริมดำเนินการลงทุนขนาดใหญ่หลาย ๆ โครงการ ทำให้เงินกู้ในธนาคารพาณิชย์จีนพุ่งขึ้นอย่างมาก ส่งผลกระทบทำให้ปริมาณเงินหมุนเวียนภายในประเทศสูงกว่าสหรัฐฯ กว่าร้อยละ 20 นำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อทำให้สินค้าเดียวกันในจีนขายแพงกว่าในสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ภายใต้ยุทธศาสตร์กระตุ้นการส่งออก ในการค้าระหว่างจีน – สหรัฐฯ มูลค่าเกินดุลของจีนเติบโตอย่างต่อเนื่อง หากทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของจีนเพิ่มสูงขึ้น ปริมาณเงินหยวนที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจก็ต้องเพิ่มขึ้นไปด้วย ส่งผลทำให้ราคาสินค้าปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
4.การผูกขาด ในวงการอุตสาหกรรมพื้นฐานอย่างอุตสาหกรรมพลังงาน โทรคมนาคม และการเงิน รัฐบาลจีนดำเนินการผูกขาดโดยผ่านการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ ทำให้รัฐวิสาหกิจในจีนมีอำนาจในการกำหนดราคา ดังนั้น จึงทำให้จีนเป็นประเทศที่ค่าน้ำมัน ค่าโทรคมนาคม และเงินกู้แพงที่สุดในโลก
แต่หากถามว่า จีนมีอะไรที่ถูกที่สุดในโลก คำตอบก็คือ “แรงงาน” จากสถิติของผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินพบว่า ในการเรียงลำดับค่าแรงงานเฉลี่ยต่อชั่วโมง เยอรมนีติดอันดับ 1 ประมาณ 30 ดอลลาร์ สรอ./ชั่วโมง รองลงมาคือสหรัฐฯ ประมาณ 22 ดอลลาร์ สรอ. /ชั่วโมง จีนติดอันดับสุดท้าย โดยมีค่าแรงงาน 0.8 ดอลลาร์ สรอ. /ชั่วโมง นอกจากนี้ อัตรารายได้ต่อมูลค่า GDP จีนก็ติดอันดับสุดท้ายเช่นกัน สถิติชี้ว่า ดัชนีข้างต้นของประเทศทวีปยุโรปและสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณร้อยละ 55 ทวีปอเมริกาใต้โดยเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 38 ฟิลิปปินส์และไทยอยู่ที่ร้อยละ 28 ประเทศในทวีปแอฟริกาอยู่ที่ระดับต่ำกว่าร้อยละ 20 จีนมีอัตรารายได้ต่อ GDP เพียงร้อยละ 8 เท่านั้น
การผูกขาดและการต่อต้านสินค้าต่างชาติไม่ใช่วิธีการที่ดีใน การยกระดับกำลังซื้อของผู้บริโภคชาวจีน เนื่องจากการผูกขาดเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้สินค้าจีนมีราคาแพงที่สุด ในโลก วิธีที่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุควรจะปฏิรูประบบภาษี ตลอดจนเปิดกว้างตลาด ผ่อนคลายเงื่อนไขต่าง ๆ ให้ธุรกิจภาคเอกชนเข้าถึงอุตสาหกรรมพื้นฐานต่างหาก
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
