EU ขยายเวลาอนุญาตสินค้าสาหร่ายทะเลและสินค้าสัตว์น้ำที่ได้จากการเพาะเลี้ยงที่ได้รับการรับรองสถานะอินทรีย์จากประเทศสมาชิก
EU ขยายเวลาอนุญาตสินค้าสาหร่ายทะเลและสินค้าสัตว์น้ำที่ได้จากการเพาะเลี้ยงที่ได้รับการรับรองสถานะอินทรีย์จากประเทศสมาชิก
              คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศกฎระเบียบใหม่เพื่อแก้ไขข้อกำหนดและเงื่อนไขการ ควบคุมการผลิตและติดฉลากสินค้าเกษตรอินทรีย์ ซึ่งได้แก่ Commission Implementing Regulation (EU) No 1030/2013 of 24 October 2013 amending Regulation (EC) No 889/2008 laying down detailed rules for the implementation of Council Regulation (EC) No 834/2007 on organic production and labeling of organic products with regard to organic production, labeling and control ใน EU Official Journal L 283/15 สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
               1. กฎระเบียบใหม่นี้เป็นการแก้ไขข้อกำหนดในกฎระเบียบเดิม คือ Regulation (EC) No 889/2008
                   สืบเนื่องจากประเทศสมาชิก EU ๗ ประเทศได้ยื่นคำร้องให้มีการทบทวนข้อกำหนดในเรื่องการผลิตการใช้สาร (substance) และเทคนิคในการผลิตสินค้าสัตว์น้ำที่ได้จากการเพาะเลี้ยง แต่เรื่องดังกล่าวมีความสลับซับซ้อนและจะต้องได้รับการประเมินจากกลุ่มผู้ เชี่ยวชาญด้านเทคนิคการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ร่วมด้วย
                   ดังนั้น ในระหว่างนี้ เพื่อมิให้การรับรองการผลิตสินค้ากลุ่มดังกล่าวต้องชะงักลง  สินค้าสาหร่าย ทะล (seaweed) และสินค้าสัตว์น้ำที่ได้จากการเพาะเลี้ยง (aquaculture) ที่มีการผลิตและได้รับการรับรองเป็น สินค้าอินทรีย์ก่อนวันที่ 1 มกราคม 2552  ภายใต้ข้อกำหนดสินค้าเกษตรอินทรีย์ของประเทศสมาชิก (national authorities) จึงยังให้สามารถคงสถานะอินทรีย์ได้ต่อไป กล่าวคือ ให้ขยายเวลาการอนุญาต จากเดิมที่อนุญาต ให้ถึงเพียงวันที่ 1 กรกฎาคม 2556 ให้ขยายไปจนถึงวันที่ 1 มกราคม 2558
               2. ประกาศกฎระเบียบใหม่นี้จะมีผลตามกฎหมาย 3 วันหลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal  (ประกาศ ณ วันที่ 25 ตุลาคม 2556) และให้มีผลปรับใช้ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2556 เป็นต้นไป
รายละเอียดตามเว็บไซต์ดังนี้
http://eur-lex.europa.eu/LexUriServ/LexUriServ.do?uri=OJ:L:2013:283:0015:0016:EN:PDF

โดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป
ขอบคุณรูปภาพจาก : http://www2.thaieurope.net
12 พฤศจิกายน 2556
แหล่งข้อมูล: สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • โปรตุเกสอาจไม่ใช่ประเทศลำดับต้น ๆ ที่โลกนึกถึงถ้าจะต้องเลือกไปค้าและลงทุน ณ เวลานี้ แต่สำหรับประเทศไทย เป็นจังหวะที่น่าสนใจ ต้นเดือน ก.ค. ศกนี้ กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ ชวนไปสำรวจโอกาสในโปรตุเกสด้วยกัน เพราะกำลังจะจะมีการหารือสองฝ่ายที่เรียกว่า การประชุม Political Dialogue ไทย-โปรตุเกส ครั้งที่ 2 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 8 ก.ค. 2559 ที่กรุงลิสบอน เมืองหลวงของโปรตุเกส ไทยอยากผลักดันเรื่องอะไรกับโปรตุเกส เวทีนี้คือโอกาส
  • แรงจูงใจทางด้านภาษีคือแม่เหล็กสำคัญที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ใช้ดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติ รัฐบาลในอียูหลายประเทศก็เช่นกัน ต่างแข่งขันกันลดภาษีดึงดูดการลงทุน จนเรียกได้ว่ากลายเป็นสงครามภาษีระหว่างประเทศ  หรือ International Tax War แต่ตอนนี้ เอกชนที่ไปลงทุนในอียูคงต้องระวังมากขึ้น เพราะแรงจูงใจทางภาษีที่ได้รับ อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายบริษัท หากไม่ได้ตรวจสอบให้ดีก่อนว่า การลดหรือยกเว้นภาษีนั้นผิดกฎการอุดหนุนโดยภาครัฐ  
  • ฟินแลนด์ ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย นอกจากจะเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงด้านความสวยงามทางธรรมชาติท่ามกลางบรรยากาศอันหนาวเย็น
  • สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Implementing Decision 2015/1338 of 30 July 2015 amending Decision 2011/163/EU on the approval of plans submitted by third countries in accordance with Article 29 of Council Directive 96/23/EC ซึ่งเป็นการปรับปรุงแก้ไขบัญชีรายชื่อประเทศที่สามที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าสินค้าที่ปลอดสารตกค้่าง
  • เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 ทางสหภาพยุโรปได้ออกประกาศกฎระเบียบ 2 ฉบับ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้...
  • เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๘ สหภาพยุโรปออกประกาศกฎระเบียบ Commission Regulation (EU) 2015/1005 of 25 June 2015 amending Regulation (EC) No 1881/2006 as regards maximum levels of lead in certain foodstuffs โดยตีพิมพ์ใน EU Official Journal L 161/9 ซึ่งเป็น การกำหนดระดับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่ว (lead) ในสินค้าอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน อันเป็นการแก้ไขกฎระเบียบเดิม ซึ่งได้แก่ Regulation (EC) No 1881/2006 เพื่อให้สอดคล้องกับผลงานวิจัย ของคณะทำงาน CONTAM Panel ของ EFSA ซึ่งได้ระบุว่า สารตะกั่วที่ได้รับผ่านการบริโภคอาหาร สามารถก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อพัฒนาการทางสมองในเด็กเล็ก และก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และ ความเป็นพิษต่อไตในผู้ใหญ่ได้ จึงเห็นควรให้มีการปกป้องกลุ่มผู้บริโภคที่มีความเสี่ยง คือ กลุ่มเด็กเล็กและ ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ ดังนั้น ในครั้งนี้ จึงให้มีการปรับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่วในสินค้าพืช สัตว์ และสัตว์น้ำบางรายการขึ้นใหม่...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ