ซิลิคอนแวลลีย์แห่งอินเดีย กับอุตฯไอทีและอิเล็กทรอนิกส์ไทย
 ซิลิคอนแวลลีย์แห่งอินเดีย กับอุตฯไอทีและอิเล็กทรอนิกส์ไทย
    หลายท่านคงเคยได้ยินชื่อเมืองบังคาลอร์กันมาบ้างแล้ว เมืองนี้อยู่ในรัฐกรณาฏกะทางภาคใต้ของอินเดีย ซึ่งมีฉายาที่รู้กันทั่วไปในแวดวงไอทีว่า "ซิลิคอนแวลลีย์แห่งอินเดีย" เพราะเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมไอทีของอินเดีย ที่ต่างชาติได้เข้าไปลงทุนใช้เป็นฮับการผลิตสินค้าและให้บริการด้านไอทีมากมาย
    ปัจจัยสำคัญที่ทำให้รัฐกรณาฏกะได้รับฉายาดังกล่าว นอกจากอุตสาหกรรมไอทีที่มีความโดดเด่นแล้ว ยังมีอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่คอยช่วยหนุนกันและกัน ปัจจุบัน 80 จาก 120 บริษัทออกแบบดีไซน์ไมโครชิปของอินเดียตั้งโรงงานอยู่ในรัฐกรณาฏกะ เพราะรัฐนี้มีความได้เปรียบด้านต้นทุนค่าแรงฝีมือและบุคลากรด้านเทคนิค เมื่อเทียบกับรัฐอื่นๆ ในอินเดีย
alt    ที่สำคัญ เมืองบังคาลอร์เป็นศูนย์กลางด้านการค้นคว้าและวิจัย (R&D) ด้านซอฟต์แวร์ ที่ช่วยเกื้อกูลอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เป็นอย่างดี ศูนย์การออกแบบและผลิตระบบอิเล็กทรอนิกส์ของอินเดีย (Indian Electronics System Design and Manufacturing : ESDM) ก็กำลังเตรียมจัดตั้ง EDSM 7 แห่งในรัฐกรณาฏกะภายในปี ค.ศ. 2020 เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมดังกล่าว
    การขยายตัวของอุตสาหกรรมไอทีของรัฐกรณาฏกะยังคงเดินหน้า เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา รัฐบาลของรัฐได้ประกาศโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมหลักของรัฐ 19 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 148,180 ล้านรูปี หรือประมาณ 75,000 ล้านบาท ได้รับการตอบรับอย่างดีจากบริษัทอินเดียยักษ์ใหญ่ โดยเฉพาะในสาขาไอที ไม่ว่าจะเป็น Infosys, Wipro และ Cognizant Technology
    เฉพาะโครงการลงทุนของบริษัท Infosys และ Wipro มีมูลค่าการลงทุนรวมกันถึง 43,980 ล้านรูปี หรือประมาณ 22,000 ล้านบาท สร้างงานได้ 23,302 อัตรา โดยรัฐบาลจะขอให้โครงการไอทีเหล่านี้ขยายไปตั้งในพื้นที่อื่นๆ นอกเหนือจากบังคาลอร์ เช่น เมือง Maysore, Bagalkot, Belgaum, Bijapur, Dakshina Kanada, Dharwad, Kolar, Koppal, Ramangara และ Tumkur เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้การลงทุนกระจุกตัวอยู่เฉพาะในเขตเมืองบังคาลอร์ ซึ่งมีความหนาแน่นอยู่แล้ว
    สำหรับการลงทุนในสาขาไอทีและอิเล็กทรอนิกส์ในภาพรวม รัฐบาลกรณาฏกะมีนโยบายให้สิทธิประโยชน์พิเศษแก่นักลงทุนอยู่แล้ว มีหน่วยงานกำกับดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ แบบ Single-window agency มีรัฐมนตรีด้านไอทีของรัฐเป็นประธานกำกับหน่วยงานดังกล่าวโดยตรง
    สิทธิประโยชน์พิเศษที่นักลงทุนสาขานี้จะได้รับ มีทั้งมาตรการทางภาษีที่มีการให้ส่วนลด โดยคำนวณจากจำนวนเงินที่ลงทุน ยิ่งลงทุนมาก ยิ่งได้ลดภาษีมาก รวมทั้งยังมีการลดภาษีมูลค่าเพิ่มในบางส่วน การลดภาษีอากรแสตมป์ 50% ลดค่าไฟฟ้าและภาษีอสังหาริมทรัพย์ แถมมีมาตรการจูงใจทางการเงินอีกมากมาย
    การส่งเสริมการลงทุนไอทีและอิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นกลยุทธ์ของรัฐกรณาฏกะ ที่ต้องการดึงดูดบริษัทที่ลงทุนในสาขานี้อยู่แล้วในเมืองไฮเดอราบาด รัฐอานธรประเทศ แต่กำลังคิดย้ายที่ตั้งเพราะปัญหาการเมืองภายในที่กำลังร้อนระอุ จากการที่รัฐบาลกลางต้องการแยกรัฐอานธรประเทศออกเป็น 2 รัฐ (รัฐอานธรประเทศและรัฐเตลังกานา)
    ขณะนี้บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านไอทีถึง 4 แห่งจากไฮเดอราบาดได้แจ้งความประสงค์ขอย้ายไปดำเนินธุรกิจในรัฐกรณาฏกะแทนแล้ว รัฐบาลรัฐกรณาฏกะก็มั่นใจว่านโยบายออกมาตรการจูงใจพิเศษเพิ่มเติมใหม่เหล่านี้จะส่งผลทำให้อุตสาหกรรมไอทีของรัฐเติบโตได้มากขึ้นกว่าเดิม
    สถิติการส่งออกสินค้าและบริการไอทีของรัฐปีที่ผ่านมามีมูลค่าสูงถึง 1.35 แสนล้านรูปี หรือประมาณ 6 หมื่นล้านบาท และคาดว่าภายในปี ค.ศ. 2020 จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 4 แสนล้านรูปี หรือ 2 แสนล้านบาท และจะเกิดการสร้างงานในสาขานี้จากเดิม 9 แสนคนเป็น 2 ล้านคน ในอีก 7 ปีข้างหน้าอย่างแน่นอน
    นอกจากนโยบายในระดับรัฐแล้ว รัฐบาลกลางของอินเดียยังกำลังมีโครงการยกระดับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่เชื่อมโยงเมืองสำคัญต่างๆ ของรัฐภาคใต้ของอินเดีย ภายใต้โครงการ Mumbai–Bangalore-Chennai-Andhra Pradesh Business Corridor ซึ่งจะเชื่อมโยงเครือข่ายด้านการคมนาคม ขนส่งระหว่าง 4 รัฐชั้นนำด้านอุตสาหกรรมของอินเดีย ซึ่งจะทำให้การไหลเวียนของธุรกิจเป็นไปอย่างคล่องตัวและมีมูลค่าสูงขึ้น
    โครงการนี้ จะมีการลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานมากมายมหาศาล รัฐบาลอินเดียก็ได้เคยเชิญชวนนักลงทุนไทยที่เชี่ยวชาญงานสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ เข้ามาลงทุนในโครงการดังกล่าวแล้ว
    สาธยายมาถึงเพียงนี้ เอกชนไทยที่สนใจลงทุนในอินเดียในสาขานี้ น่าจะลองศึกษาเพิ่มเติม หรือ ลองติดต่อหน่วยงานภาครัฐของไทยในอินเดียที่ดูแลด้านนี้ ไม่ว่าจะเป็นสถานทูตหรือสถานกงสุล หรือบีโอไอ ซึ่งขณะนี้มีผู้แทนไปประจำอยู่ที่เมืองมุมไบ พร้อมอำนวยความสะดวกเอกชนไทยเต็มที่อยู่แล้ว

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,895  วันที่  10 - 13 พฤศจิกายน  พ.ศ. 2556




13 พฤศจิกายน 2556
แหล่งข้อมูล: http://www.thanonline.com
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • อุตสาหกรรมอาหารในอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างสดใสและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากกำลังซื้ออันมหาศาลของประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลาง และพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่กล้าซื้อกล้าลองสินค้าจากต่างประเทศ นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านและอาหารสำเร็จรูป
  • จากความเข้มข้นในการแข่งขันทางการค้าการลงทุนในโลกปัจจุบัน ทำให้หลายประเทศต้องระดมสมองสร้าง Brand Image ที่บ่งบอกภาพลักษณ์และจุดเด่นต่าง ๆ โดยเฉพาะศักยภาพด้านเศรษฐกิจของประเทศนั้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินการค้าการลงทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ
  • ทุกคนฝันจะมีบ้านเป็นของตนเอง เมื่อเขาได้เป็นเจ้าของบ้าน เขาจะมีความหวังใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะช่วยทำความฝันของเขาเหล่านั้นให้เป็นจริง
  • “อินเดีย” ตลาดที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก กำลังผงาดขึ้นเป็นตลาดเนื้อหอมในภูมิภาคเอเชีย และมีโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยอีกมากจากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ อาทิ ยุทธศาสตร์ที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้กับไทย นโยบาย “Come, Make in India” เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลอินเดีย รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก
  • ปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการคำนึงถึงเมื่อตัดสินใจไปค้าขายลงทุนต่างประเทศก็คือค่าครองชีพ ค่าครองชีพที่สูงอาจทำให้ผู้ประกอบการใจชื้นเพราะมีนัยถึงกำลังซื้อที่สูงของผู้บริโภคที่นั่น แต่มองอีกมุมหนึ่ง ค่าครองชีพที่สูงกว่าประเทศของตนก็ทำให้ผู้ประกอบการต้องคิดอย่างรอบด้านก่อนจะเดินทางไปลงทุนหรือเจรจาค้าขายในต่างแดน อินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่ดึงดูดความสนใจของพ่อค้าวาณิชจากทั่วโลกรวมถึงผู้ประกอบการไทย แล้วค่าครองชีพในอินเดียเมื่อเทียบกับไทยหล่ะ?
  • อินเดียนั้นเป็นประเทศผู้ผลิตผลไม้และผักสดในอันดับต้น ๆ ของโลก ในแต่ละปีสามารถผลิตผลไม้ได้มากกว่า 80 ล้านตัน โดยผลไม้สำคัญของอินเดีย ได้แก่ มะม่วงและกล้วย ซึ่งผลิตได้มากที่สุดในโลก รองลงมาได้แก่ แอปเปิ้ล สัปปะรด ส้ม องุ่น และทับทิม ซึ่งรสชาติของผลไม้อินเดียมีรสอร่อยไม่แพ้ผลไม้ไทยเช่นกัน...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ