นโยบายด้านพลังงานของอียู

แม้สัดส่วนของพลังงานทดแทน (renewable energy) ในสัดส่วนพลังงานผสมรวมทั้งหมด (total energy mix) หรือแหล่งพลังงานรวมที่เกิดจากการผสมผสานของพลังงานจากแหล่งต่างๆ ของอียูจะเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 7 ในปี ค.ศ. 2008 เป็นร้อยละ 10 ในปี ค.ศ. 2011 แต่การเพิ่มขึ้นดังกล่าวเป็นผลมาจากการใช้เงินอุดหนุน ผลักดันให้เกิดแรงจูงใจในการผลิต กล่าวคือ ไม่ได้เกิดจากความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง ซึ่งส่งผลให้การผลิตขาดความยั่งยืน ตามข้อมูลล่าสุดในปี ค.ศ. 2011 ยอดเงินอุดหนุนการผลิตพลังงานทดแทนในอียูสูงถึง 3.9 หมื่นล้าน ซึ่งเป็นเงินอุดหนุนที่ในท้ายที่สุดแล้วผู้บริโภคของอียูต้องแบกรับภาระโดยจ่ายเงินค่าไฟฟ้าแพงขึ้น
ที่แย่ไปกว่านั้น ในปี ค.ศ. 2011 ยอดการใช้ถ่านหินในอียูเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 ซึ่งเป็นทิศทางการใช้พลังงานที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก และแตกต่างจากประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ที่แสดงว่ามีการใช้ถ่านหินผลิตพลังงานลดลงถึงร้อยละ 4
สถานการณ์ด้านพลังงานของอียูที่ไม่ยั่งยืนดังกล่าว ทำให้กล่าวได้ว่าในทศวรรษข้างหน้า ภาคพลังงานจะเป็นตัวชี้ชะตากรรมของอียูว่าจะเป็นเครื่องมือนำพาอียูออกจากวิกฤติเศรษฐกิจและกลับไปเติบโตได้อย่างเก่า หรือจะนำอียูดิ่งลงสู่การเป็นกลุ่มประเทศที่ภาคพลังงานเป็นภาระและต้นเหตุที่ทำให้สินค้าอุปโภคบริโภคมีราคาเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมของอียูลดน้อยลง และจะส่งผลต่อเนื่องไปสู่การจำกัดโอกาสในการสร้างนวัตกรรมและการขยายตัวของธุรกิจภายในของอียู
แม้ว่ายุโรปจะมีทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติน้อยกว่าสหรัฐอเมริกา แต่ก็มีอยู่จำนวนมาก อุปสรรคที่นักวิเคราะห์ระบุว่าขัดขวางการนำพลังงานเหล่านั้นมาใช้คือ ความหนาแน่นของประชากรในพื้นที่ที่มีทรัพยากรดังกล่าวฝังอยู่ ทำให้อียูไม่สามารถนำพลังงานทั้งหมดที่มีขึ้นมาใช้ได้ อุปสรรคอีกประการคือ ประชาชนยุโรปแสดงเจตจำนงทางการเมืองอย่างแรงกล้าที่จะให้ภาครัฐและเอกชนในหลายประเทศยุโรปหยุดการสำรวจแหล่งพลังงานดังกล่าวลง หรือหากประเทศใดไม่มีแรงต่อต้านมากนัก กระบวนการในการขอสัมปทานจากรัฐมักใช้เวลานานกว่าจะสามารถเริ่มทำการสำรวจได้
ความต้องการพลังงานในยุโรปเพิ่มมากขึ้น แต่ความสามารถในการผลิตลดลง ส่งผลให้ยุโรปต้องนำเข้าน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินจากภายนอก ซึ่งตามการคาดการณ์ของ นาย Faith Birol หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ องค์กรพลังงานนานาชาติ (International Energy Agency) ยุโรปจะเพิ่มการนำเข้าน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินจากภายนอก เพิ่มมากขึ้นจากมูลค่า 4.10 แสนล้านยูโร ในปี ค.ศ. 2011 เป็น 4.90 แสนล้านยูโร ภายในปี ค.ศ. 2035
นาย Birol คาดการณ์ด้วยว่า แม้ว่า ณ ปัจจุบัน ผู้บริโภคยุโรปจะต้องจ่ายค่าไฟฟ้าแพงกว่าผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกาและจีนอยู่แล้ว ภายในปี ค.ศ. 2035 ผู้บริโภคยุโรปจะต้องจ่ายค่าไฟฟ้าแพงกว่าผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกาและจีนถึงร้อยละ 40 เนื่องจากความแตกต่างด้านราคาเชื้อเพลิง ความแตกต่างของราคาต้นทุนการผลิตของโรงไฟฟ้า และการบังคับใช้มาตรการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของอียู เช่น มาตรการที่ใช้กลไกตลาดเป็นแรงจูงใจในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรืออียูอีทีเอส (EU Emission Trading Scheme, EU ETS )
สัดส่วนพลังงานผสมรวมทั้งหมด (total energy mix) เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้ผู้บริโภคยุโรปต้องจ่ายค่าไฟฟ้าแพงกว่าผู้บริโภคในจีน กล่าวคือ ภายในปี ค.ศ. 2020 การอุดหนุนการผลิตพลังงานทดแทนในยุโรปจะทำให้ผู้บริโภคยุโรปต้องจ่ายค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากราคาในปัจจุบันอีกร้อยละ 15 ในขณะที่จีนมีถ่านหินและสหรัฐอเมริกา มีก๊าซหินดินดานที่มีราคาย่อมเยากว่า นั่นหมายถึงว่า สหรัฐอเมริกาและจีน จะได้เปรียบยุโรปด้านความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะเมื่อภาคครัวเรือนในสหรัฐอเมริกาและจีนจะมีกำลังซื้อมากกว่าผู้บริโภคในอียู และธุรกิจของทั้งสองประเทศจะมีค่าต้นทุนทางพลังงานต่ำกว่าที่ธุรกิจในอียูต้องแบกรับ ดังนั้นหากอียูไม่ปรับตัวลดช่องว่างในการแข่งขันดังกล่าว อียูจะไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้
มาตรการรับมือความท้าทาย
แม้ว่าเมื่อปีที่แล้ว (ค.ศ. 2012) อียูจะออกกฎระเบียบการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (Energy Efficiency Directive) เพื่อรับมือกับความท้าทายด้านพลังงานแล้วก็ตาม แต่ นาย Birol แห่งองค์กรพลังงานนานาชาติ กล่าวเตือนว่ามาตรการดังกล่าวยังไม่เพียงพอหากอียูต้องการจะรักษาความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งในเวทีโลก ผู้บริโภคและธุรกิจของอียูจะต้องปรับปรุงคุณภาพของอาคารที่พักอาศัยและสถานประกอบธุรกิจด้วย เพื่อรับมือกับราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น
ภายใต้สถานการณ์ที่อียูไม่มีโครงการสร้างอาคารใหม่ๆ ให้เห็นมากนัก (mature building stock) เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ สิ่งที่ผู้บริโภคและธุรกิจของอียูจะทำได้คือ การ “เร็ทโทรฟิต” (retrofit) หรือการติดตั้ง/ซ่อมแซมฉนวนป้องกันการไหลเข้า-ออกของอากาศภายนอกและในอาคาร เพื่อประหยัดและลดความต้องการทางพลังงานลง การปรับปรุงอาคารดังกล่าวจะต้องมีมาตรฐานสูงและราคาไม่แพง วิธีหนึ่งที่จะสามารถทำให้การปรับปรุงอาคารมีราคาย่อมเยาได้คือ การรวม “บริการ” 2 ชนิดที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจดังกล่าวเข้าด้วยกันเพื่อประหยัดค่าดำเนินการ นั่นคือ ควรมีการรวมบริการการให้ทุน (financing) และบริการการปรับปรุงอาคาร (execution of retrofits) เข้าด้วยกันเพื่อให้ผู้บริโภคและธุรกิจของอียูสามารถปรับปรุงอาคารได้สะดวกและประหยัด โดยการติดต่อเพียง 1 หน่วยธุรกิจและเสียค่าบริการเพียงครั้งเดียว (one-stop shop)
การปรับปรุงประสิทธิภาพในการใช้พลังงานในภาคการคมนาคมเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะช่วยให้อียูเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส ด้วยระดับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีประหยัดพลังงานในภาคการคมนาคมที่นาย Birol กล่าวว่าอียูมีเหนือสหรัฐอเมริกานั้น ภายในปี ค.ศ. 2035 หากอียูยังคงพัฒนาเทคโนโลยีการประหยัดพลังงานอย่างต่อเนื่องต่อไป ภาคการคมนาคมของอียูจะสามารถลดการบริโภค/นำเข้าน้ำมันได้ถึงเกือบ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือเกือบ 3 ใน 4 ส่วนของพลังงานที่ประหยัดได้ทั้งหมดจากการปรับปรุงเทคโนโลยีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนาย Birol คาดว่าจะมีมูลค่าเท่ากับการออมเงิน 3.8 ล้านล้านยูโร ภายในปี ค.ศ. 2035
20 พฤศจิกายน 2556
แหล่งข้อมูล:
ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในยุโรป
Original page:
www2.thaieurope.net/นโยบายด้านพลังงานของอี/
www2.thaieurope.net/นโยบายด้านพลังงานของอี/
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
