EU ให้ความสำคัญกับเกษตรกรรมแบบครอบครัว (family farming)
EU ให้ความสำคัญกับเกษตรกรรมแบบครอบครัว (family farming)
         ตามที่ องค์การสหประชาชาติได้ประกาศให้ปี ๒๕๕๗ เป็นปีสากลแห่งเกษตรกรรมแบบครอบครัว หรือ “International Year of Family Farming(IYFF)” ตามข้อเสนอของสมัชชา FAO สมัยที่ ๓๗ นั้น
         สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป ได้ติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการที่ EUให้ความสำคัญกับเกษตรกรรมแบบครอบครัวและกำหนดนโยบายส่งเสริมสนับสนุนให้การทำการเกษตรดังกล่าวใน EU สามารถดำเนินต่อไปได้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหาร พัฒนาเศรษฐกิจในชนบท และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งสรุปประเด็นสำคัญได้ ดังนี้

1. เกษตรกรรมแบบครอบครัว (family farming) เป็นรูปแบบการดำเนินงานของภาคเกษตรที่ยังคงพบเห็นได้มากใน EU และมีความสำคัญต่อ EU เนื่องจากเป็นแบบอย่างการเกษตรที่จะนำไปสู่ความสามารถในการแข่งขัน ความยั่งยืน และเป็นการทำการเกษตรที่มุ่งเน้นตลาดเป็นหลัก (market-oriented) เกษตรกรรมแบบครอบครัวมีส่วนเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหาร ช่วยตอบสนองความต้องการของสังคมทั้งด้านความปลอดภัย คุณภาพ คุณค่า แหล่งที่มา และความหลากหลายของอาหาร ยิ่งไปกว่านั้น เกษตรกรรมแบบครอบครัวยังมีส่วนอนุรักษ์รูปแบบการดำรงชีวิตของสังคมในชนบทและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในชนบทด้วย

2. เกษตรกรรมแบบครอบครัวมีแนวโน้มลดลง ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ฟาร์มเกษตรใน EU แบบใช้แรงงานในครอบครัวมีจำนวนลดลง เนื่องจากต้องเผชิญกับแรงกดดันจากการที่ต้องเพิ่มผลผลิตและการแข่งขัน ส่งผลให้เกษตรกรรมแบบครอบครัวประสบความยากลำบากขึ้นเรื่อยๆ การผลิตสินค้าเกษตรได้หันเหไปสู่ระบบกระจุกตัว เป็นการผลิตแบบเข้มข้น (intensive production) จำนวนฟาร์มลดลงและมีขนาดใหญ่ขึ้น เป็นฟาร์มที่เน้นการผลิตเฉพาะอย่างเพื่อให้เกิดการประหยัดจากขนาด (economie of scale)[1] มีการเพิ่มศักยภาพและความยืดหยุ่นในการทำฟาร์มโดยการจัดสรรทรัพยากรไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ฟาร์มเกษตรขนาดเล็กจึงมีข้อเสียเปรียบจากโครงสร้างที่กระจายตัว ข้อจำกัดด้านการเงิน แรงงาน การเข้าถึงตลาด และอำนาจการต่อรอง ทำให้สัดส่วนของมูลค่าเพิ่ม (value-added) ที่ได้รับตอบแทนในห่วงโซ่ผลิตอาหารลดลง การขยายขนาดของฟาร์มให้ใหญ่ขึ้นจึงเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้สามารถอยู่รอดได้ แต่ก็ส่งผลเสียต่อคุณค่าของเกษตรกรรมแบบครอบครัว (value of family farming) รวมไปถึงการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นและระดับภูมิภาค

3. EU ตระหนักถึงความสำคัญของเกษตรกรรมแบบครอบครัว ในการประชุมอย่างไม่เป็นทางการของรัฐมนตรีเกษตรแห่งสหภาพยุโรป ที่เมืองวิลนีอุส ประเทศลิธัวเนีย ระหว่างวันที่ ๘-๑๐ กันยายน ๒๕๕๖ ได้มีการหารือเกี่ยวกับโอกาสของเกษตรกรรมแบบครอบครัวในบริบทของโลกาภิวัฒน์ (Family farming prospects in the context of globalization) โดยปัญหาและแนวทางที่นำเสนอในที่ประชุมดังกล่าวจะนำไปใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UN) ในปี ๒๕๕๗ ซึ่ง UN ได้กำหนดให้เป็น “ปีสากลแห่งเกษตรกรรมแบบครอบครัว” หรือ “International  Year of Family Farming” ในการประชุมที่เมืองวิลนีอุส รัฐมนตรีเกษตรของประเทศสมาชิก EU ต่างยอมรับบทบาทของเกษตรกรรมแบบครอบครัวว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ EU บรรลุเป้าหมายความมั่นคงด้านอาหาร เป้าหมายในการนำเสนอสินค้าสาธารณะสู่สังคม (public goods)[2] เพื่อให้สังคมชนบทอยู่รอดและเป็นหลักรับประกันการผลิตอาหารที่มีคุณภาพสูง ศาสตราจารย์ Vigilijus Jukna รัฐมนตรีเกษตรของประเทศลิธัวเนียตั้งเป้าหมายว่า “จะพัฒนาเกษตรกรรมแบบครอบครัวให้ทันสมัย มีความสามารถในการแข่งขันและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งจะพยายามดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้สนใจเข้ามาทำงานในฟาร์มเพิ่มขึ้นเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของสังคมชนบท” กลยุทธ์ที่ EU จะนำมาใช้เสริมสร้างความแข็งแกร่งของเกษตรกรรมแบบครอบครัว ได้แก่ การส่งเสริมความร่วมมือและพัฒนาเกษตรกรให้มีอำนาจในการต่อรองเพิ่มขึ้น การลดขั้นตอนของห่วงโซ่ผลิตอาหารและเน้นการจำหน่ายสินค้าโดยตรงจากฟาร์มถึงมือผู้บริโภค (ซึ่งเป็นระบบผลิตที่เน้นคุณภาพ ความสดใหม่ รสชาติ และความปลอดภัยของอาหารเป็นหลัก) การเร่งให้มีการถ่ายทอดนวัตกรรมและนำเทคโนโลยีที่ได้จากการวิจัยไปใช้ในทางปฏิบัติในการทำฟาร์ม การเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้รับการอบรมและคำปรึกษาอย่างสม่ำเสมอ

4. การปฏิรูปนโยบายเกษตรร่วม (CAP) กับเกษตรกรรมแบบครอบครัว การปฏิรูป CAP ครั้งล่าสุดมีส่วนสนับสนุนให้เกษตรกรรมแบบครอบครัวมีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น โดยจะปรับการจ่ายเงินอุดหนุนโดยตรง (direct payments) ที่อยู่ภายใต้เสาหลักที่ ๑ ให้ตรงกับเป้าหมายยิ่งขึ้นและเน้นที่คนรุ่นใหม่ กล่าวคือ เกษตรกรรายใหม่ที่มีอายุต่ำกว่า ๔๐ ปีจะได้รับเงินอุดหนุนโดยตรงเพิ่มเติมร้อยละ ๒๕ เป็นระยะเวลา ๕ ปี หรือจนกระทั่งเกษตรกรมีอายุครบ ๔๐ ปี และจะมีการให้เงินอุดหนุนผ่านเสาหลักที่ ๒ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรรุ่นใหม่ในการตั้งตัวและลงทุนในเบื้องต้น CAP ฉบับใหม่จึงเป็นคำตอบในการสนับสนุนความยั่งยืนของเกษตรกรรมแบบครอบครัว ซึ่งจะขึ้นอยู่กับประเทศสมาชิกว่าจะสามารถนำเครื่องมือดังกล่าวไปใช้ได้อย่างถูกต้องหรือไม่เพื่อดึงศักยภาพ ของภาคเกษตรยุโรปและเกษตรกรรมแบบครอบครัวออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่

5. คณะกรรมาธิการเกษตรและพัฒนาชนบท (The Directorate-General for Agriculture and Rural Development of the European Commission) จะจัดการประชุม (Conference) ในหัวข้อ “Family farming: A dialogue towards more sustainable and resilient farming in Europe and the world” ณ กรุงบรัสเซลส์ ในวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ เพื่อสร้างความตระหนักในบทบาทอันสำคัญของเกษตรกรรมแบบครอบครัว วิเคราะห์ความท้าทาย และร่วมกันกำหนดแนวทางที่ควรดำเนินการต่อไปในอนาคต  ในการนี้ คณะกรรมาธิการฯ ได้กราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เป็น Keynote Speaker ในการเปิดการประชุมดังกล่าว  ซึ่งผลสรุปจากการประชุมจะนำไปเป็นประเด็นหารือส่วนหนึ่งในการประชุมสมัชชาภูมิภาคยุโรปของ FAO ซึ่งจะมีขึ้นในปี ๒๕๕๗ ณ กรุงบูคาเรส ประเทศโรมาเนีย รวมทั้งจะนำไปสู่การจัดกิจกรรมเนื่องในปีสากลแห่งเกษตรกรรมแบบครอบครัวในประเทศสมาชิกต่าง ๆ ของ EU ในปี ๒๕๕๗ ด้วย
 




โดย : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

[1]การประหยัดต่อขนาด (Economy of scale) หมายถึง การผลิตจำนวนมากๆ เพื่อให้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำลงและสามารถแข่งขันได้ ทำให้ธุรกิจขนาดใหญ่ได้เปรียบธุรกิจขนาดเล็กในเรื่องต้นทุนเฉลี่ยต่ำ
[2]การเกษตรกรรมแบบครอบครัวมีบทบาทในการนำเสนอสินค้าสาธารณะให้สังคม เพราะเป้นระบบที่ส่งเสริมการทำงานของระบบนิเวศ ช่วยอนุรักษ์สภาพภูมิทัศน์และมรดกทางวัฒนธรรม

17 ตุลาคม 2556
แหล่งข้อมูล: ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในยุโรป

Back to the list

More Related

  • โปรตุเกสอาจไม่ใช่ประเทศลำดับต้น ๆ ที่โลกนึกถึงถ้าจะต้องเลือกไปค้าและลงทุน ณ เวลานี้ แต่สำหรับประเทศไทย เป็นจังหวะที่น่าสนใจ ต้นเดือน ก.ค. ศกนี้ กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ ชวนไปสำรวจโอกาสในโปรตุเกสด้วยกัน เพราะกำลังจะจะมีการหารือสองฝ่ายที่เรียกว่า การประชุม Political Dialogue ไทย-โปรตุเกส ครั้งที่ 2 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 8 ก.ค. 2559 ที่กรุงลิสบอน เมืองหลวงของโปรตุเกส ไทยอยากผลักดันเรื่องอะไรกับโปรตุเกส เวทีนี้คือโอกาส
  • แรงจูงใจทางด้านภาษีคือแม่เหล็กสำคัญที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ใช้ดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติ รัฐบาลในอียูหลายประเทศก็เช่นกัน ต่างแข่งขันกันลดภาษีดึงดูดการลงทุน จนเรียกได้ว่ากลายเป็นสงครามภาษีระหว่างประเทศ  หรือ International Tax War แต่ตอนนี้ เอกชนที่ไปลงทุนในอียูคงต้องระวังมากขึ้น เพราะแรงจูงใจทางภาษีที่ได้รับ อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายบริษัท หากไม่ได้ตรวจสอบให้ดีก่อนว่า การลดหรือยกเว้นภาษีนั้นผิดกฎการอุดหนุนโดยภาครัฐ  
  • ฟินแลนด์ ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย นอกจากจะเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงด้านความสวยงามทางธรรมชาติท่ามกลางบรรยากาศอันหนาวเย็น
  • สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Implementing Decision 2015/1338 of 30 July 2015 amending Decision 2011/163/EU on the approval of plans submitted by third countries in accordance with Article 29 of Council Directive 96/23/EC ซึ่งเป็นการปรับปรุงแก้ไขบัญชีรายชื่อประเทศที่สามที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าสินค้าที่ปลอดสารตกค้่าง
  • เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 ทางสหภาพยุโรปได้ออกประกาศกฎระเบียบ 2 ฉบับ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้...
  • เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๘ สหภาพยุโรปออกประกาศกฎระเบียบ Commission Regulation (EU) 2015/1005 of 25 June 2015 amending Regulation (EC) No 1881/2006 as regards maximum levels of lead in certain foodstuffs โดยตีพิมพ์ใน EU Official Journal L 161/9 ซึ่งเป็น การกำหนดระดับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่ว (lead) ในสินค้าอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน อันเป็นการแก้ไขกฎระเบียบเดิม ซึ่งได้แก่ Regulation (EC) No 1881/2006 เพื่อให้สอดคล้องกับผลงานวิจัย ของคณะทำงาน CONTAM Panel ของ EFSA ซึ่งได้ระบุว่า สารตะกั่วที่ได้รับผ่านการบริโภคอาหาร สามารถก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อพัฒนาการทางสมองในเด็กเล็ก และก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และ ความเป็นพิษต่อไตในผู้ใหญ่ได้ จึงเห็นควรให้มีการปกป้องกลุ่มผู้บริโภคที่มีความเสี่ยง คือ กลุ่มเด็กเล็กและ ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ ดังนั้น ในครั้งนี้ จึงให้มีการปรับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่วในสินค้าพืช สัตว์ และสัตว์น้ำบางรายการขึ้นใหม่...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ