อินเดียออกพิมพ์เขียวปฎิรูปอุตสหกรรมแปรูปอาหาร โอกาสของผู้ประกอบการไทย
อินเดียออกพิมพ์เขียวปฎิรูปอุตสหกรรมแปรูปอาหาร โอกาสของผู้ประกอบการไทย
        รัฐบาลอินเดียออกพิมพ์เขียวปฏิรูปอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ตั้งเป้าภายในปี 2558 จะมีรายได้จากอุตสาหกรรมนี้เพิ่ม 3 เท่า เป็น  7.5 ล้านล้านบาท (13 ล้านล้านรูปี) จากยอด 10 ปีก่อน 
        อาหารแปรรูปจัดเป็นหนึ่งในสาขาอุตสาหกรรมที่ขยายตัวมากที่สุดของอินเดีย ทั้งในแง่การผลิต การขยายตัวของของการบริโภค และการส่งออก 
        พิมพ์เขียวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการเติบโตของชนชั้นกลางอินเดีย ซึ่งมีทั้งกำลังซื้อและพฤติกรรมการบริโภคสมัยใหม่ที่ให้ความสำคัญเพิ่มมากขึ้นกับเรื่องสุขภาพและอนามัย ตลอดจนความสะดวกสบาย
        ในอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป อินเดียถือเป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจ  และยังคงเปิดกว้างสำหรับ        นักลงทุนต่างชาติ ทั้งนี้ เพราะอินเดียยังมีจุดอ่อนเรื่องเครื่องจักรและเทคโนโลยีที่ทันสมัย  รวมถึงบรรจุภัณฑ์ และการควบคุมคุณภาพ  อย่างไรก็ดี นักลงทุนต่างชาติมองว่า อินเดียยังจัดเก็บภาษีอาหารแปรรูปในอัตราที่สูงอยู่ 
        สถานกงสุลใหญ่ของไทย ณ เมืองเจนไนให้ความเห็นว่า การปฏิรูปอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารของอินเดีย จะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักลงทุนชาวไทย  โดยเฉพาะรายที่มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตและการบริหารจัดการ รวมถึงมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่นในกรณีของ CP ที่เข้าไปลงทุนในอินเดียตั้งแต่ปี 2535 และขยายกิจการเรื่อยมาทั้งธุรกิจสัตว์บก สัตว์น้ำ และอาหารสัตว์
รัฐบาลอินเดียเองก็ตระหนักดีถึงศักยภาพนี้ของนักลงทุนไทย และกำลังเร่งเชิญชวนให้นักธุรกิจไทยเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร
ในแต่ละปี อินเดียสามาถผลิตอาหารจากผักและผลไม้ ได้จำนวนมากถึง 205 ล้านตัน เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากจีน  อย่างไรก็ดี ในจำนวนนี้ ถูกนำมาแปรรูปเพียง 2.2% ซึ่งมีนัยว่าอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหารของอินเดียยังเติบโตได้อีกมาก
        ตลาดส่งออกอาหารแปรรูปหลักๆ ของอินเดีย ซึ่งทำรายได้ในปี 2554 ประมาณ 7.5 หมื่นล้านบาท (1.5 แสนล้านรูปี) คือ รัสเซีย สหรัฐฯ สหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ มาเลเซีย ศรีลังกา สหราชอาณาจักร  เนปาล       ซาอุดีอาระเบีย ปากีสถาน และอินโดนีเซีย โดยผลิตภัณฑ์หลักๆ  ได้แก่ ผัก ผลไม้ เครื่องเทศ เนื้อสัตว์ และเนื้อสัตว์ปีก นม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สินค้าประมง ถั่ว ธัญพืชแปรรูปและหมวดอาหารอื่นๆ เช่น ขนมหวาน  ที่ทำจากช็อกโกแลต ถั่วเหลือง และน้ำแร่      

22 พฤศจิกายน 2556
แหล่งข้อมูล: สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจน
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

Back to the list

More Related

  • อุตสาหกรรมอาหารในอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างสดใสและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากกำลังซื้ออันมหาศาลของประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลาง และพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่กล้าซื้อกล้าลองสินค้าจากต่างประเทศ นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านและอาหารสำเร็จรูป
  • จากความเข้มข้นในการแข่งขันทางการค้าการลงทุนในโลกปัจจุบัน ทำให้หลายประเทศต้องระดมสมองสร้าง Brand Image ที่บ่งบอกภาพลักษณ์และจุดเด่นต่าง ๆ โดยเฉพาะศักยภาพด้านเศรษฐกิจของประเทศนั้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินการค้าการลงทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ
  • ทุกคนฝันจะมีบ้านเป็นของตนเอง เมื่อเขาได้เป็นเจ้าของบ้าน เขาจะมีความหวังใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะช่วยทำความฝันของเขาเหล่านั้นให้เป็นจริง
  • “อินเดีย” ตลาดที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก กำลังผงาดขึ้นเป็นตลาดเนื้อหอมในภูมิภาคเอเชีย และมีโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยอีกมากจากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ อาทิ ยุทธศาสตร์ที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้กับไทย นโยบาย “Come, Make in India” เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลอินเดีย รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก
  • ปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการคำนึงถึงเมื่อตัดสินใจไปค้าขายลงทุนต่างประเทศก็คือค่าครองชีพ ค่าครองชีพที่สูงอาจทำให้ผู้ประกอบการใจชื้นเพราะมีนัยถึงกำลังซื้อที่สูงของผู้บริโภคที่นั่น แต่มองอีกมุมหนึ่ง ค่าครองชีพที่สูงกว่าประเทศของตนก็ทำให้ผู้ประกอบการต้องคิดอย่างรอบด้านก่อนจะเดินทางไปลงทุนหรือเจรจาค้าขายในต่างแดน อินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่ดึงดูดความสนใจของพ่อค้าวาณิชจากทั่วโลกรวมถึงผู้ประกอบการไทย แล้วค่าครองชีพในอินเดียเมื่อเทียบกับไทยหล่ะ?
  • อินเดียนั้นเป็นประเทศผู้ผลิตผลไม้และผักสดในอันดับต้น ๆ ของโลก ในแต่ละปีสามารถผลิตผลไม้ได้มากกว่า 80 ล้านตัน โดยผลไม้สำคัญของอินเดีย ได้แก่ มะม่วงและกล้วย ซึ่งผลิตได้มากที่สุดในโลก รองลงมาได้แก่ แอปเปิ้ล สัปปะรด ส้ม องุ่น และทับทิม ซึ่งรสชาติของผลไม้อินเดียมีรสอร่อยไม่แพ้ผลไม้ไทยเช่นกัน...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ