“สินค้าปะตราห้าง” อีกหนึ่งทางเลือกในการบุกตลาดอินเดีย
“สินค้าปะตราห้าง” อีกหนึ่งทางเลือกในการบุกตลาดอินเดีย
     “สินค้าปะตราห้าง” (Private Labels) กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในอินเดีย โดยสถาบันวิจัยตลาดNeilson ประเมินว่าขยายตัวสูงถึง 20-25 %ต่อปี และน่าจะมียอดขายปีละกว่า 15,000 ล้านบาทภายในปี 2558
     Private Labels คือ สินค้าที่ผู้ผลิตอิสระผลิตให้แก่ห้างค้าปลีกรายใหญ่เพื่อจำหน่ายใน supermarket หรือ hypermarket รายนั้นเพียงรายเดียว โดยห้างโมเดิร์นเทรดมีนโยบายส่งเสริม Private Labels เนื่องจากมีต้นทุนต่ำในการผลิตและการทำการตลาด
     ปัจจุบัน สินค้าปะตราห้าง มีสัดส่วน 4.5 %ของสินค้าทั้งหมดที่ขายในห้างโมเดิร์นเทรด แต่นักวิเคราะห์คาดว่า สัดส่วนดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็น 25 %ภายใน 15 ปีข้างหน้า
     ยอดขายของโมเดิร์นเทรดมีสัดส่วน 2.2 %ของยอดค้าปลีกรวมของอินเดีย ซึ่งมีสัดส่วน 15 %ของ GDP ของประเทศ
     Future Group กลุ่มบริษัทค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของอินเดียประกาศว่า ในอีก 3-6 เดือนข้างหน้า จะเปิดตัวสินค้า Private Labels ใหม่อีก 6-8 ผลิตภัณฑ์ จากที่มีอยู่แล้ว 40-50 ผลิตภัณฑ์
     แม้สินค้า Private Labels ในตลาดอินเดียได้เปิดตัวมาหลายปีแล้ว แต่ชนิดของสินค้าก็ยังกระจุกตัวอยู่ไม่กี่อย่าง โดยประมาณ 75 %เป็นสินค้าในหมวดอาหาร เนื่องจากสินค้าอื่นๆ โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้ายังไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร เพราะชาวอินเดียยังคงชอบสินค้าอิเล็กทรอนิกส์แบรนด์ต่างประเทศอยู่
     อย่างไรก็ตาม โมเดิร์นเทรดหลายแห่งก็พยายามทำตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าปะตราห้างเพิ่มขึ้น เช่น แบรนด์ Croma ของกลุ่ม Infiniti Retail (บริษัทในเครือ Tata) ซึ่งน่าจะมียอดขายมากกว่า 1 พันล้านบาท (2 พันล้านล้านรูปี) ในปี 2557 และมีแผนที่จะเปิดตัวโทรศัพท์มือถือและ tablet เร็วๆ นี้
     สถานกงสุลใหญ่ของไทย ณ เมืองมุมไบให้ข้อคิดเห็นว่า อินเดียน่าจะส่งเสริมและพัฒนาสินค้า Private Labels มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เพราะนอกจากจะช่วยทำให้นำเข้าสินค้าประเภทนี้น้อยลงแล้ว ยังเป็นโอกาสในการส่งออกไปขายในต่างประเทศด้วย
     ดังนั้น การร่วมมือกับบริษัทโมเดิร์นเทรดของอินเดียจึงเป็นโอกาสของผู้ผลิตไทยในการทำตลาดอินเดีย


     ขอบคุณรูปภาพจาก : http://www.it24hrs.com/2011


13 ธันวาคม 2556
แหล่งข้อมูล: สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองมุมไบ
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • อุตสาหกรรมอาหารในอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างสดใสและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากกำลังซื้ออันมหาศาลของประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลาง และพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่กล้าซื้อกล้าลองสินค้าจากต่างประเทศ นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านและอาหารสำเร็จรูป
  • จากความเข้มข้นในการแข่งขันทางการค้าการลงทุนในโลกปัจจุบัน ทำให้หลายประเทศต้องระดมสมองสร้าง Brand Image ที่บ่งบอกภาพลักษณ์และจุดเด่นต่าง ๆ โดยเฉพาะศักยภาพด้านเศรษฐกิจของประเทศนั้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินการค้าการลงทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ
  • ทุกคนฝันจะมีบ้านเป็นของตนเอง เมื่อเขาได้เป็นเจ้าของบ้าน เขาจะมีความหวังใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะช่วยทำความฝันของเขาเหล่านั้นให้เป็นจริง
  • “อินเดีย” ตลาดที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก กำลังผงาดขึ้นเป็นตลาดเนื้อหอมในภูมิภาคเอเชีย และมีโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยอีกมากจากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ อาทิ ยุทธศาสตร์ที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้กับไทย นโยบาย “Come, Make in India” เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลอินเดีย รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก
  • ปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการคำนึงถึงเมื่อตัดสินใจไปค้าขายลงทุนต่างประเทศก็คือค่าครองชีพ ค่าครองชีพที่สูงอาจทำให้ผู้ประกอบการใจชื้นเพราะมีนัยถึงกำลังซื้อที่สูงของผู้บริโภคที่นั่น แต่มองอีกมุมหนึ่ง ค่าครองชีพที่สูงกว่าประเทศของตนก็ทำให้ผู้ประกอบการต้องคิดอย่างรอบด้านก่อนจะเดินทางไปลงทุนหรือเจรจาค้าขายในต่างแดน อินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่ดึงดูดความสนใจของพ่อค้าวาณิชจากทั่วโลกรวมถึงผู้ประกอบการไทย แล้วค่าครองชีพในอินเดียเมื่อเทียบกับไทยหล่ะ?
  • อินเดียนั้นเป็นประเทศผู้ผลิตผลไม้และผักสดในอันดับต้น ๆ ของโลก ในแต่ละปีสามารถผลิตผลไม้ได้มากกว่า 80 ล้านตัน โดยผลไม้สำคัญของอินเดีย ได้แก่ มะม่วงและกล้วย ซึ่งผลิตได้มากที่สุดในโลก รองลงมาได้แก่ แอปเปิ้ล สัปปะรด ส้ม องุ่น และทับทิม ซึ่งรสชาติของผลไม้อินเดียมีรสอร่อยไม่แพ้ผลไม้ไทยเช่นกัน...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ