
นายส้าว ฉีเหว่ย อธิบดีกรมการท่องเที่ยวแห่งชาติจีนเผยในงานประชุมความร่วมมือและการพัฒนาการท่องเที่ยวระหว่างมลรัฐของอเมริกาและมณฑลของจีนว่า ปัจจุบันจีนได้พัฒนาเป็นตลาดการท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในปีที่ผ่านมา จีนกลายเป็นประเทศที่ใช้จ่ายในการเที่ยวต่างประเทศสูงเป็นอันดับ 1 ของโลก และเป็นประเทศรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากเป็นอันดับที่ 3 รวมทั้งเป็นประเทศที่มีรายได้การท่องเที่ยวจากต่างประเทศมากเป็นอันดับที่ 4 ในโลก และคาดว่าจะมีประชากรจีนจำนวน 400 ล้านคนเดินทางท่องเที่ยวที่ต่างประเทศภายใน 5 ปีข้างหน้า
เมื่อวันที่ 9 ต.ค. 56 กรมการท่องเที่ยวแห่งชาติจีนได้ร่วมมือกับกรมการท่องเที่ยวแห่งชาติสหรัฐอเมริกา จัดงานประชุมความร่วมมือและการพัฒนาการท่องเที่ยวระหว่างมลรัฐของอเมริกาและมณฑลของจีน โดยมีนักท่องเที่ยวและผู้ที่เกี่ยวข้องจากจีนกว่า 1,000 คนเดินทางเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ นับว่าเป็นกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวขนาดใหญ่ที่สุดระหว่างจีน-สหรัฐอเมริกา ปัจจุบัน จีน-สหรัฐอเมริกาเป็นแหล่งการท่องเที่ยวและจุดหมายการท่องเที่ยวที่สำคัญซึ่งกันและกัน ตั้งแต่จีนเปิดให้ชาวจีนจัดทัวร์เดินทางท่องเที่ยวที่สหรัฐอเมริกาในปี 2551 เป็นต้นมา มีชาวจีนกว่า 5.76 ล้านคนได้ไปท่องเที่ยวที่สหรัฐอเมริกา เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 18 ต่อปี ตัวเลขการไปมาหาสู่ระหว่าง 2 ประเทศได้เพิ่มจาก 2.56 ล้านคนในปี 2551 เป็น 3.84 ล้านคนในปี 2555 เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 10 ต่อปี ซึ่งกล่าวได้ว่าจีน-สหรัฐอเมริกาได้เข้าสู่ช่วงที่ปฏิสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยวดีที่สุดในประวัติศาสตร์
แม้ว่าจีนได้เริ่มดำเนินกฏหมายการท่องเที่ยวของจีนตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็น “กฏหมายเหล็ก” สั่งห้ามการกระทำที่มิชอบของบริษัททัวร์ อาทิ การจัด “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” หรือ การเพิ่มแหล่งซื้อของในโปรแกรมทัวร์ เป็นต้น ผู้เชี่ยวชาญคาดว่ากฏหมายการท่องเที่ยวดังกล่าวนี้จะส่งผลกระทบต่อราคาทัวร์ให้พุ่งสูงขึ้นจนกระทั่งทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางไปต่างประเทศลดลงบางส่วน
แต่ความจริงตามที่หน่วยงานการท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องสำรวจ พบว่า ปัจจุบันนักท่องเที่ยวชาวจีนร้อยละ 70 เลือกไปเที่ยวด้วยตนเอง มีเพียงไม่ถึงร้อยละ 30 ที่เลือกท่องเที่ยวไปกับคณะทัวร์ นอกจากนี้ บริษัททัวร์ในจีนก็มีการเปลี่ยนกลยุทธ์การตลาด โดยจัดคณะทัวร์ “เที่ยวด้วยตนเอง” ซึ่งให้บริการเฉพาะตั๋วเครื่องบิน รถยนต์ และที่พักโรงแรมในท้องถิ่น นักท่องเที่ยวสามารถจัดโปรแกรมของตนเองได้ ซึ่งถือว่าเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ดึงดูดนักท่อวเที่ยว ดังนั้น ผลกระทบของกฎหมายท่องเที่ยวใหม่จีนจะมีมากเท่าใดยังต้องใช้เวลาในการทดสอบ
http://www.thaibizchina.com/thaibizchina/th/china-economic-business/result.php?IBLOCK_ID=69&SECTION_ID=464&ELEMENT_ID=13218
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
