
การประกาศของ BlueScope ยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมเหล็กกล้า สัญชาติออสเตรเลียที่จะเข้าลงทุนในนครซีอานทำให้เกิดโครงการฐานการผลิตเหล็กกล้าแห่งแรกของจีนที่ได้รับการอนุมัติการออกแบบโครงสร้างได้ตามมาตรฐานChina Green Building Evaluation Label ซึ่งมี CSUS(China Society Urban Studies) ภายใต้กระทรวงการเคหะและการวางผังเมือง มาทำความรู้จัก China Green Building Evaluation Label
China Green Building Evaluation Label และ Ecological cities ต่างกันอย่างไร
ในส่วนของ China Green Building Evaluation Label นั้นคล้ายกับเป็นการต่อยอดจากแนวความคิดเรื่อง Eco Cities ที่เน้นตั้งแต่การวางแผนระบบการก่อสร้างให้ประหยัดและกระทบต่อสภาพแวดล้อมเดิมน้อยที่สุดและถือเป็นมาตรฐานการรับรองอาคารสีเขียวสัญชาติจีนที่ได้คิดค้นและพัฒนาขึ้นมาจากมาตรฐานการรับรองอาคารสีเขียวจากหลายๆแห่งของโลก สอดคล้องกับคำกล่าวของรศ.ฉิว เป่าซิ่ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีฝ่ายการพัฒนาที่อยู่อาศัยเมืองและชนบท(Housing and Urban-Rural Development) ที่กล่าวว่าไว้ใน China\'s large public buildings green energy saving Summit เมื่อวันที่ 8 พ.ย.2011 “มาตรฐานที่สำคัญยิ่งของการเป็นเมืองนิเวศน์100 เปอร์เซ็นนั้นจำเป็นต้องมีรากฐานมาจากการก่อสร้าง ถึงจะสามารถเรียกได้ว่าตรงตามมาตรฐานอาคารสีเขียวอย่างแท้จริง” ส่านซีพร้อมแล้วกับการสร้างโรงงาน,ที่พักอาศัยแบบอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อาคารสีเขียวที่ได้รับตรารับรอง(China Green Building Label)แล้ว 10 อันดับแรกของประเทศเรียงลำดับจากคะแนนสูงที่สุด[1]
ข้อมูลจาก www.gbmap.org เผยว่ามณฑลส่านซีเป็นมณฑลทางจีนตะวันตกเพียงมณฑลเดียวที่มีจำนวนของโครงการประหยัดพลังงานที่ได้รับตรารับรองอาคารสีเขียวจีน (China Green Building Label) มากติดอันดับประเทศ(ในระดับ 1-2 ดาว,โดยอาคารโรงงานผลิตชิ้นส่วนของ Blue Scope เป็นโรงงานแห่งแรกในมณฑลและของจีนที่ผ่านมาตรฐานอาคารสีเขียวระดับ 3 ดาว) โดยอยู่ในลำดับที่ 10 (96 คะแนน)มีโครงการจำนวนโครงการอาคารสีเขียวทั้งสิ้น 53 โครงการ โดยมณฑลเจียงซูมีโครงการอาคารสีเขียวทั้งสิ้น 262 โครงการ 597 คะแนน ตัวเลขแนวโน้มจำนวนโครงการที่มีแนวโน้มเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอาคารสีเขียวในมณฑลส่านซีมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆโดยในปี 2012 จำนวน 15 โครงการและในปี 2013 มีจำนวนโครงการใหม่เกิดขึ้นประมาณ 22 โครงการแล้ว สอดคล้องกับกระแสการสร้างเมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในจีนที่นับวันจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆโดยเมื่อปี 2010 คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ(NDRC)ได้ประกาศให้ 5 มณฑล 8 เมืองหลักเป็นเมืองนำร่อง Low Carbon ได้แก่มณฑลกวางตุ้ง เหลียวหนิง หูเป่ย ส่านซีและยูนนาน และเมืองทั้ง 8 แห่งได้แก่ นครเทียนจิน,ฉงชิ่ง,เซินเจิ้น,เซี่ยเหมิน,หังโจว,หนานชาง,กุ้ยหยางและเป่าติ้งให้มีการบรรจุแผนพัฒนาลงในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 โดยต้องครอบคลุมเนื้อหาดังนี้ (1) การผสมผสานและพัฒนาการใช้ระบบพลังงานในตัวเมืองให้สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาทางเศรษฐกิจในแต่ละพื้นที่ (2)สนับสนุนนโยบายการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ (3)สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่จะเป็นประโยชน์ต่อการลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ (4) สนับสนุนการปรับปรุงฐานข้อมูล GHG Emission database (ระบบคำนวณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์)[2] และถึงแม้ในปัจจุบันมณฑลส่านซีจะยังเป็นมณฑลที่มีจำนวนโครงการก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุดในจีนตะวันตกแต่มณฑลอื่นๆใกล้เคียงก็มีการตื่นตัวต่อกระแสการก่อสร้างอาคารสีเขียวเช่นกัน โดยมณฑลเสฉวนนครเฉิงตูพบข้อมูลของการเข้าร่วมโครงการมาตรฐานอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอาทิ LEED(Leadership in Energy and Environmental Design) ซึ่งเป็นระบบการวัดอาคารเขียวของสหรัฐอเมริกาจากU.S.Green Building Council [3] ซึ่งจากข้อมูลพบว่าในประเทศจีนส่วนใหญ่พื้นที่ที่ได้รับการรับรองด้วยระบบ LEED นี้มักตั้งอยู่ในพื้นที่ตะวันออกของจีน ข้อมูลเมื่อเดือนม.ค.2555 ประเทศจีนมีการยื่นขอรับรองจากระบบ LEED ทั้งสิ้นกว่า 800 แห่ง โดยได้รับการพิจารณาให้ได้รับตรารับรองแล้วทั้งสิ้น195 แห่ง[4] นครเฉิงตู [5] หนึ่งเดียวจากพื้นที่จีนตะวันตกที่ได้รับการรับรองมาตรฐานดังกล่าวแล้ว 3 โครงการ
อาคาร Shaanxi Science and Technology Resource Centre(陕西科技资源统筹中心) หนึ่งเดียวของมณฑลส่านซีที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก LEED
บทส่งท้าย
ข้อมูลอ้างอิง [1] http://www.gbmap.org/en/top10.php?act=d&type=s [2] “Sustainable Low-Carbon City Development in China”Axel Baeumler, Ede ljjasz-Vasquez, Shomik Mehndiratta. The World Bank, P 40 [3] มาตรฐานการรับรองอาคารสีเขียวจากประเทศสหรัฐอเมริกาและของโลกที่ได้รับรางวัลและความน่าเชื่อถือที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
[4]http://www.gbmap.org/article1.php?id=275 [5] http://www.gbmap.org/article1.php?id=275 ข้อมูลเพิ่มเติม 1. เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการตรวจสอบและออกใบรับรองให้แก่โครงการที่อยู่อาศัย,โรงงานต่างๆ นอกจากนี้ยังรับผิดชอบการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจถึงประโยชน์ของการก่อสร้างด้วยระบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศอีกด้วย ปัจจุบันมี 29 มณฑลเข้าร่วมโครงการเพื่อรับการตรวจสอบและออกใบรับรองนี้ 2.http://www.chinabusinessreview.com/chinas-green-building-future/ 3. http://www.usgbc.org/ 4. http://www.chtf.com/
ผู้อ่านหลายท่านอาจมีข้อสงสัยว่าแล้วEcological cities คืออะไรแตกต่างจากระบบมาตรฐาน China Green Building Evaluation Label อย่างไร Ecological cities (生态城市) เป็นหนึ่งทฤษฎีที่เริ่มขึ้นในปี 1970 โดย UN ด้วยแนวคิด "มนุษย์และชีวมณฑล (Man and the Biosphere)" ที่ว่าด้วยการดำรงชีวิตของมนุษย์รวมกับธรรมชาติอย่างลึกซึ้งตามหลักการที่เน้นการลดการใช้พลังงาน น้ำ รวมไปถึงอาหารหรือของที่ต้องจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตซึ่งเชื่อกันว่าจะสามารถช่วยลดปริมาณของความร้อน,ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์,ก๊าซมีเทนและน้ำเสียเป็นต้น ในประเทศจีนเริ่มมีกระแสการอนุรักษ์และประหยัดพลังงานมาตั้งแต่ปีช่วงปี 1990 โดยเริ่มมีการนำทฤษฎีการจัดการเชิงประหยัดพลังงานมาใช้ ในกระบวนการควบคุม จัดการและนำกลับมาใช้ใหม่ซึ่งครอบคลุมไปถึงการสร้างความผาสุกในชีวิตให้กับประชากรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่eco cities
10 เมืองที่ได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารสีเขียวจาก LEED

ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีหน่วยงานทั้งจากในและต่างประเทศที่พร้อมให้บริการการวางแผนก่อสร้างอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งสำหรับประเทศจีนเองแม้จะเรียกได้ว่าเพิ่งเริ่มคิดค้นมาตรฐานการรับรองอาคารสีเขียวเป็นของตนเองแต่ปัจจุบันจากข้อมูลสถิติและตัวเลขโครงการก่อสร้างอาคารสีเขียวจากหลายๆสถาบันการรับรองในจีนล้วนพบจำนวนที่สูงขึ้นซึ่งถือเป็นความท้าทายของหน่วยงานภาครัฐในการผลักดันให้มาตรฐานเป็นที่เชื่อถือในระดับนานาชาติแต่เชื่อได้ว่าหากได้รับการผลักดันและสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างจริงจังในอนาคต China Green Building Evaluation Label จะสามารถนำมาเป็นมาตรฐานหลักในการก่อสร้างอาคารสีเขียวทุกแห่งในประเทศจีนที่สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคได้อย่างแน่นอน
โดยเริ่มขึ้นเมื่อปี 2003
http://www.thaibizchina.com/thaibizchina/th/china-economic-business/result.php?IBLOCK_ID=69&SECTION_ID=459&ELEMENT_ID=13341
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
