เภสัชสมุนไพรจีน : สินค้าส่งออกมูลค่ากว่าพันล้านดอลลาร์สหรัฐ
เภสัชสมุนไพรจีน : สินค้าส่งออกมูลค่ากว่าพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

บทนำ ปัจจุบันระบบการรักษาพยาบาลของโลกได้แบ่งเป็น 2 ระบบหลัก คือ การรักษาแบบตะวันตก หรือที่เรียกกันว่าการแพทย์แผนปัจจุบัน และการรักษาแบบการแพทย์ทางเลือก หรือที่เรียกกันว่า การแพทย์แผนโบราณ โดยแพทย์แผนโบราณที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายทั่วโลกในปัจจุบัน คือ

การแพทย์แผนจีน (Traditional Chinese Medicine : TCM) กระบวนการและวิธีการรักษาพยาบาลของ 2 ระบบนี้ มีหลักวิธีที่แตกต่างกัน การแพทย์แบบตะวันตกจะเน้นการรักษาแก้ไขอาการที่เกิดขึ้น โดยการใช้สารเคมีเป็นหลักเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะได้ผลอย่างรวดเร็ว แต่อาจมีผลข้างเคียงหลายอย่าง ในขณะที่การรักษาแบบการแพทย์แผนจีน จะเน้นการรักษาที่สาเหตุของการเกิดโรค สร้างความสมดุลตามหลักธรรมชาติ โดยใช้การรักษาแบบองค์รวม เช่น การฝังเข็ม การใช้สมุนไพรจีน การนวด การรำมวยจีน การกดจุด การใช้อาหารรักษาโรค เป็นต้น ซึ่งผู้ป่วยจะไม่มีผลข้างเคียงจากการรักษา
การแพทย์แผนจีนเป็นศาสตร์ที่มีอายุมากกว่าสี่พันปีและได้มีการถ่ายทอดทางวิชาการและสืบทอดมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังได้มีการศึกษาวิจัยค้นคว้าอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศจีน และประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และประเทศต่างๆในยุโรป เพื่อพัฒนาศาสตร์การแพทย์แผนจีนให้เป็นแนวทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น ในปัจจุบันองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ให้การรับรองการแพทย์แผนจีนเป็น Complementary Medicine หรือ Alternative Medicine และได้มีการประกาศกลุ่มอาการโรคต่างๆที่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยการฝังเข็ม
ประเทศไทยมีความพยายามปรับปรุงและยกระดับมาตรฐานด้านการแพทย์แผนไทยโดยการตั้งกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก สังกัดกระทรวงสาธารณสุข แต่ในปัจจุบันการแพทย์แผนไทยยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายนัก ดังนั้น การศึกษาข้อมูลด้านการแพทย์แผนจีนและยุทธศาสตร์การพัฒนาของประเทศจีน เพื่อนำมาประยุกต์ใช้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาการแพทย์แผนไทยจึงถือเป็นสิ่งที่มีความสำคัญและมีประโยชน์อย่างยิ่ง
การใช้สมุนไพรในการรักษาโรค (เภสัชสมุนไพร)

เภสัชสมุนไพร ถือเป็นส่วนสำคัญของการรักษาด้วยการแพทย์แผนจีน ในปัจจุบันประเทศจีนมีโรงพยาบาลทั้งสิ้น 18,807 แห่ง เป็นโรงพยาบาลที่รักษาด้วยแผนปัจจุบัน 13,120 แห่ง และรักษาโดยการแพทย์แผนจีน 2,665 แห่ง (ข้อมูลปี 2549) ในปี 2550 มีรายงานว่าโรงพยาบาลที่รักษาโดยการแพทย์แผนจีนเพิ่มเป็น 3,000 แห่ง ครอบคลุมผู้ป่วยมากกว่า 234 ล้านคนต่อปี และมีโรงพยาบาลใหญ่ๆ จำนวนหนึ่งที่มีการรักษาแบบผสมผสานทั้งแผนตะวันตกและแพทย์แผนจีน การรักษาโดยการใช้เภสัชสมุนไพรจะเป็นการรักษาแบบองค์รวมโดยการใช้สมุนไพรหลากหลายชนิดร่วมกัน ซึ่งสมุนไพรที่ใช้นั้นขึ้นอยู่กับแต่ละอาการที่เกิดขึ้นและสภาพร่างกายของผู้ป่วยแต่ละคนที่จะแตกต่างกันไป สมุนไพรในประเทศจีนมีประมาณ 9,000 ชนิด มีการขึ้นทะเบียนในการใช้เป็นส่วนประกอบของยากว่า 58,000 ประเภท ปัจจุบันประเทศจีนมีบริษัทผลิตยาสมุนไพรเกือบ 1,500 แห่ง คิดเป็นมูลค่าการส่งออกกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
จากสถิติของเดือน ม.ค.-มิ.ย. 50 สามารถสรุปได้ ดังนี้

การผลิต

มูลค่า (ร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ)

เพิ่มขึ้น* (ร้อยละ)

ยาแผนจีนทั้งหมด

116.27

20.4

สมุนไพร

19.20

31.8

เภสัชสมุนไพร

97.07

18.3


การจัดจำหน่าย

มูลค่า (ร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ)

เพิ่มขึ้น* (ร้อยละ)

ยาแผนจีนทั้งหมด

107.05

20.8

สมุนไพร

17.85

31.3

เภสัชสมุนไพร

89.08

18.9


กำไรในระบบเศรษฐกิจ

มูลค่า (ร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ)

เพิ่มขึ้น* (ร้อยละ)

ยาแผนจีนทั้งหมด

7.69

42.5

สมุนไพร

0.76

58.81

เภสัชสมุนไพร

6.93

40.95

หมายเหตุ * - เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 49
ปี 2549
มูลค่าการนำเข้า-ส่งออกยาจีน (เภสัชสมุนไพรและสมุนไพร)

มูลค่า (ร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ)

เพิ่มขึ้น* (ร้อยละ)

มูลค่าการค้ารวม

13.89

23.88

การนำเข้า

2.99

9.64

การส่งออก

10.9

28.45


มูลค่าการส่งออกสมุนไพรจีน

สมุนไพรจีนมีการส่งออกทั้งสิ้น 410 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.38) โดยสมุนไพรที่มีมูลค่าการส่งออกสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

  1. โสม มีปริมาณการส่งออกทั้งหมด 2,522 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 34.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ราคาเฉลี่ยของการส่งออกคิดเป็น 13.56 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อกิโลกรัม โดยส่งออกในกลุ่มประเทศญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนาม ฮ่องกง และไต้หวัน เป็นหลัก
  2. ซินนามอน (肉桂,rougui)
  3. CORDYCEPIN (冬虫夏草,dong chong xia cao))
  4. พริกไทย
  5. เก๋ากี้ (gou qi)


ซินนามอน


โสม


เก๋ากี้


มูลค่าการนำเข้า-ส่งออกเภสัชสมุนไพร

มูลค่า (ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

เพิ่มขึ้น (ร้อยละ)

มูลค่าการค้ารวม

265

N/A

การนำเข้า

130

10.59

การส่งออก

135

9.85

ตลาดส่งออกหลักของเภสัชสมุนไพรจีน ได้แก่

  1. เอเชีย ได้แก่ ฮ่องกง ญี่ปุ่น สิงคโปร์ มาเลเซียและอินโดนีเซีย (96.97 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.46)
  2. แคนาดา (2.77 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 65.35)
  3. แอฟริกา (8.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 42.51)
  4. ยุโรป (11.62 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.58)
  5. อังกฤษ (4.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) วิธีการใช้ยาเภสัชสมุนไพร
วิธีการใช้สมุนไพรในการรักษาที่แพร่หลายในประเทศจีน คือ การเคี่ยว (จะใช้เวลามากกว่า 1 ชั่วโมง) และ การนำผงสมุนไพรมาปั้นเป็นก้อนโดยใช้น้ำผึ้งเป็นตัวประสาน แต่เนื่องจากทั้งสองรูปแบบมีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น ต้องใช้เวลาในการเตรียมนาน รวมถึงรสและกลิ่นของยาไม่น่ารับประทาน เป็นต้น จึงมีการพัฒนารูปแบบของยา กล่าวคือ นำมาสกัดเป็นผงหรือเม็ดเล็กๆ และอัดเม็ดหรือใส่แคปซูล ซึ่งเพิ่มความสะดวก และง่ายต่อการรับประทานให้ครบตามขนาดยา (Dose) ยิ่งขึ้น

ตัวอย่างของสมุนไพรจีนที่มีการนำมาใช้โดยทั่วไป ได้แก่
  1. Astragalus (Huangqi)
  2. Atractylodes (Baizhu)
  3. Bupleurum (Chaihu)
  4. Cinnamon (Guizhi and Rougui)
  5. Coptis (Huanglian)
  6. Ginger (Jiang)
  7. Ginseng (Renshen)
  8. Hoelen (Fuling)
  9. Licorice (Gancao)
  10. Ma-huang (Mahuang)
  11. Peony (Baishao and Chihshao)
  12. Rehmannia (Dihuang)
  13. Rhubarb (Dahuang)
  14. Salvia (Danshen)
  15. Tang-kuei (Danggui)

ทัศนคติของประชาชนจีนต่อการแพทย์แผนจีน

สมุนไพรจีน เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคชาวจีนมีความคุ้นเคย และบริโภคอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะผู้สูงอายุส่วนใหญ่ ยังคงเลือกรับการรักษาด้วยการแพทย์แผนจีน เมื่อมีการเจ็บป่วยขั้นต้น หรือเป็นโรคที่มีอาการเจ็บป่วยทั่วไป แต่สำหรับบางโรคที่มีอาการรุนแรง หรือจำเป็นต้องรักษาอย่างเร่งด่วน การแพทย์แผนปัจจุบันก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ปัจจุบันพบว่า ในประเทศจีนมีการส่งเสริมการแพทย์แผนจีนให้เป็นที่แพร่หลายต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เป็นสมุนไพร หรือเป็นยาแผนจีน จะมีการบรรจุหีบห่อ และมีการจัดร้านค้าที่ทันสมัย รวมถึงมีผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ทำให้คนจีนมีความรู้สึกคุ้นเคย และก่อให้เกิดการยอมรับได้ง่าย
ยุทธศาสตร์การสนับสนุนการแพทย์แผนจีนของรัฐบาลจีน
รัฐบาลจีนได้วางยุทธศาสตร์ในการสร้างการยอมรับให้กับการแพทย์แผนจีน ดังนี้

  1. จัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนามาตรฐาน และทำการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ โดยกำหนดแผนการดำเนินการ ตั้งแต่ พ.ศ. 2549 - 2563 ไว้ว่า จีนจะมีผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นที่ยอมรับ และมีการสร้างนวัตกรรมการรักษาพยาบาลโดยการแพทย์แผนจีนในระดับสากล โดยจะทุ่มงบประมาณกว่า 740 ล้านหยวน (92.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในการสร้างศูนย์วิจัยการแพทย์แผนจีน และการสร้างศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร แผนดำเนินการดังกล่าวเกิดจากการทำงานร่วมกันของ 16 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงสาธารณสุข กรมการควบคุมแพทย์แผนโบราณ กรมการควบคุมอาหารและยาแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ คณะกรรมการกิจการชนชาติแห่งชาติ กระทรวงเกษตร กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวัฒนธรรม คณะกรรมการประชากรและวางแผนครอบครัวแห่งชาติ กรมตรวจและควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์แห่งชาติ กรมควบคุมทรัพยากรป่า กรมสิทธิและทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ สภาวิทยาศาสตร์แห่งประเทศจีน สภาวิศวกรรมแห่งประเทศจีน และคณะกรรมการกองทุนวิทยาศาสตร์ธรรมชาติแห่งชาติ

  2. รัฐบาลกลางของจีนกำหนดให้รัฐบาลท้องถิ่นในทุกระดับเพิ่มการสนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาด้านการแพทย์แผนจีน ทั้งด้านการลงทุนภายในประเทศ และการลงทุนระหว่างประเทศ โดยให้ทุกหน่วยงานมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างระบบมาตรฐานการแพทย์แผนจีน ทั้งในเรื่องของการรักษา การผลิตยา การวิจัยและพัฒนา รวมถึงการสร้างตลาดและการสร้างการยอมรับ

  3. กระทรวงสาธารณสุขของจีนออกกฎหมายเพื่อรับรองการรักษาพยาบาลโดยการแพทย์แผนจีน และตั้งเป้าหมายในการสร้างระบบการให้บริการการแพทย์แผนจีนที่ครอบคลุมพื้นที่ทั้งในเขตเมืองและเขตชนบทภายในปี 2556

  4. รัฐบาลจีนกำหนดให้โรงงานผลิตยาทุกแห่งในประเทศต้องผ่านเกณฑ์รับรองมาตรฐาน Good Manufacturing Practice (GMP) ก่อนวันที่ 1 มกราคม 2551 ถ้าไม่ได้รับมาตรฐานดังกล่าว ร้านค้าหรือโรงงานเหล่านั้นจะไม่สามารถผลิตหรือจัดจำหน่ายได้

  5. ประเทศจีนได้ทำข้อตกลงร่วมกับต่างประเทศ เช่น ประเทศอิตาลี ในการวิจัยและพัฒนาห้องปฏิบัติการ รวมถึงสร้างความร่วมมือด้านธุรกิจ และการศึกษาเกี่ยวกับการแพทย์แผนจีน


รวบรวมข้อมูลและจัดทำโดย

  1. นางสาวปาริชาติ อมรฉัตร นักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่
  2. นางสาวสุพรรษา เบญจเทพานันท์ นักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่
  3. นางสาวเบ็ญจวรรณ โตวิวัฒน์ ผู้ช่วยผู้ดูแลนักเรียนไทย
  4. นางสาวนัฐรีย์ ภูปลา นักเรียนทุนโครงการทุนการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่น
  5. นางสาวดุจเดือน แซ่เอี๊ยว นักเรียนทุนโครงการทุนการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่น

Back to the list

More Related

  • การละเมิดเครื่องหมายการค้าในประเทศจีนได้กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ผู้คนทั่วโลกหยิบยกขึ้นมา ถกเถียงกันอีกครั้งเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา หลังจากที่ศาลจีนตัดสินให้บริษัท Apple ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของสหรัฐฯ เจ้าของเครื่องหมายการค้า iPhone เป็นฝ่ายแพ้คดีโต้แย้งสิทธิในเครื่องหมายการค้ากับบริษัท ปักกิ่ง ซินทงเทียนตี้ จำกัด ผู้ผลิตเครื่องหนังของจีน การจดลิขสิทธิ์เครื่องหมายการค้าในจีนจึงเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ผู้สนใจต้องรู้ไว้ก่อนคิดไปบุกตลาดจีน  
  • ข่าวดีล่าสุดสำหรับคนที่ไปท่องเที่ยวและถือโอกาสช้อปที่จีน มณฑลกวางตุ้งที่มีนครกว่างโจวเป็นเมืองหลวงได้ประกาศคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยได้เริ่มใช้นโยบายคืน VAT นี้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2559 เป็นต้นมา
  • ปัจจุบันคนฮ่องกงตื่นตัวและหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น สินค้าออร์แกนิคจึงกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนฮ่องกงที่รักสุขภาพและมีกำลังซื้อเพียงพอที่จะบริโภคสินค้าออร์แกนิคเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นสินค้าอาหารที่ปราศจากสารเคมีหรือสิ่งปนเปื้อนต่าง ๆ สินค้าออร์แกนิคส่วนใหญ่จะมีราคาสูงกว่าสินค้าชนิดเดียวกันที่ไม่ใช่ออร์แกนิคอยู่พอสมควร เนื่องจากมีกระบวนการผลิตที่มีความละเอียดและระยะเวลาในการผลิตค่อนข้างนานกว่าจะสามารถนำมาจำหน่ายในท้องตลาดได้
  • เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2558 รัฐบาลมณฑลกวางตุ้งได้ประกาศแผนการดำเนินงานการสร้างเขตสาธิตแบบศูนย์รวมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน สู่สาธารณะชนอย่างเป็นทางการ โดยในแผนงานฯ ดังกล่าวได้กำหนดแนวทางและเป้าหมายที่จัดเจนในการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดนในมณฑลกวางตุ้ง
  • แม้ว่าฮ่องกงจะเป็นเมืองท่าปลอดภาษีที่การนำเข้าสินค้าและอาหารต่าง ๆ จากต่างประเทศจะสามารถเข้าสู่ฮ่องกงได้โดยสะดวก ทั้งที่เป็นสินค้าเพื่อการบริโภคภายในและสินค้าเพื่อการส่งออกต่อ (re-export) ไปยังจีน แต่สำหรับสินค้าและผลิตภัณฑ์อาหารต่าง ๆ ที่จะนำมาวางจำหน่ายในท้องตลาดฮ่องกงจะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ถูกสุขอนามัยและมีความปลอดภัยเพียงพอสำหรับผู้บริโภค
  • เขตปกครองตนเองซินเจียงเป็นประตูที่สำคัญสู่เอเชียกลางและยุโรป เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญบนเส้นทางสายไหมใหม่ เป็นเขตที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาการค้าและการลงทุนภายใต้นโยบาย “One Belt, One Road” ของจีน เพราะซินเจียงเป็นแหล่งการปลูกฝ้ายที่สำคัญที่สุดของประเทศ

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ