ปัญหาว่างงานและการแก้ปัญหาของพื้นที่เขตลุ่มแม่น้ำแยงซี และแนวโน้มต่อเศรษฐกิจจีนจากมาตรการดังกล่าว
ปัญหาว่างงานและการแก้ปัญหาของพื้นที่เขตลุ่มแม่น้ำแยงซี และแนวโน้มต่อเศรษฐกิจจีนจากมาตรการดังกล่าว

ผลกระทบจากวิกฤตการเงินประการสำคัญของรัฐบาลจีนในปี 2552 คือ ปัญหาการว่างงาน ซึ่งรัฐบาลจีนได้ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ และได้ออกนโยบายแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน ณ นครเซี่ยงไฮ้ เห็นว่ามีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการใช้มาตรการช่วยเหลือตลาดแรงงาน และแนวโน้มของเศรษฐกิจและธุรกิจจีนหลังจากนี้ จากการใช้มาตรการกระตุ้นตลาดแรงงาน โดยเฉพาะเมืองและมณฑลในพื้นที่เขตลุ่มแม่น้ำแยงซี ดังนี้

พื้นที่เขตลุ่มแม่น้ำแยงซี : อัศวินที่อ่อนแรง
เมืองและมณฑลในพื้นที่เขตลุ่มแม่น้ำแยงซี ซึ่งได้แก่ นครเซี่ยงไฮ้ มณฑลเจียงซู และมณฑลเจ้อเจียง เป็นหนึ่งในพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญของจีน ในปี 2550 ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเมืองและมณฑลทั้ง 3 แห่งมีมูลค่ารวมกันถึง 5,600,000 ล้านหยวน มีสัดส่วนเป็นร้อยละ 22 ของ GDP ทั้งหมดของจีน มีประชากรรวมกันคิดเป็นร้อยละ 6 ของทั้งประเทศ

สาเหตุที่เมืองและมณฑลในพื้นที่เขตลุ่มแม่น้ำแยงซีซึ่งมีศักยภาพทางเศรษฐกิจในระดับแนวหน้าของจีน ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินโลกค่อนข้างรุนแรงกว่าพื้นที่อื่นๆ คือ

  1. เศรษฐกิจในพื้นที่ดังกล่าวส่วนใหญ่พึ่งพาการส่งออก และเน้นตลาดในประเทศเป็นส่วนน้อย โดยมีสหภาพยุโรป และประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดส่งออกหลัก
  2. การส่งออกส่วนใหญ่พึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศ ดังเห็นได้จาก การส่งออกกว่าร้อยละ 70 ของนครเซี่ยงไฮ้และมณฑลเจียงซู มาจากบริษัทต่างชาติที่อยู่ในพื้นที่ และปริมาณการสั่งซื้อส่วนใหญ่พึ่งพาผู้ซื้อจากต่างประเทศ
  3. ภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีต่ำที่มีลักษณะการประกอบธุรกิจเป็นการแปรรูปหรือประกอบชิ้นส่วนผลิตภัณฑ์ง่ายๆ ที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก โดยผู้ผลิตกว่าร้อยละ 80 ของพื้นที่เป็นผู้ผลิตประเภทรับจ้างผลิตชิ้นส่วนประกอบ (OEM) ขณะที่ผู้ผลิตประเภทออกแบบและผลิตเอง (ODM) มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 18.3

เป็นที่ทราบกันดีว่า ประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นตลาดและแหล่งเงินทุนหลักของธุรกิจในพื้นที่เหล่านี้ เป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤตการเงินโลก ธุรกิจและอุตสาหกรรมในพื้นที่ดังกล่าวจึงได้รับผลกระทบที่รุนแรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้ตลาดแรงงานอยู่ในภาวะตึงเครียดจากปริมาณความต้องการจ้างงานที่ลดลง ขณะที่มีผู้ตกงานเพิ่มมากขึ้น


อัตราขยายตัวของกำไรภาคอุตสาหกรรมมณฑลเจ้อเจียง ปี 2551 ลดลงอย่างมาก ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี

ที่มา สำนักงานสถิติมณฑลเจ้อเจียง

ตลาดแรงงาน : ความต้องการจ้างงานลด VS จำนวนผู้หางานทำเพิ่ม
อัตราการว่างงานในเขตเมืองที่มีการลงทะเบียน (registered unemployment rate) ในปี 2551 ของมณฑลเจ้อเจียงเท่ากับร้อยละ 3.49 เพิ่มขึ้นจากปี 2550 ที่ร้อยละ 3.27 และมณฑลเจียงซูเท่ากับร้อยละ 3.25 เพิ่มขึ้นจากปี 2550 ที่ร้อยละ 3.19 ส่วนนคร ซฮ. เท่ากับร้อยละ 4.3 เพิ่มขึ้นจากปี 2550 ที่ร้อยละ 4.2

ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรมนุษย์และสวัสดิภาพสังคมของจีน คาดว่า ภาวะแรงงานล้นตลาดของจีนจะรุนแรงขึ้นในปี 2552 โดยจะมีผู้ที่ต้องการหางานใหม่ประมาณ 24 ล้านคน ซึ่งในจำนวนดังกล่าวเป็นผู้ที่หางานทำในเขตเมืองประมาณ 13 ล้านคน และเป็นผู้ที่ถูกให้ออกจากงานประมาณ 8 ล้านคน

ผลจากวิกฤตการเงินโลกส่งผลให้บริษัทกว่าร้อยละ 40 ใน 15 เมืองหลักของจีนลดจำนวนพนักงานแล้วเฉลี่ยประมาณร้อยละ 5 มีจำนวนรวม 3 ล้านตำแหน่งทั่วจีน และมีแรงงานต่างถิ่นที่ว่างงานแล้วประมาณ 20 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 15 ของจำนวนแรงงานต่างถิ่นของทั้งประเทศ

มาตรการแก้ไขปัญหาการว่างงานของเมืองและมณฑลในพื้นที่เขตลุ่มแม่น้ำแยงซี

  1. การจัดตั้งระบบช่วยเหลือ / ประสานงานด้านแรงงานของภาครัฐ

1.1 นครเซี่ยงไฮ้จัดตั้งฐานการให้บริการการจ้างงานเป็นแห่งแรก เพื่อช่วยเหลือนักศึกษาจบใหม่ให้ได้เข้าฝึกงานกับบริษัท
1.2 มณฑลเจ้อเจียงจัดตั้งระบบรวบรวมข้อมูลตลาดแรงงานเพื่อหน่วยงานด้านแรงงานและประกันสังคม อาทิ แผนการตัดลดจำนวนพนักงาน หรือการจ้างงาน ปัจจุบันได้เริ่มทดลองใช้ในนครหนานจิง มณฑลเจียงซู และเมืองหางโจว เมืองหนิงโป และจะขยายเพิ่มใน 11 เมืองทั่วมณฑลเจ้อเจียงภายในสิ้นปี 2552
1.3 นครและมณฑลในพื้นที่จะสนับสนุนการจัดนิทรรศการรับสมัครงานให้มากขึ้น เพื่อให้ข้อมูลการจ้างงานแก่ผู้กำลังหางาน


บรรยากาศงานรับสมัครงานที่จัดโดยสมาพันธ์สตรีและศูนย์ทรัพยากรมนุษย์เมืองอู๋ซี มณฑลเจียงซู เมื่อต้นเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา ที่มา www.lm.gov.cn

  1. การกระตุ้นการจ้างงาน และควบคุมการลดจำนวนพนักงานของบริษัท

2.1 เมืองและมณฑลในพื้นที่ส่งเสริมให้มีการเริ่มทำธุรกิจส่วนตัว โดยการให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษี และสนับสนุนด้านการเงิน
2.2 นครเซี่ยงไฮ้ให้เงินสนับสนุนแก่บริษัทที่จ้างแรงงานที่ถูกปลดออกจากงาน หรือผู้ที่กำลังว่างงาน หากบุคคลดังกล่าวเป็นผู้ที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะในระดับต่ำกว่าเส้นความยากจน (poverty line) ของนครเซี่ยงไฮ้ โดยจะได้รับเงินอุดหนุนเป็นจำนวน 5,000-10,000 หยวนต่อปี เมื่อบริษัทเซ็นสัญญาจ้างงานเป็นเวลา 1 ปีขึ้นไป 2.3 นครเซี่ยงไฮ้กำหนดให้ธุรกิจที่จะปรับลดจำนวนพนักงานตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป หรือต่ำกว่า 20 คน แต่คิดเป็นอัตราส่วนมากกว่าร้อยละ 10 ของพนักงานทั้งบริษัท ต้องทำหนังสือแจ้งรายละเอียดให้สหพันธ์แรงงานหรือฝ่ายการพนักงานทราบก่อนล่วงหน้า 30 วัน และยื่นเรื่องถึงสำนักงานแรงงานก่อนที่จะเลิกจ้างพนักงาน (มีผลตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค. 2552)

  1. การช่วยเหลือภาคธุรกิจ

3.1 มณฑลเจ้อเจียงลดภาระค่าใช้จ่ายของภาคธุรกิจ โดยการอนุญาตให้บริษัทไม่ต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมในส่วนของพนักงาน
3.2 มณฑลเจ้อเจียงจะมุ่งให้การสนับสนุนธุรกิจส่งออก ในการพัฒนายี่ห้อของตนเอง และการใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนาดใหญ่

  1. การฝึกอบรมทักษะและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

4.1 นครเซี่ยงไฮ้ให้เงินอุดหนุนในการจัดฝึกอบรมทักษะแก่นักศึกษาจบใหม่และแรงงานพลัดถิ่น
4.2 มณฑลเจ้อเจียงและเจียงซูจัดการฝึกอบรมทักษะแรงงานฟรีแก่ผู้ที่ถูกปลดออกจากงาน

  1. การลงทุนในโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคขนาดใหญ่

5.1 นครเซี่ยงไฮ้ทุ่มเงินลงทุนเป็นจำนวนรวม 160,000 ล้านหยวน เพื่อการลงทุนในระยะ 2 ปีข้างหน้า ในด้านการคมนาคม วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม การรักษาสิ่งแวดล้อม และการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการจัดงาน World Expo ในปี 2553 นอกจากนี้ สำนักงานที่รับผิดชอบด้านการก่อสร้างในเขตเมือง และการสื่อสารยังประกาศว่าจะทุ่มเงินเป็นมูลค่ารวมสูงถึง 500,000 ล้านหยวน เพื่อใช้ในโครงการพื้นฐานอื่นๆ ในระยะหลายปีข้างหน้า อาทิ โครงการบ้านราคาประหยัดเพื่อผู้มีรายได้ต่ำ การก่อสร้างศูนย์การขนส่งทางน้ำ และการคมนาคมอื่นๆ
5.2 มณฑลเจ้อเจียงอัดฉีดเิงินจำนวน 60,000 ล้านหยวน เพื่อใช้ในโครงการก่อสร้างด้านคมนาคม ทั้งนี้ คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติของจีนคาดว่า การลงทุนทุก 100 ล้านหยวน เพื่อการก่อสร้างทางด่วนจะสามารถสร้างตำแหน่งงานทั้งทางตรงและทางอ้อมได้ถึง 3,900 ตำแหน่ง
5.3 มณฑลเจียงซูจะลงทุนรวม 300,000 ล้านหยวนภายในปี 2552 และจำนวน 650,000 ล้านหยวน ภายในปี 2553 เพื่อกระตุ้นความต้องการบริโภค โดยในจำนวนดังกล่าวจะลงทุน ประมาณ 80,000 ล้านหยวน ในด้านการปรับปรุงคุณภาพชีวิต และสภาพแวดล้อมในมณฑล และการสร้างถนนในเขตชนบท
5.4 มณฑลในภาคอื่นๆ ของจีน อาทิ เจียงซี ฝูเจี้ยน กานซู และเหอหนาน ต่างเร่งลงทุนเป็นมูลค่ามหาศาลในโครงการก่อสร้างเส้นทางคมนาคม ด้านการเกษตร อุตสาหกรรม พลังงาน เพื่อสร้างตำแหน่งงาน ซึ่งทางการจีนเชื่อว่า การลงทุนในภาคสาธารณะจะช่วยสร้างงานที่มั่นคงในระยะยาวได้

ทั้งนี้ จีนตั้งเป้าอัตราการว่างงานที่ลงทะเบียนในเขตเมืองปี 2552 ที่ร้อยละ 4.5 สูงกว่าปี 2546-2551 ที่อยู่ในระดับไม่เกินร้อยละ 4.3 เล็กน้อย จากภาวะตลาดที่มีความต้องการแรงงานลดลง แต่มีผู้ตกงานเพิ่มขึ้น และจะสร้างตำแหน่งงานใหม่จำนวน 9 ล้านตำแหน่งภายในปี 2552 (ลดลง 1 ล้านตำแหน่ง จากเป้าหมายของปี 2551)


หลายเมืองในจีนกำลังเร่งลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการสร้างงานของรัฐบาลจีน

แนวโน้มต่อเศรษฐกิจและธุรกิจจีนในอนาคต

จากมาตรการช่วยเหลือแรงงานข้างต้น ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน ณ นครเซี่ยงไฮ้ เห็นว่าน่าจะส่งผลต่อแนวโน้มการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และสร้างความแข็งแกร่งให้ภาคธุรกิจของเมืองและมณฑลในพื้นที่เขตลุ่มแม่น้ำแยงซีในระดับหนึ่ง ดังนี้

1. การเร่งลงทุนในโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเป็นมูลค่ามหาศาลพร้อมกันในหลายเมืองทั่วพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งนอกจากจะเป็นการสร้างงานจำนวนมากในระยะสั้นแล้ว ในระยะยาวยังเป็นผลให้พื้นที่ดังกล่าวมีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ก้าวหน้าขึ้นอีกระดับ ซึ่งจะมีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจต่อไป
2. การฝึกอบรมแรงงาน การส่งเสริมให้มีการจัดตั้งธุรกิจส่วนตัว และนโยบายช่วยเหลือธุรกิจส่งออกของ รบ. จีน โดยเฉพาะธุรกิจสิ่งทอ เครื่องมือและเครื่องจักรขนาดใหญ่ โดยการพัฒนาแบรนด์สินค้าของตนเอง และพัฒนาด้านเทคโนโลยี ล้วนเป็นการพัฒนาและยกระดับเศรษฐกิจจีน อย่างไรก็ดี ไทยควรจับตามองวิธี / แนวทางในการปฏิบัติที่จีนใช้ในการลดปัญหาการว่างงาน ซึ่งเป็นปัญหาหลักอันหนึ่งของจีน
3. อย่างไรก็ดี สถิติอัตราการว่างงาน เป็นสถิติของอัตราการว่างงานที่มีการลงทะเบียน (registered unemployment rate) จึงน่าจะสามารถแสดงให้เห็นถึงปัญหาการว่างงานที่แท้จริงได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น

30 พฤศจิกายน 2552
แหล่งข้อมูล: China Daily, Shanghai Daily, www.stats.gov.cn
โดย: แสนดี สีสุทธิโพธิ์

Back to the list

More Related

  • การละเมิดเครื่องหมายการค้าในประเทศจีนได้กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ผู้คนทั่วโลกหยิบยกขึ้นมา ถกเถียงกันอีกครั้งเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา หลังจากที่ศาลจีนตัดสินให้บริษัท Apple ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของสหรัฐฯ เจ้าของเครื่องหมายการค้า iPhone เป็นฝ่ายแพ้คดีโต้แย้งสิทธิในเครื่องหมายการค้ากับบริษัท ปักกิ่ง ซินทงเทียนตี้ จำกัด ผู้ผลิตเครื่องหนังของจีน การจดลิขสิทธิ์เครื่องหมายการค้าในจีนจึงเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ผู้สนใจต้องรู้ไว้ก่อนคิดไปบุกตลาดจีน  
  • ข่าวดีล่าสุดสำหรับคนที่ไปท่องเที่ยวและถือโอกาสช้อปที่จีน มณฑลกวางตุ้งที่มีนครกว่างโจวเป็นเมืองหลวงได้ประกาศคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยได้เริ่มใช้นโยบายคืน VAT นี้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2559 เป็นต้นมา
  • ปัจจุบันคนฮ่องกงตื่นตัวและหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น สินค้าออร์แกนิคจึงกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนฮ่องกงที่รักสุขภาพและมีกำลังซื้อเพียงพอที่จะบริโภคสินค้าออร์แกนิคเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นสินค้าอาหารที่ปราศจากสารเคมีหรือสิ่งปนเปื้อนต่าง ๆ สินค้าออร์แกนิคส่วนใหญ่จะมีราคาสูงกว่าสินค้าชนิดเดียวกันที่ไม่ใช่ออร์แกนิคอยู่พอสมควร เนื่องจากมีกระบวนการผลิตที่มีความละเอียดและระยะเวลาในการผลิตค่อนข้างนานกว่าจะสามารถนำมาจำหน่ายในท้องตลาดได้
  • เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2558 รัฐบาลมณฑลกวางตุ้งได้ประกาศแผนการดำเนินงานการสร้างเขตสาธิตแบบศูนย์รวมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน สู่สาธารณะชนอย่างเป็นทางการ โดยในแผนงานฯ ดังกล่าวได้กำหนดแนวทางและเป้าหมายที่จัดเจนในการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดนในมณฑลกวางตุ้ง
  • แม้ว่าฮ่องกงจะเป็นเมืองท่าปลอดภาษีที่การนำเข้าสินค้าและอาหารต่าง ๆ จากต่างประเทศจะสามารถเข้าสู่ฮ่องกงได้โดยสะดวก ทั้งที่เป็นสินค้าเพื่อการบริโภคภายในและสินค้าเพื่อการส่งออกต่อ (re-export) ไปยังจีน แต่สำหรับสินค้าและผลิตภัณฑ์อาหารต่าง ๆ ที่จะนำมาวางจำหน่ายในท้องตลาดฮ่องกงจะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ถูกสุขอนามัยและมีความปลอดภัยเพียงพอสำหรับผู้บริโภค
  • เขตปกครองตนเองซินเจียงเป็นประตูที่สำคัญสู่เอเชียกลางและยุโรป เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญบนเส้นทางสายไหมใหม่ เป็นเขตที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาการค้าและการลงทุนภายใต้นโยบาย “One Belt, One Road” ของจีน เพราะซินเจียงเป็นแหล่งการปลูกฝ้ายที่สำคัญที่สุดของประเทศ

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ