เมื่อจีนผ่อนคลายนโยบายลูกคนเดียว
เมื่อจีนผ่อนคลายนโยบายลูกคนเดียว
     อุแว้ อุแว้ อุแว้ ... ลูกคนที่ 2 ของเราลืมตาดูโลกแล้ว สำหรับชาวจีนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่แล้ว การมีลูกคนที่สองนับเป็นเรื่องที่ยากและเต็มไปด้วยอุปสรรคนานับประการ อย่างไรก็ดี ภายหลังการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์ชุดที่ 18 ครั้งที่ 3 (The 3rd Plenary Session of the 18th Central Committee of the Communist Party of China) เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา ณ กรุงปักกิ่ง ที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักการให้ผ่อนคลายนโยบาย “ลูกคนเดียว” (One Child Policy) ระลอกใหม่ เพื่อมุ่งหวังแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้างประชากรจีนในระยะยาว
     ผลจากการปรับเปลี่ยนนโยบายดังกล่าว จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบอย่างไรบ้าง จำนวนเด็กเกิดใหม่ของจีนจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าไรในแต่ละปี กระแสสนับสนุนและคัดค้านเป็นเช่นไร หนุ่มสาวจีนรุ่นใหม่ยินดีและพร้อมสำหรับการมีลูกคนที่สองมากน้อยเพียงใด ประการสำคัญ ภายใต้การขยายตัวของอุปสงค์ของอุตสาหกรรมเด็กที่กำลังจะเกิดขึ้น โอกาสทางธุรกิจของสินค้าและบริการของไทยจะอยู่ที่ไหน อย่างไร ...

นโยบายลูกคนเดียว ... แก้ปัญหาหนึ่ง พบปัญหาใหม่
     • นโยบายยุคแรก ... แก้ปัญหาเฉพาะหน้า นับแต่ปี 2522 หรือราว 3 ปีหลังการเสียชีวิตของท่านประธานเหมา เจ๋อตง (Mao Zedong) รัฐบาลจีนภายใต้การนำของท่านเติ้ง เสี่ยวผิง (Deng Xiaoping) ได้กำหนดนโยบาย “ลูกคนเดียว” เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในเรื่องประชากรศาสตร์และความเป็นอยู่ของชาวจีน โดยให้คนทั่วไปมีลูกได้เพียงหนึ่งคน และอนุญาตให้คนในชนบทมีลูกได้สองคน หากลูกคนแรกเป็นเพศหญิง ขณะที่ชนกลุ่มน้อย เช่น ทิเบต และซินเจียง ก็มิได้อยู่ภายใต้นโยบายลูกคนเดียวดังกล่าว ซึ่งผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า มีคนจีนเพียง 1 ใน 3 ของจำนวนประชากรโดยรวมเท่านั้นที่ต้องปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าว
     อย่างไรก็ดี การดำเนินนโยบายดังกล่าวนับว่ามีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จอย่างมาก ครอบครัวใดที่ฝ่าฝืนก็โดนปรับ หรือหากเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ก็โดนลงโทษถึงขั้น “ถอดถอน” จากการเป็นสมาชิกหรือ “ตีบตัน” ในอาชีพการงาน ส่งผลให้สามารถลดอัตราการเกิดจาก 2.8 เมื่อปี 2522 เหลือ 1.7 ในปี 2544 และเหลือเพียง 1.5 ในปี 2556 ซึ่งช่วยลดจำนวนประชากรจีนโดยรวมได้ถึงราว 400 ล้านคน ช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนอาหารที่เรื้อรังมาเป็นเวลานานหลายปี ลดจำนวนคนยากคนจนหลายร้อยล้าน และทำให้จีนก้าวเข้าสู่การเป็น “สังคมพอมีพอกิน” ได้ตามที่ตั้งใจไว้ในเวลาต่อมา
     ในช่วงของการดำเนินนโยบายที่ผ่านมา ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวจีนได้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากบ้านพัก สิ่งอำนวยความสะดวก และอาหารการกินที่ดีขึ้นอย่างน่าพึงพอใจ ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ สะท้อนถึงมาตรฐานการครองชีพของชาวจีนที่ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยรายได้ต่อหัวของชาวจีนโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากไม่ถึง 200 เหรียญสหรัฐฯ ในปี 2523 เป็นกว่า 6,000 เหรียญสหรัฐฯ ในปี 2555
     จากข้อมูลของคณะกรรมการว่าด้วยการสุขอนามัยและการวางแผนครอบครัวแห่งชาติ (The National Health and Family Planning Commission) พบว่า หากไม่มีการกำหนดนโยบายดังกล่าว ก็คาดว่าจีนจะมีจำนวนประชากรอยู่ที่ราว 1,700-1,800 ล้านคนในปัจจุบัน ซึ่งเท่ากับว่าชาวจีนจะขาดแคลนทรัพยากร ซึ่งรวมถึงพื้นที่เพาะปลูก ธัญพืช ป่าไม้ น้ำดื่ม และพลังงานถึงราวร้อยละ 20 ของทรัพยากรที่มีอยู่ในปัจจุบัน ส่งผลให้ทรัพยากรและกำลังความสามารถด้านสิ่งแวดล้อมจะไม่เพียงพอสำหรับการสนับสนุนให้เศรษฐกิจพัฒนาไปอย่างรวดเร็วดังที่เป็นอยู่
     เมื่อหงษ์ไม่ร่อน มังกรไม่รำ ... ปัญหาก็ตามมา ในทางตรงกันข้าม ผลจากการดำเนินนโยบายลูกคนเดียวอย่างยาวนานกว่า 35 ปีก็ได้ส่งผลให้จีนต้องประสบปัญหามากมายตามมาเช่นกัน จากการสำรวจสำมะโนประชากรครั้งล่าสุดพบว่า จำนวนประชากรจีนเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.8 นับแต่ปี 2543 จาก 1,270 ล้านคนเป็น 1,340 ล้านคนในปี 2554 ซึ่งต่ำกว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรเมื่อครั้งสำรวจคราวก่อนซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 11.7 อยู่มาก ประการสำคัญ โครงสร้างประชากรศาสตร์ของจีนก็ได้ผิดเพี้ยนไปมาก อันนำไปสู่ปัญหามากมายตามมา อาทิ การลดลงของคนในวัยทำงาน ด้วยอัตราการเกิดที่ลดลงก็ทำให้มีแรงงานที่ป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงานที่ลดลงและเริ่มสังเกตุเห็นปัญหาการขาดแคลนแรงงานในสาขาการผลิต และการก่อสร้าง ปัญหานี้มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นโดยลำดับ ในปี 2555 คนในวัยทำงานของจีนมีจำนวน 937 ล้านคน ลดลงมากกว่า 3.45 ล้านคน ซึ่งนับเป็นการ “ลดลงสุทธิ” ครั้งแรกของจีน และมีแนวโน้มจะลดลงอย่างต่อเนื่องในอนาคต ซึ่งส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจจีนเติบโตในอัตราที่ลดลงจากเฉลี่ยร้อยละ 10 ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เหลือร้อยละ 8 ต่อปีในช่วง 2-3 ปีนี้ และคาดว่าจะลดลงเหลือร้อยละ 6 ต่อปีในราวปี 2563 นอกจากนี้ การหดหายไปของแรงงานดังกล่าวยังทำให้จีนไม่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจบนพื้นฐานของอุปทานแรงงานราคาถูกดังเช่นในอดีตได้อีกต่อไป
     ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการจีนในหลายอุตสาหกรรมต่างประสบปัญหาที่แตกต่างกัน การขาดแคลนแรงงานฝีมือทำให้อัตราค่าจ้างแรงงานเพิ่มสูงขึ้นมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากข้อมูลของนิตยสารไทม์ (Time) ฉบับวันที่ 2 ธันวาคม 2556 ระบุว่า กิจการบางรายต้องจ่ายค่าจ้างสูงขึ้นถึงร้อยละ 35 ของเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา และเผชิญกับอัตราการเข้าออกของคนงานที่สูงขึ้น แรงงานจำนวนมากทำงานอยู่เพียง 2-3 เดือนก็ถูกซื้อตัวไปอยู่กับกิจการอื่น ทำให้กิจการต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการคัดเลือกและพัฒนาฝีมือแรงงานใหม่อยู่ตลอด ขณะที่บางกิจการที่พึ่งพารายได้หลักจากกลุ่มเป้าหมายเด็กก็หดหายลงจนถึงขั้นปิดกิจการก็มี ตัวอย่างเช่น ในปี 2555 โรงเรียนอนุบาลในจีนจำนวนถึง 13,600 แห่งต้องปิดตัวเองลงเพราะจำนวนนักเรียนที่ไม่เพียงพอ
     นอกจากนี้ การขาดแคลนแรงงานดังกล่าวยังอาจเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนานวัตกรรมที่รัฐบาลจีนคาดหวังไว้ในอนาคตอีกด้วย นายเจมส์ เหลียง (James Liang) ซีอีโอของซีทริป (Ctrip) กิจการบริการสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยวทางอินเตอร์เน็ตรายใหญ่สุดของจีน ได้ให้ความเห็นในเรื่องนี้ไว้ว่า “การขาดแคลนแรงงานที่เกิดขึ้นจากนโยบายลูกคนเดียวได้เป็นอุปสรรคสำหรับจีนในการคิดค้นนวัตกรรมสำหรับการก้าวกระโดดไปสู่อีกระดับหนึ่งของการพัฒนา”
     ปัญหาอีกส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากสภาพการณ์ของ “สมองไหลข้ามชาติ” ของนักศึกษาจีน ข้อมูลจากนิตยสารปักกิ่งรีวิว (Beijing Review) ฉบับวันที่ 5 ธันวาคม 2556 ระบุว่า ในระหว่างปี 2521-2555 มีคนจีนออกไปศึกษาต่อต่างประเทศถึงกว่า 2.6 ล้านคน ในจำนวนนี้ มีเพียง 1.1 ล้านคนเท่านั้นที่เดินทางกลับสู่จีน ซึ่งนับว่าเป็นเหตุการณ์สมองไหลข้ามชาติที่มากที่สุดในโลก ทำให้รัฐบาลจีนต้องออกแคมเปญดึงคนจีนที่ไปศึกษาต่อในต่างประเทศเหล่านั้นกลับสู่มาตุภูมิด้วยเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ที่เย้ายวนใจ อาทิ ตำแหน่งงานที่ดี สวัสดิการที่เหมาะสม เงินลงทุน ทุนวิจัย และโอกาสในการเติบโตในสายงานอาชีพ
     เดินหน้าสู่การเป็นสังคมคนแก่ ภาพในวัยเด็กของชาวจีนที่สมาชิกครอบครัว 6 คน (ปู่-ย่า ตา-ยาย และพ่อ-แม่) ต่างแย่งกันเลี้ยงดูลูกหลานคนเดียวของตนเอง “หกเลี้ยงหนึ่ง” ตามสูตร 4-2-1 กำลังกลายเป็น “บูมเมอแรง” ย้อนกลับมากดดันเด็กคนนั้นเมื่อโตขึ้นมาในวันนี้ กระแส “หนึ่งเลี้ยงหก” กำลังขยายวงกว้างขึ้นในจีน และยังเกิดข้อสงสัยว่า รัฐบาลจีนจะสามารถจัดสรรเงินงบประมาณมาช่วยดูแลการดำรงชีวิตของ “คนแก่” เหล่านั้นได้อย่างเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร แถมยังเกิดคำถามที่น่าสนใจอีกว่า แล้วใครจะดูแล “เด็ก” คนนั้นเมื่อยามแก่ในอนาคต
     ขณะเดียวกัน ในเชิงโครงสร้าง อัตราการเกิดของชาวจีนที่ลดลงก็นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของอายุเฉลี่ยของประชากรจีนโดยรวม จีนกำลังวิ่งเข้าสู่การเป็น “สังคมคนแก่” ในปี 2555 คนจีนที่มีอายุ 60 ปีหรือมากกว่าเพิ่มจำนวนเป็นเกือบ 200 ล้านคน มีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 14.3 ของจำนวนประชากรโดยรวม ซึ่งสูงกว่าสัดส่วนเฉลี่ยของโลกที่อยู่เพียงร้อยละ 10 อยู่มาก นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังประเมินว่า ภายในปี 2593 หรืออีกราว 35 ปีข้างหน้า จีนจะมีคนที่มีอายุ 60 ปีหรือมากกว่าถึง 430 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนถึง 1 ใน 3 ของจำนวนประชากรจีนโดยรวม มากกว่าจำนวนประชากรของสหรัฐฯ โดยรวมเสียอีก
     ผู้ชายท่วม ผู้หญิงหาย โดยที่วัฒนธรรมจีนชื่นชอบลูกผู้ชายมากกว่าผู้หญิงอยู่เป็นทุนเดิม กอปรกับความต้องการมีลูกชายไว้สืบสกุลเพราะมีลูกได้เพียงคนเดียว ทำให้มีข่าวการทำแท้งหรือฆ่าทารกเพศหญิงอยู่เนือง ๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา (แม้ว่าการทำอัลตร้าซาวด์เป็นเรื่องผิดกฎหมายในจีนก็ตาม) ส่งผลให้อัตราการเกิดของทารกเพศชายต่อเพศหญิงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
     จากตัวเลขของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (National Bureau of Statistics) พบว่า สัดส่วนอัตราการเกิดของผู้ชายต่อผู้หญิงเพิ่มขึ้นจาก 106 : 100 ในปี 2523 เป็น 118 : 100 เมื่อปลายปี 2556 แถมในบางพื้นที่จำนวน “ผู้ชายส่วนเกิน” ก็สูงกว่าอัตราดังกล่าวมาก ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านประชากรศาสตร์ประเมินว่า จีนมีจำนวนผู้ชายมากกว่าผู้หญิงอยู่กว่า 25 ล้านคนในปัจจุบัน และผู้ชายจีนถึง 30 ล้านคนจะไม่มีคู่แต่งงานในปลายทศวรรษนี้ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาอื่นมากมายตามมาในอนาคต
     ปัญหาอาชญากรรมและการปฏิบัติมิชอบพุ่ง “ผู้ชายที่ไม่ได้แต่งงานเป็นบ่อเกิดของความวุ่นวาย” ดังจะเห็นได้จากกรณีของจีน เพราะปัญหาในเชิงโครงสร้างทางเพศที่บิดเบี้ยวไปดังกล่าวทำให้ระดับความเครียดเพิ่มสูงขึ้น
     ดูตัวอย่างเพียงแค่การถูกกดดันให้จัดหาบ้านพักเป็นเรือนหอก่อนแต่งงานก็ปวดหัวจี๊ดแล้ว เพราะในสังคมจีน โดยเฉพาะในชุมชนเมือง พ่อแม่ผู้ปกครองฝ่ายหญิงจะกำหนดเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นให้ฝ่ายชายหาซื้อบ้านพัก (หรือแม้กระทั่งรถยนต์) ก่อนการพูดคุยรายละเอียดเรื่องการแต่งงาน แต่ราคาบ้านพักในเมืองใหญ่ของจีนอย่างปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กวางโจว และเซินเจิ้น ในปัจจุบันอาจสูงถึงกว่า 30 เท่าของรายได้เฉลี่ยต่อปีของว่าที่เจ้าบ่าวเลยทีเดียว นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่เราเห็นคู่แต่งงานใหม่ที่มีฐานะปานกลางในจีนต้องไปหาซื้อเรือนหอไกลจากตัวเมืองมาก
     สภาพการณ์ดังกล่าวยังส่งผลต่อเนื่องให้เกิดคดีอาชญากรรม การขโมยทารกและเด็ก การชิงตัวเจ้าสาว และความรุนแรงทางเพศมากขึ้นตามไปด้วย กล่าวคือ จากสถิติทางการจีนพบว่า ในปี 2553 จีนมีการประท้วง จลาจล และอุบัติเหตุขนาดใหญ่เกิดขึ้น 180,000 ครั้ง เพิ่มขึ้นจากเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมาถึงราว 2 เท่าตัว และยังมีการประท้วงขนาดย่อมเกิดขึ้นนับ 10 แห่งต่อวัน ถึงขนาดว่ารัฐบาลจีนต้องจัดสรรงบประมาณถึง 125,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อรักษาความสงบภายในประเทศ เม็ดเงินจำนวนดังกล่าวมากกว่างบประมาณทางการทหารเสียอีก
     นอกจากนี้ นโยบายลูกคนเดียวดังกล่าวยังถูกกล่าวหาว่าเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่ของรัฐรีดไถและใช้เป็นข้ออ้างในการกดดันให้ผู้หญิงในชนบทต้องไปตรวจการตั้งครรภ์อย่างสม่ำเสมอถึง 4 ปีต่อครั้ง หรือแม้กระทั่งให้แม่ที่อุ้มท้องลูกคนที่สองต้องทำแท้งเพื่อเป็นผลงาน ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า ในช่วงที่ดำเนินนโยบายลูกคนเดียวเป็นไปอย่างเข้มข้น เจ้าหน้าที่ของรัฐได้เห็นชอบให้แม่ที่กำลังอุ้มท้องทำแท้งอย่างน้อย 335 ล้านราย และสนับสนุนการทำหมันประมาณ 200 ล้านราย เหตุการณ์เหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับครอบครัวคนยากจนในเมืองรอง

การผ่อนคลายนโยบายระลอกแรก ... ไม่เห็นผลชัดเจน
     การผ่อนคลายนโยบาย ... ช้าเกินไปหรือไม่ จากข้อมูลของซิตี้กรุ๊ป (Citigroup) ระบุว่า รัฐบาลจีนได้ผ่อนคลายนโยบายลูกคนเดียวมาเป็นระยะ โดยเริ่มครั้งแรกเมื่อปลายทศวรรษ 1980 แต่การทดลองในครั้งนั้นจำกัดอยู่ในพื้นที่ไม่กี่เมือง และครอบคลุมประชากรเพียง 8 ล้านคน ซึ่งทำให้รัฐบาลจีนเริ่มรู้สึกได้ว่า หนุ่มสาวจีนรุ่นใหม่เริ่มไม่ต้องการมีลูกมากดังเช่นในอดีตอีกต่อไป เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจสังคมที่รัดตัวมากขึ้น และค่าใช้จ่ายที่พุ่งสูงขึ้นในการเลี้ยงดูลูก
     ต่อมา ในปลายปี 2554 รัฐบาลจีนได้ผ่อนคลายนโยบายดังกล่าวอีกระดับหนึ่ง โดยอนุญาตให้สามี-ภริยาที่ต่างเป็น “ลูกโทน” ของครอบครัว “One-Child Generation” สามารถมีลูกได้สองคน การผ่อนคลายนโยบายในครั้งนี้
     ดำเนินการกว้างขวางในหลายพื้นที่ของจีน ทั้งนี้ เนื่องจากรัฐบาลได้ตระหนักถึงปัญหาในเชิงโครงสร้างประชากรศาสตร์ที่รุมเร้ามากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่จีนกำลังเดินไปสู่การเป็น “สังคมคนแก่” และการหดตัวหรือแม้กระทั่งการขาดแคลนแรงงานในอนาคต
    อย่างไรก็ดี การผ่อนคลายนโยบายในครั้งนั้นดูเหมือนจะยังไม่สามารถจูงใจให้ชาวจีนมีลูกมากขึ้นได้ ดังจะเห็นได้จากอัตราการเกิดที่มีแนวโน้มลดลงต่อไป ซึ่งส่วนสำคัญเกิดขึ้นจากมุมมองเกี่ยวกับ “ขนาดครอบครัว” ที่เปลี่ยนแปลงไปและแรงกดดันด้านเศรษฐกิจ นั่นหมายความว่า ความพยายามที่จะปรับโครงสร้างและแก้ไขปัญหาด้วยมาตรการดังกล่าวส่อเค้าว่าจะล้มเหลว ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าเพียงไม่ถึง 2 ปีหลังจากนั้น รัฐบาลจีนได้ประกาศเดินหน้ายกเครื่องนโยบาย “ลูกคนเดียว” อีกครั้ง และมุ่งเข้าสู่นโยบาย “ลูกสองคน” เกือบเต็มรูปแบบในปัจจุบัน

     พัฒนาการนโยบาย “ลูกคนเดียว” อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต

        ปีที่เริ่มดำเนินการ                ข้อกำหนด
        ปี 2522     กำหนดให้ชาวจีนทั่วประเทศมีลูกได้เพียงหนึ่งคน ยกเว้น
1) กรณีของชนกลุ่มน้อย
2) คนในชนบทสามารถมีลูกคนที่สองได้ หากลูกคนแรกเป็นเพศหญิง
3) ชาวจีนที่แต่งงานกับคนต่างชาติ
        ปี 2531     ทดลองให้คู่สามี-ภริยาในบางพื้นสามารถมีลูกได้สองคน
        ปี 2554     กำหนดให้คู่สามี-ภริยาที่เป็นลูกคนเดียวของครอบครัวสามารถมีลูกคนที่ 2 ได้
            โดยดำเนินการในหลายพื้นที่ของจีน
      ปี 2557    กำหนดให้คู่สามี-ภริยาที่คนใดคนหนึ่งเป็นลูกคนเดียวของครอบครัว สามารถมี
            ลูกได้สองคน
หลังปี 2558    ให้คู่สามี-ภริยาสามารถมีลูกได้สองคน
    
     นโยบาย “ลูกสองคน” ... ยังมีเงื่อนไขกำกับ
     ภายใต้นโยบาย “ลูกสองคน” ดังกล่าว รัฐบาลจีนมิได้เปิดให้ทุกครอบครัวสามารถมีลูกได้สองคนอย่างเสรี แต่กำหนดเงื่อนไขว่า สามีและหรือภริยาคนใดคนหนึ่งต้องเป็น “ลูกคนเดียว” ของครอบครัวสามีภริยานั้นจึงจะสามารถมีลูกได้ “สองคน” นอกจากนี้ แม้ว่าที่ประชุมสมัชชาฯ จะเห็นชอบในหลักการแล้ว แต่คณะกรรมการว่าด้วยการสุขอนามัยฯ ก็ยังมีภารกิจที่จะต้องร่างแผนการวางแผนครอบครัวของจีนขึ้นเสนอเพื่อขอความเห็นชอบต่อคณะมนตรีแห่งรัฐก่อนดำเนินการใด ๆ ซึ่งการร่างแผนฯ ดังกล่าว ต้องใช้ระยะเวลาหนึ่ง และแผนฯ ดังกล่าวต้องกำหนดกรอบแนวทางที่ชัดเจนว่า นโยบายลูกสองคนในครั้งนี้จะเปิดดำเนินการพร้อมกันทั่วประเทศ หรือทดลองใช้ในบางพื้นที่ระยะหนึ่งก่อน
     ฝ่ายสนับสนุน ... เปิดเสรี ในการสำรวจสำมะโนประชากรของจีนครั้งที่ 6 เมื่อปี 2553 พบว่า อัตราการเกิดอยู่ที่ระหว่าง 1.5-1.6 ต่ำกว่าอัตราการเกิด 2.1 ซึ่งเป็นระดับที่จะสามารถรักษาระดับจำนวนประชากรไว้ได้ อยู่ค่อนข้างมาก
     นายจาง เฉอเหว่ย (Zhang Chewei) ผู้เชี่ยวชาญด้านประชากรศาสตร์แห่งสถาบันด้านสังคมวิทยาแห่งชาติจีน (Chinese Academy of Social Sciences) เชื่อว่า การผ่อนคลายนโยบายดังกล่าวจะส่งผลดีในระยะยาว “ประโยชน์จะปรากฏใน 15 ปีข้างหน้า ... สัดส่วนของประชากรโดยรวมจะเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ และจะส่งผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ” ขณะที่นายหยวน ซิน (Yuan Xin) ศาสตราจารย์แห่งศูนย์ประชากรศึกษา (Population Studies) มหาวิทยาลัยหนานไค (Nankai University) วิเคราะห์ว่า จีนจะต้องพยายามเพิ่มอัตราการเกิดให้อยู่ในระดับ 1.8 เพื่อทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมมีความสมดุลในระยะยาว
     ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านประชากรศาสตร์ของจีนก็ประเมินว่า ภายใต้นโยบายใหม่นี้ จีนจะมีทารกเกิดใหม่เพิ่มมากขึ้นจากเฉลี่ยราวปีละ 16 ล้านคนในปัจจุบันเป็นประมาณ 17 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นราว 1 ล้านคนต่อปีในอนาคตอันใกล้ และอาจเพิ่มสูงขึ้นอีกเล็กน้อยในระยะยาว ด้วยจำนวนเด็กเกิดใหม่ดังกล่าวก็อาจไม่มากพอที่จะทำให้โครงสร้างประชากรเปลี่ยนแปลงได้ทันการณ์จึงพยายามเรียกร้องการกำหนดนโยบาย “ลูกสองคน” เต็มรูป

     จำนวนประชากรจีน อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต

ช่วงเวลา       จำนวน (ล้านคน)
ปี 2543        1,267
ปี 2548        1,308            
ปี 2553        1,370
ปี 2573         1,453
ปี 2581        1,600
ปี 2593         1,385

     นายเหลียง จงถัง (Liang Zhongtang) ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันด้านสังคมวิทยาแห่งนครเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Academy of Social Sciences) ให้ความเห็นว่า นโยบายดังกล่าวยังไม่แรงพอและเรียกร้องให้รัฐบาลกำหนดนโยบายการวางแผนครอบครัวที่ยืดหยุ่นมากขึ้น “การกำหนดจำนวนลูกควรถูกยกเลิกไปและปล่อยให้เป็นการตัดสินใจของแต่ละครอบครัว”
     ทั้งนี้ ปักกิ่งนิวส์ (Beijing News) หนังสือพิมพ์ออนไลน์ชั้นนำ ได้นำเสนอข้อมูลว่า ภายใต้อัตราการเกิดที่ต่ำเช่นนี้ จีนจะมีจำนวนประชากรอยู่ที่ 1,453 ล้านคนในปี 2573 และจะเพิ่มขึ้นถึงจุดสูงสุดที่ 1,600 ล้านคนในราว 4 ปีหลังจากนั้น ขณะที่ในปี 2593 จำนวนประชากรของจีนจะลดลงเหลือ 1,385 ล้านคน ซึ่งมากกว่าตัวเลขในปัจจุบันไม่ถึง 50 ล้านคน
     ในด้านสังคม พ่อแม่ที่เคยผ่านความเหงาของการเป็นลูกคนเดียวต่างเห็นว่า การเปิดโอกาสให้ชาวจีนมีลูกสองคนนับเป็นสิ่งที่ดี แถมยังจะไม่เป็นการทำให้เด็กจีนรุ่นใหม่ที่เกิดขึ้นโดนตามใจจน “เสียคน” นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังเริ่มเห็นสถิติที่เป็นอาจเป็นภัยที่น่ากลัวสำหรับสังคมจีนในระยะยาวซึ่งได้แก่ อัตราการหย่าร้างของคู่หนุ่มสาวจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับแต่ปี 2551 และในบางปีอัตราดังกล่าวยังสูงกว่าอัตราการแต่งงานของชาวจีนเสียอีก ซึ่งนั่นหมายความว่า คนจีนจะมีแนวโน้มของการมีลูกที่ลดลงอีกด้วย
     ฝ่ายคัดค้าน ... ถูกปัญหาอื่นกดดัน ในอีกด้านหนึ่ง แรงกดดันด้านเศรษฐกิจและภาระในการเลี้ยงดูลูกคนที่สองให้เติบโตอย่างมีคุณภาพดูจะทำให้พ่อแม่รุ่นใหม่ของจีนไม่ต้องการมีลูกเพิ่มเติมอีกคน แถมสังคมจีนช่วงหลังก็เป็นลักษณะครอบครัวรายได้คู่ (Doubled-Income Family) ทำให้เวลาส่วนใหญ่ต้อง ถูกเจียดไปทำงานนอกบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งของฝ่ายหญิง หลายคนเห็นว่าการมีลูกคนที่สองเต็มไปด้วยค่าใช้จ่ายมากกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก ชาวปักกิ่งคนหนึ่งประเมินไว้ว่า หากสามีภริยาคู่ใดมีรายได้ไม่ถึง 500,000 หยวนต่อปี ก็จะประสบปัญหากับการเลี้ยงดูและให้การศึกษาที่เหมาะสมในกรุงปักกิ่งได้
     บางคนก็เหนื่อยเกินกว่าจะมีลูกคนที่สอง นางหลิ่ว จิง (Liu Jing) คุณครูในโรงเรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่งในนครเซี่ยงไฮ้กังวลใจว่า หากตนเองมีลูกคนที่สองก็อาจต้องลาออกจากงานมาดูแลลูกเต็มเวลา ซึ่งจะทำให้รายได้ของครอบครัวลดลงและอาจส่งผลด้านเศรษฐกิจ นอกจากนี้ “สามีของฉันยังไม่ต้องการมีลูกคนที่สอง เพราะเขาคิดว่าการเลี้ยงดูลูกเพียงคนเดียวก็เป็นภาระหนักมากพอแล้ว” คนจีนรุ่นใหม่จำนวนมากไม่ยอมลำบากเพิ่มขึ้นเพื่อนำรายได้มาหาเลี้ยงลูกดังเช่นอดีตอีกต่อไป
     ประการสำคัญ ชาวจีนรุ่นใหม่บางส่วนเริ่มมีมุมมองในเรื่องขนาดครอบครัวที่แตกต่างจากรุ่นเก่า โดยเห็นว่าจะเป็นการดีกว่าหากจะมีครอบครัว “จิ๋วแต่แจ๋ว” หลายคนคิดว่าการมีลูกเพียงคนเดียวก็มากเพียงพอหรือถึงขนาดว่าไม่ต้องการมีลูกเลยในปัจจุบัน ทั้งที่คนเหล่านี้มีความพร้อมในด้านเศรษฐกิจ อายุ และอื่น ๆ งานวิจัยหนึ่งพบว่า สูงถึงร้อยละ 40 ของครอบครัวในนครหนานจิง (Nanjing) มณฑลเจียงซู (Jiangsu) ด้านซีกตะวันออกของจีนที่แม้นว่าจะพร้อมสำหรับการมีลูกคนที่ 2 แต่กลับไม่มีแผนดังกล่าว
     ผลจากการสำรวจของคณะกรรมการว่าด้วยการสุขอนามัยฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้ พบว่า ร้อยละ 50-60 ของครอบครัวชาวจีนเท่านั้นที่ยินดีจะมีลูกคนที่สอง ปัญหานี้รุนแรงมากขึ้นในชุมชนเมือง ซึ่งนายไจ้ เจิ้นหวู (Zhai Zhenwu) ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาด้านสังคมศาสตร์และประชากร (School of Sociology and Population Studies) แห่งมหาวิทยาลัยเหรินหมิน (Renmin University) ในกรุงปักกิ่ง เห็นว่า “คู่สามีภริยาในเมืองใหญ่อย่างปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ มีแนวโน้มที่จะมีลูกคนเดียว ขณะที่ครอบครัวในเมืองขนาดเล็กและกลางจะมีลูกมากขึ้น”
     ท่านหวัง เพ่ยอัน (Wang Pei’an) ผู้ช่วยรัฐมนตรีแห่งคณะกรรมการว่าด้วยการสุขอนามัยฯ เห็นว่า ภายใต้เงื่อนไขใหม่ รัฐบาลยังคงมีการวางแผนประชากรประจำปีอยู่เพื่อป้องกันมิให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงด้านจำนวนประชากรครั้งใหญ่ ทั้งนี้ รัฐบาลจีนได้วางแผนด้านความมั่นคงทางอาหารและบริการสาธารณะพื้นฐานสำหรับประชากรจำนวน 1,430 ล้านคนในปี 2563 และ 1,500 ล้านคนในปี 2576 ซึ่งจะเป็นระดับสูงสุด “เป็นไปไม่ได้ที่จะปล่อยให้ทุกครอบครัวมีลูกได้สองคนในปัจจุบัน เพราะจะทำให้มีจำนวนทารกเกิดใหม่เพิ่มขึ้นอย่างมากซึ่งจะกดดันต่อบริการสาธารณะ ขณะที่ในระยะยาว จะทำให้จำนวนประชากรเพิ่มขึ้น และทำให้เงื่อนเวลาที่ต้องการเห็นจำนวนประชากรถึงจุดสูงสุดถูกเลื่อนออกไป ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีน”
     นอกจากนี้ กลุ่มที่ทำงานและได้รับผลประโยชน์จากการใช้บังคับนโยบายลูกคนเดียวก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่อาจคัดค้านนโยบายการเปิดเสรีการมีบุตรของจีนในอนาคต ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวนราว 500,000 คนที่ทำงานในหน่วยงานด้านการวางแผนครอบครัว คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ย่อมไม่เห็นด้วยกับนโยบายลูกสองคนเต็มรูป บางส่วนเกรงว่าตนเองจะตกงาน ขณะที่อีกบางส่วนอาจกลัวการสูญเสียรายได้นอกระบบจากการเรียกเก็บค่าปรับ อย่างไรก็ดี แรงต่อต้านนี้ก็คงอยู่ได้ไม่นาน เพราะคาดว่าหลังปี 2558 รัฐบาลจีนจะเปิดให้ชาวจีนสามารถมีลูกได้สองคน โดยไม่มีเงื่อนไขกำกับ
     จากข้อมูลของทางการจีนพบว่า เฉพาะในปี 2555 เจ้าหน้าที่ของรัฐมีการเรียกปรับเงินคิดเป็นจำนวนราว 4,400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า นับแต่เริ่มดำเนินนโยบายมานั้น เจ้าหน้าที่ของรัฐได้เรียกเก็บค่าปรับรวมสูงถึง 330,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ถึงความโปร่งใสในการบริหารจัดการเบี้ยปรับเหล่านั้น แถมยังซ่อนไว้ซึ่งปัญหาการคอรัปชั่นที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเรียกเงินนอกระบบเพื่อแลกกับการปล่อยให้บางครอบครัวมีลูกมากกว่า 1 คนตามนโยบายเดิม

ลู่ทางและโอกาส ... หลากสินค้า หลายบริการ
     เมื่อนโยบายลูกสองคนดังกล่าวมีผลใช้บังคับ ผมก็คาดว่าจะเกิด “เบบี้บูม” (Baby Boom) ในจีนหรืออาจเรียกว่า “Chaby Boom” ขึ้นอีกครั้งในอนาคตอันใกล้ ซึ่งจะส่งผลให้โครงสร้างประชากรของจีนเปลี่ยนแปลงไปไม่มากก็น้อย ผมเห็นว่ามีผู้บริโภคจีนอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ที่กำลังเติบโตอย่างน่าสนใจ ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ซึ่งสะท้อนถึงโอกาสทางธุรกิจสำหรับสินค้าและบริการมากมาย และแน่นอนว่า บางส่วนจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งออกและเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
     1.    กลุ่มเด็กและวัยรุ่นมีตังค์ ในอดีต ตลาดเป้าหมายนี้อาจไม่ค่อยได้รับความสนใจมากเท่าที่ควร ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะคนเหล่านี้มิได้มีรายได้เป็นของตนเอง อย่างไรก็ดี ผลจากการดำเนินนโยบายลูกคนเดียวและการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อเนื่องกันมากว่า 30 ปี ทำให้ตลาดเป้าหมายนี้มีอำนาจซื้อแฝงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
     จากสถิติยังพบว่า ตลาดสินค้าเด็กและที่เกี่ยวข้องในจีนเริ่มเติบโตอย่างต่อเนื่องนับแต่ปี 2543 โดยขยายตัวเฉลี่ยราวร้อยละ 30 ต่อปี การเติบโตในระยะแรกนี้ส่วนใหญ่เป็นลักษณะในเชิง “ปริมาณ” เพื่อตอบสนองต่อความต้องการขั้นพื้นฐานเป็นสำคัญ ขณะที่ในระยะ 2-3 ปีหลังนี้ ตลาดฯ กำลังปรับตัวในเชิงโครงสร้างอย่างขนานใหญ่ โดยเปลี่ยนมาเป็นการเติบโตในเชิง “คุณภาพ” ขยายตัวในอัตราเฉลี่ยราวร้อยละ 10 ต่อปี และมุ่งเน้นความปลอดภัย ความสวยงาม และภาพลักษณ์มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชุมชนเมืองที่อัตราการใช้จ่ายเงินของเด็กในเขตเมืองเติบโตในอัตราที่สูง และยังมีศักยภาพที่จะเติบโตอีกมากในอนาคต
     นอกจากนี้ ผลการประเมินของหน่วยงานรัฐบาลและกึ่งรัฐของจีน อาทิ สำนักงานสถิติแห่งชาติ และสมาคมเสื้อผ้าสำเร็จรูปแห่งชาติจีน (The China National Garment Association) และผลการวิจัยของบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำอย่างบอสตันคอนซัลติ้งกรุ๊ป (Boston Consulting Group) ฟรอสท์แอนด์ซุลลิแวน (Frost & Sullivan) ยูโรมอนิเตอร์ (Euromonitor) และไอรีเสิร์ช (iResearch) ในเรื่องตลาดสินค้าเด็กจีนก่อนหน้านี้ (ก่อนการผ่อนคลายนโยบายลูกคนเดียวระลอกใหม่) ยังพอสรุปข้อมูลเชิงการตลาดที่น่าสนใจหลายประการ อาทิ ตลาดเด็กและทารกในจีนที่มีอายุไม่เกิน 12 ปี ซึ่งครอบคลุมสินค้า บริการ (การฝากครรภ์ การคลอดลูก การศึกษา และสุขภาพ) และกิจกรรมเพื่อการเจริญวัยของเด็ก มีมูลค่ารวมราว 1.15 ล้านล้านหยวนในปี 2555 เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับของปีที่ผ่านมา ก้าวแซงสหรัฐฯ ขึ้นเป็นตลาดอันดับ 1 ของโลก และอาจจะก้าวขึ้นแตะหลัก 2 ล้านล้านหยวนได้ภายในปี 2558
     •    ในปี 2556 มูลค่าตลาดสินค้าเด็กในจีน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่อาหาร เสื้อผ้าสำเร็จรูป ของเด็กเล่น และสินค้าที่เกี่ยวข้องมีมูลค่าราว 170,000 ล้านหยวน และคาดว่ามูลค่าตลาดจะเติบโตในอัตราเฉลี่ยถึงร้อยละ 17 ต่อปีในอีกหลายปีข้างหน้า
     •    การใช้จ่ายของคนในชุมชนเมืองในสินค้าเด็กเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคิดเป็นราวร้อยละ 30 ของค่าใช้จ่ายของครอบครัวชาวจีน และคาดว่าจะมีมูลค่ารวมสูงถึง 311,100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2556
     •    โครงสร้างการใช้จ่ายเงินในสินค้าเด็กของจีนแตกต่างจากของประเทศพัฒนาแล้วมาก กล่าวคือ ขณะที่โครงสร้างของสหรัฐฯ กระจุกอยู่ที่ของเด็กเล่นในสัดส่วนร้อยละ 50 การศึกษาร้อยละ 30 และอาหาร เสื้อผ้า และอื่น ๆ อีกร้อยละ 20 ของเม็ดเงินใช้จ่ายโดยรวม แต่ราวครึ่งหนึ่งของการใช้จ่ายของจีนหมดไปกับการซื้อหาสินค้าอาหารเป็นสำคัญ
     •    ตลาดเสื้อผ้าเด็กในจีนมีมูลค่าราว 100,000 ล้านหยวนในปัจจุบัน และจะก้าวทะลุหลัก 150,000 ล้านหยวนได้ภายในปี 2558
     สินค้าที่ต้องการ ... หลากหลาย การเพิ่มขึ้นของเด็กเกิดใหม่เหล่านี้จะนำไปสู่การขยายตัวอีกครั้งของอุปสงค์ในสินค้ามากมายหลายประเภท อาทิ อาหาร วิตามิน และนมผง กระดาษชำระแบบเปียก ผ้าอ้อมแบบใช้แล้วทิ้ง สบู่และแชมพู แป้งเด็ก เสื้อผ้า รถเข็น ของเล่น และอุปกรณ์กีฬา รวมทั้งคอมพิวเตอร์ เครื่องเล่นเกมส์ และเครื่องดนตรียอดนิยมสำหรับชาวจีนอย่างเปียโน
     ข้อสังเกตก็คือ คำแนะนำของแพทย์มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าแก่ทารกค่อนข้างสูง ขณะที่อำนาจในการตัดสินใจซื้อจะถูกเปลี่ยนถ่ายมาอยู่ที่พ่อแม่ผู้ปกครองเมื่อเข้าสู่วัยเด็ก การทำตลาดจึงควรเข้าถึงแพทย์และพ่อแม่จึงนับว่ามีความสำคัญมาก นอกจากนี้ ยังพบว่าเด็กจีนเริ่มมีบทบาทในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าของตนเองมากขึ้น
     อย่างไรก็ดี ท่ามกลางอุปสงค์และโอกาสทางธุรกิจมหาศาล การผ่อนคลายนโยบายลูกคนเดียวรอบใหม่และเปิดให้มีลูกคนที่สองดังกล่าวอาจส่งผลกระทบเชิงลบต่ออุปสงค์ของสินค้าบางรายการ ทำให้อุปสงค์สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการคุมกำเนิดลดลงในอนาคต เช่น ถุงยางอนามัย ยาคุมกำเนิด และอุปกรณ์ป้องกันอื่น ซึ่งอาจทำให้อุปสงค์ของยางพาราจากไทยซึ่งมีตลาดหลักอยู่ที่จีนชะลอตัวลงได้
     จากสินค้า ... สู่บริการ ธุรกิจบริการจำนวนมากคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นระลอกใหม่ของเด็กและวัยรุ่นจีน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดได้แก่ บริการโรงพยาบาล สถานเลี้ยงเด็กเล็ก โรงเรียนระดับอนุบาลและประถมศึกษา หลักสูตรการเรียนพิเศษ การ์ตูนและแอนิเมชั่น ร้านตู้เกมส์และให้เช่าคอมพิวเตอร์ และแฟรนไชส์อาหารจานด่วน ก็คาดว่าจะได้รับความนิยมมากขึ้น
     จากลูกคนแรก ... สู่ลูกคนที่สอง พฤติกรรมการประคบประหงมดูแลเอาใจใส่ลูกหลาน ประดุจ “เทวดามาเกิด” ก็ไม่ปานของพ่อแม่ผู้ปกครองชาวจีนที่เคยมีกับลูกคนแรกน่าจะขยายวงต่อไปยังลูกคนที่สอง และโดยที่การผ่อนคลายนโยบายลูกคนเดียวในครั้งนี้คาดว่าจะมีจำนวนเด็กจีนเกิดใหม่เฉลี่ยราว 17-20 ล้านคนต่อปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชุมชนเมืองที่ครอบครัวมีรายได้เฉลี่ยในอัตราที่สูง นั่นหมายความว่า กำลังซื้อจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในระยะยาว ทั้งทางตรงและทางอ้อม และทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ หลายฝ่ายจึงมั่นใจว่า “เศรษฐกิจเด็กทารก” (Baby Economy) ในจีนจะเติบโตอย่างมีเสถียรภาพต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 15-20 ปีข้างหน้า
     จากเด็ก ... สู่วัยรุ่น อุปสงค์ของเด็กเหล่านี้จะขยายวงมากขึ้นเมื่อเติบโตเป็นวัยรุ่น เด็กและวัยรุ่นจีนในปัจจุบัน โดยเฉพาะที่อาศัยอยู่ในชุมชนเมืองมีบัญชีธนาคารของตนเองและมีเงินค่าขนมติดกระเป๋า แม้ว่าจำนวนเงินดังกล่าวจะไม่ใช่กำลังซื้อต่อหัวที่มากมายอะไร แต่เมื่อพิจารณาถึงวิธีการใช้จ่ายเงินของตลาดเป้าหมายนี้แล้วพบว่ายิ่งน่าสนใจใหญ่ เพราะพบว่าวัยรุ่นจีนมีอำนาจในการตัดสินใจเป็นของตนเองมากขึ้น โดยคนเหล่านี้ใช้เงินราว 2 ใน 3 เพื่อการซื้อหาเครื่องดื่มและอาหาร ขณะที่ครึ่งหนึ่งของวัยรุ่นจีนใช้เงินราว 100 หยวนต่อเดือนเพื่อการเล่นเกมส์ออนไลน์ นอกจากนี้ สินค้าเครื่องเขียน หนังสือการ์ตูน และนิตยสารวัยใสยังเป็นกลุ่มสินค้าอันดับแรก ๆ ที่คนกลุ่มนี้สนใจซื้อหา ขณะที่การเข้าสู่สื่อออนไลน์ก็กำลังมาแรง
     นอกจากนี้ แม้ว่าชาวจีนโดยรวมจะบริโภคอาหารจานด่วน ขนมขบเคี้ยว และน้ำอัดลมเฉลี่ยหัวหัวน้อยกว่าของหลายประเทศในโลก แต่เด็กและวัยรุ่นจีนก็เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่เปิดรับต่อ “กระแสตะวันตก” และมีสัดส่วนการบริโภคสินค้าเหล่านี้สูงที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มผู้บริโภคอื่นในจีน จึงคาดว่าธุรกิจที่เกี่ยวข้องดังกล่าวจะได้รับประโยชน์อย่างกว้างขวางจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จนยากจะพรรณนา
     2.    กลุ่มคนแก่มือเติบ (Grey Wealth) ในอดีต ตลาดคนกลุ่มนี้ก็ดูเหมือนจะถูกมองข้ามจากนักการตลาดเช่นเดียวกับของกลุ่มเด็กและวัยรุ่น ด้วยเหตุผลหลายประการ กล่าวคือ คนจีนมีอายุไม่ยืนยาวนัก มีสัดส่วนค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับคนในช่วงอายุอื่น และมีรายได้จากบำนาญที่ค่อนข้างน้อย ประการสำคัญ คนสูงอายุจีนมีความเป็นอนุรักษ์นิยมสูง กอปรกับความต้องการอดออมเงินที่มีอยู่จำกัดไว้ให้ลูกหลานที่มีจำนวนหลายคน จึงไม่กล้าใช้จ่ายเงินจับจ่ายใช้สอยมากนัก มาถึงวันนี้ หลายสิ่งได้เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้คนสูงอายุกลายเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่มีกำลังซื้อสูงและเต็มไปด้วยศักยภาพทางธุรกิจ
     เมื่อจีน ... ก้าวเข้าสู่สังคมคนแก่ จีนก็นับเป็นอีกประเทศหนึ่งที่กำลังก้าวตามญี่ปุ่นเข้าสู่สังคมคนชรา โดยพบว่า คนสูงอายุชาวจีนมีจำนวนและสัดส่วนที่มากอย่างน่าสนใจ แถมยังขยายตัวในอัตราที่สูง ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มคนชาวฮ่องกงที่เข้ามาซื้อที่อยู่อาศัยและลงทุนในจีนในช่วงทศวรรษ 1980 เป็นพื้นฐาน ขณะที่กลุ่มชนชั้นกลางชาวจีนที่มีอายุมากขึ้นก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะเข้ามามีบทบาทในกลุ่มนี้ในอนาคต ตลาด “คนชรา” ของจีนจึงแฝงไว้ซึ่งกำลังซื้อมหาศาล โดยประมาณว่า ในปี 2556 คนจีนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปมีจำนวนกว่า 200 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 15 ของจำนวนประชากรโดยรวม มากกว่าของญี่ปุ่นถึงกว่าสองเท่าตัว และคาดว่าเราจะเห็นกลุ่มคนสูงอายุชาวจีนในจำนวนที่มากขึ้นในอนาคต
     จากการประเมินของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจีนพบว่า ในปี 2568 จีนจะมีคนที่มีอายุมากกว่า 60 ปีอยู่ราว 300 ล้านคน และเพิ่มขึ้นเป็น 400 ล้านคนในปี 2577 ขณะที่คณะกรรมการกลุ่มคนสูงอายุแห่งชาติจีนประเมินว่า ในปี 2593 จีนจะมีคนที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปจำนวนถึง 630 ล้านคน โดยในจำนวนนี้ จะเป็นคนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปอยู่ถึง 430 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนถึงเกือบ 1 ใน 3 ของจำนวนประชากรจีนโดยรวม ซึ่งมากกว่าจำนวนประชากรของสหรัฐฯ โดยรวมเสียอีก
     ประการสำคัญ ที่ประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์ชุดที่ 18 ครั้งที่ 3 เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน 2556 ดังกล่าวยังเห็นชอบในหลักการเกี่ยวกับการเพิ่มอายุเกษียณของข้าราชการจีน ส่งผลให้คนสูงอายุจีนซึ่งเกษียณอายุเฉลี่ยวันละ 25,000 คนจะสามารถรักษาระดับรายได้ที่สูงในช่วงเวลาที่ยาวนานขึ้น นอกจากนี้ คนสูงอายุของจีนในปัจจุบันยังไม่จำเป็นต้องเก็บเงินไว้ให้ลูกหลานจำนวนมากดังเช่นในอดีตอีกแล้ว (ส่วนใหญ่มีลูกหลานแค่คนเดียว) ซึ่งเท่ากับว่า คนสูงอายุเหล่านี้นอกจากจะมีจำนวนมากขึ้นแล้ว ยังจะมีกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย
     จากคนป่วยของเอเซีย ... สู่คนที่มีเวลาอยู่ใช้เงิน ในอดีต ชาวจีนเคยถูกโลกตะวันตกปรามาสว่าเป็น “คนป่วยของเอเซีย” อย่างไรก็ดี นับแต่เปิดประเทศสู่โลกภายนอก ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวจีนได้พัฒนาอย่างมาก ส่งผลให้ชาวจีนมีแนวโน้มอายุยืนยาวขึ้น และมีเวลาอยู่ใช้เงินที่เคยสั่งสมไว้ ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ ทางการจีนได้กำหนดเป้าหมายอายุเฉลี่ยของชาวจีนในปี 2553 ไว้ที่ราว 72 ปี และจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2 ปีในทุก ๆ 10 ปีจนถึงปี 2573 และหลังจากนั้นอายุเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้น 3 ปีในทุก ๆ 10 ปีจนถึงปี 2593 นั่นเท่ากับว่า ในปี 2593 ชาวจีนจะมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 81 ปี
     อุปสงค์ของคนแก่ ... สินค้าและบริการเฉพาะ คนสูงอายุมีความต้องการซื้อหาสินค้าและบริการที่มีลักษณะเฉพาะกลุ่มค่อนข้างสูงเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายที่สูงวัย อาทิ อาหารพร้อมรับประทานที่ย่อยง่าย สินค้าออแกนิกส์ ยา รักษาโรค อาหารเสริม น้ำผลไม้ และวิตามินที่มาพร้อมกับบริการจัดส่ง เสื้อผ้าที่เน้นความสะดวกสบายมากกว่าความ โดดเด่นด้านแฟชั่น แว่นตา โทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์แบบพกพาที่เบาและมีแป้นตัวเลขเลนส์นูน วัสดุก่อสร้าง และรองเท้าที่พื้นทำจากวัสดุพิเศษที่เบา ลดแรงกระแทก และเพิ่มแรงส่ง
     นอกจากนี้ บริการสุขภาพและความงาม บริการด้านท่องเที่ยว/สันทนาการ บริการออกแบบก่อสร้างที่พัก ธุรกิจบ้านพักคนชราและการดูแลรักษาพยาบาลเฉพาะกลุ่ม การประกันชีวิตและสุขภาพคนในวัยชรา และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ก็เป็นธุรกิจบริการที่คาดว่าจะขยายตัวยิ่งขึ้นในอนาคต
     นอกจากนี้ บริการสุขภาพและความงาม บริการด้านท่องเที่ยว/สันทนาการ บริการออกแบบก่อสร้างที่พัก ธุรกิจบ้านพักคนชราและการดูแลรักษาพยาบาลเฉพาะกลุ่ม การประกันชีวิตและสุขภาพคนในวัยชรา และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ก็เป็นธุรกิจบริการที่คาดว่าจะขยายตัวยิ่งขึ้นในอนาคต
     จากข้อมูลของ Taobao.com และเว็บไซต์ซื้อขายสินค้าออนไลน์อื่นพบว่า ในช่วงหลายปีหลังนี้ คนสูงอายุจีนเปลี่ยนพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยไปมาก มิได้ “แก่แล้วแก่เลย” ดังเช่นในอดีต อีกต่อไป กล่าวคือ คนสูงอายุจีนในปัจจุบันหันไปซื้อสินค้าออนไลน์กันมากขึ้น โดยระบุว่า จีนมีคนที่มีอายุมากกว่า 50 ปีและใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อการซื้อหาสินค้าจำนวนถึง 1.75 ล้านคน โดยเฉพาะชาวเซี่ยงไฮ้ที่เติบโตในอัตราที่สูงสุด คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เลือกหาซื้อของใช้ประจำวันหลายประเภท อาทิ แก้วน้ำ ที่ตัดเล็บที่มีเลนส์ขยาย ลูกแก้วหยกเพื่อสุขภาพ ชุดชั้นในปรับอุณหภูมิ เสื้อแคชเมียร์ ผ้าพันคอ และน้ำยาบ้วนปาก ขณะเดียวกัน คนสูงอายุที่มีกำลังซื้อสูงก็นิยมสั่งซื้อสินค้าเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ขณะที่บริการดูแลสุขภาพก็ได้รับความสนใจสั่งจองคิวถึง 1,200 คนต่อเดือน
นอกจากนี้ จากรายงานแนวโน้มออนไลน์ช้อปปิ้งของจีนปี 2555 (Report on China’s Online Shopping Trends 2012) ซึ่งตีพิมพ์โดย CVSC-TNS RESEARCH (CTR) และ Taobao.com ระบุว่า ขนาดของตลาดคนสูงอายุจีนที่ซื้อและมูลค่าการซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 200 ต่อปี ทั้งนี้เนื่องจากราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดทั่วไปราวร้อยละ 20-30 และความสะดวกรวดเร็วในการจัดส่งถึงบ้าน แม้ว่าโลกอินเตอร์เน็ตจะเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนชรา แต่อีกไม่นานคนเหล่านี้ก็จะกลายเป็นผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ตตัวยงเช่นกัน
     จากการเติบใหญ่ของจีน ... สู่ความมั่งคั่งของไทย
     อาหารไทย ... สู่บ้านจีน หากพิจารณาจากพฤติกรรมของคนจีนก็พบว่า มีความเป็นไปได้ที่ครอบครัวชาวจีนจะตอบรับเชิงบวกต่อการผ่อนคลายนโยบายลูกคนเดียวครั้งนี้อย่างกว้างขวาง ซึ่งหากเกิดขึ้น ก็อาจทำให้จำนวนเด็กเกิดใหม่เพิ่มขึ้นมากกว่าที่รัฐบาลจีนประมาณการและเตรียมการรองรับไว้ ซึ่งนั่นหมายความว่า ความต้องการด้านอาหารและสินค้าอีกนานับประการจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ผู้ประกอบการไทยสามารถอาศัยชื่อเสียงในการเป็น “ครัวของโลก” เพื่อการขยายการส่งออกอาหารและเครื่องดื่มหรือเข้ามาประกอบธุรกิจด้านการเกษตรและเกษตรแปรรูปในจีน
     ทั้งนี้ โดยที่รัฐบาลจีนชุดปัจจุบันให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดกับการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนด้านอาหารและอาหารปลอมปน ถึงขนาดกำหนดให้ความมั่นคงด้านอาหาร (Food Security) และความปลอดภัยด้านอาหาร (Food Safety) เป็นนโยบายระดับชาติ ผู้ประกอบการสินค้าอาหารของไทยที่สนใจเข้าสู่ตลาดจีนจึงควรให้ความสำคัญกับประเด็น “คุณภาพ” อาหารมากเป็นพิเศษ สินค้าอาหารของไทยยังจำเป็นต้องขยับออกการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์เดิมที่เน้นเพียงแค่ความอร่อย และหันมาสร้างความแตกต่างโดยเน้นเรื่องความปลอดภัย ความเป็นธรรมชาติ และประโยชน์ต่อสุขภาพมากขึ้น
     ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนก็ส่งเสริมการลงทุนผลิตอาหารในประเทศเพื่อป้อนตลาดจีน โดยให้ความสนใจกับการนำเอาวัตถุดิบ เทคโนโลยี และระบบการจัดการที่ดี รวมทั้งเครือข่ายทางการตลาดมาใช้เพื่อการผลิตสินค้าอาหารที่มีคุณภาพสูงเพื่อตลาดภายในและต่างประเทศ การดำเนินธุรกิจในจีนของกิจการไทยอย่างซีพี (CP) กระทิงแดง (Red Bull) มิตรผล (Mitr Phol) และเฮอร์ริเทจสแน็กแอนด์ฟู้ด (Heritage Snacks and Foods) ดูจะเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้จนประสบความสำเร็จและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นของจีน ซึ่งนับเป็นการแผ้วทางเข้าสู่ตลาดจีนให้แก่ผู้ประกอบการไทยในอนาคต
     ธุรกิจของไทยยังสามารถขยายงานเข้ามาทำการตลาดสินค้าเด็กและประเภทอื่นได้อีกมากมาย เพราะท่ามกลางการขยายตัวของชุมชนเมือง ฐานะของครอบครัวชาวจีนที่ดีขึ้น จำนวนคนชั้นกลางที่ขยายตัว และจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่เพิ่มขึ้น กำลังซื้อและการจับจ่ายใช้สอยในสินค้าเด็กจีนโดยรวมก็ย่อมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว
     ดอกบัวคู่ (Twin Lotus) ผลิตภัณฑ์ในช่องปากผสมสมุนไพรชั้นนำของไทยได้เล็งเห็นถึงพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของครอบครัวคนจีนที่ทุ่มเต็มที่ให้กับ “ลูกคนเดียว” ของครอบครัว จึงใช้โอกาสนี้ขยายสายผลิตภัณฑ์ไปยังกลุ่มลูกค้าเด็กในตลาดจีน โดยออกยาสีฟันรสชาดผลไม้และแปรงสีฟันเด็ก พร้อมลงทุนออกแบบบรรจุภัณฑ์สีสันสดใส และใช้ “ปอมมี” ช้างน้อยสีเหลืองทองที่ยิ้มแย้มแจ่มใสเป็นโลโก้เพื่อดึงดูดใจเด็กจีน ส่งผลให้รายได้จากกลุ่มสินค้าใหม่เหล่านี้เติบโตจนเป็นตัวชูโรงของกิจการในจีนไปโดยปริยาย แน่นอนว่า บริษัทจะมีโอกาสเก็บเกี่ยวรายได้จากกลุ่มสินค้าเหล่านี้เพิ่มขึ้นอีกมากในอนาคต
     หญิงไทย ... เข้าบ้านจีน จีนและไทยนับว่ามีโครงสร้างประชากรที่แตกต่างกันมาก โดยเฉพาะในเรื่องสัดส่วนด้านเพศ กล่าวคือ ขณะที่หนุ่มจีนจำนวนหลายสิบล้านคนจะไม่มีคู่แต่งงานในอนาคต แต่เหตุการณ์เช่นนี้กลับตารปัตรกับผู้หญิงไทยในปัจจุบัน จนหลายคนเฝ้าถามไถ่ด้วยความสงสัยว่า “ทุกวันนี้ผู้ชายไทยหายไปไหนกันหมด” ปัญหาความไม่สมดุลของจำนวนประชากรด้านเพศของสองประเทศดังกล่าวจะขยายวงกว้างขึ้นในอนาคต ดังนั้น หากเรามองว่า หนุ่มจีนมีฐานะดีขึ้นตามทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจ ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้หญิงไทยในอนาคต เส้นทางแห่งพรหมลิขิตระหว่างหนุ่มจีน-หญิงไทยอาจนำไปสู่การพลิกฟื้นโอกาสทางธุรกิจของไทยในจีน
     เมื่อผู้หญิงไทยเหล่านั้นเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวจีนก็จะเป็นกลไกสำคัญต่อการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยเข้าสู่รากหญ้าระดับครอบครัวได้อย่างแท้จริง ยกตัวอย่างเช่น ความสามารถในการทำอาหารของแม่บ้านไทยก็จะสามารถทำให้สมาชิกในครอบครัวจีนรู้จักและลิ้มลองอาหารไทยได้ง่ายขึ้น อันที่จริง ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา ผมเฝ้าครุ่นคิดถึงวิธีการส่งเสริมอาหารไทยในบ้านคนจีนที่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆ การจัดสาธิตการปรุงอาหารไทย การจัดการเรียนการสอนการปรุงอาหารไทย การจัดทัวร์ชาวจีนไปเรียนรู้อาหารและวัฒนธรรมไทย หรือแม้กระทั่งการจัดแข่งขันการทำอาหารไทย
     แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผมเกิดความคิดใหม่จากการได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ของลูกน้องสาวชาวไทยที่ “เสียดุล” ให้กับหนุ่มจีนว่า หนึ่งในภารกิจสำคัญที่ลูกน้องของผมถูกรบเร้าจากสมาชิกในครอบครัวในวันหยุดก็คือ การปรุงอาหารไทยให้สมาชิกครอบครัวได้รับประทาน หากสมมุติว่าเรามีสาวไทยแต่งงานกับหนุ่มจีน 1 ล้านคน ก็เสมือนเราเปิดร้านอาหารไทยขนาดย่อมในบ้านคนจีน 1 ล้านแห่ง ซึ่งเปรียบเสมือนว่า อาหารไทยจำนวนหลายล้านจานถูกเสิร์ฟขึ้นโต๊ะในแต่ละสัปดาห์ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ “เสน่ห์ปลายจวัก” ของสาวไทยเรานี่เองที่อาจจะเป็นกลไกหนึ่งที่สานฝันวิสัยทัศน์ “ครัวไทยในบ้านจีน” ที่ผมอยากเห็นมานานให้เกิดเป็นรูปธรรมได้อย่างแท้จริง
     ที่ผ่านมา เรามักพูดกันเสมอว่า “หากใครได้ทานอาหารรสเผ็ดแล้ว ก็จะติดจนเป็นนิสัย ไม่อาจเลิกได้ง่าย ๆ” ดังนั้น หากเราสามารถทำให้เด็กลูกครึ่งไทย-จีนคุ้นชินกับเครื่องเทศของไทยได้ตั้งแต่วัยเยาว์ก็เชื่อมั่นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมอาหารไทยในตลาดจีนได้ในระยะยาว เพราะพอเด็กเหล่านั้นเติบโตขึ้น ก็จะเป็นตัวสร้าง “อุปสงค์เครือข่าย” ในหมู่เพื่อน ๆ ในอีกหลายสิบปีในอนาคต นี่ยังไม่นับรวมสินค้าและบริการอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมากที่อาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจากแรงผลักดันของผู้หญิงไทยในบ้านจีน อาทิ อาหารแปรรูป ของขวัญของตกแต่งบ้าน และของใช้ภายในบ้านทั่วไปอื่น
     บริการไทย ... โดนใจจีน ในด้านธุรกิจบริการ จีนได้กลายเป็นตลาดท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของไทยเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2555 โดยมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนไปเยือนไทยถึง 2.7 ล้านคน-ครั้ง และคาดว่าจะทะลุ 4 ล้านคน-ครั้งในปี 2556 ตัวเลขดังกล่าวอาจเพิ่มสูงขึ้นเป็นถึง 10 ล้านคน-ครั้งหากเปิดให้ชาวจีนเดินทางไปยังเมืองไทยได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า (ตามที่เป็นข่าวกันอยู่) หากเราประเมินว่านักท่องเที่ยวจีนแต่ละคนใช้จ่ายเงินเฉลี่ย 50,000 บาทต่อครั้งในการเดินทางเยือนไทย ก็หมายความว่า เราจะมีเม็ดเงินจากจีนปีละราว 500,000 ล้านบาทที่จะสะพัดในเมืองไทยในอนาคต แถมด้วยการได้สัมผัสกับความเป็นไทยในเชิงลึกไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย นวดแผนไทย บันเทิงไทย และงานศิลปะวัฒนธรรมไทยในด้านอื่น
     การจัดทัวร์เฉพาะกลุ่มสำหรับครอบครัว (พ่อ-แม่-ลูก) วัยรุ่น และคนสูงอายุชาวจีนกำลังได้รับความสนใจมากขึ้น การออกแบบโปรแกรมทัวร์ที่เลือกสถานที่ท่องเที่ยว อาหาร และกิจกรรมพิเศษที่เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มผู้บริโภคจะช่วยสร้างความประทับใจและเพิ่มความถี่ในการเยือนไทยในระยะยาว อีกทั้งยังอาจจะพัฒนาเป็นโอกาสทางธุรกิจอื่น ๆ มากมายตามมา เช่น บริการรักษาพยาบาล การศึกษาต่อ หลักสูตรภาคฤดูร้อน การจัดประชุมประจำปี หรือแม้กระทั่งการจัดงานแต่งงาน ดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ และฉลองครบรอบการแต่งงานที่เมืองไทย
     ครอบครัวชาวจีนที่มีฐานะดีอาจตัดสินใจเดินทางไปฝากครรภ์และคลอดลูกคนที่สองในต่างประเทศ ความสะดวกคล่องตัวในการเดินทางไปเมืองไทยโดยไม่ต้องขอวีซ่าจะทำให้พ่อแม่จีนคิดถึงบริการรักษาพยาบาลของไทยเป็นหนึ่งในทางเลือกอันดับต้น ๆ ซึ่งจะทำให้บริการรับฝากครรภ์และคลอดลูกของโรงพยาบาลชั้นนำของไทยและธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย
     หากประเมินว่าเพียงร้อยละ 0.1 ของคุณแม่จีนที่ตั้งครรภ์ในแต่ละปีเดินทางไปใช้บริการดังกล่าวที่เมืองไทย ก็หมายถึงจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้นถึงเกือบ 20,000 คน หากประมาณว่า คุณแม่ชาวจีนแต่ละคนต้องเสียค่าบริการฝากครรภ์และคลอดลูก 500,000 บาทต่อคน ก็หมายความว่า เงินจำนวนราว 10,000 ล้านบาทจะหลั่งไหลจากจีนไปยังเมืองไทย ซึ่งอาจเพิ่มขึ้นและกระจายต่อเนื่องไปยังธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอีกมากมายในระยะยาว รวมถึงประโยชน์จากการบริโภคและซึมซับในสินค้าต่าง ๆ ของไทยในระหว่างที่ใช้ชีวิตในเมืองไทย
     กลยุทธ์การตลาด ... เน้นจุดแข็ง ไม่แข่งราคา ขายจุดต่าง ในการดำเนินกลยุทธ์การตลาดของไทยในจีน สินค้าส่งออกของไทยควรให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ที่โดนใจชาวจีน หลีกเลี่ยงการแข่งขันทางด้านราคา และให้ความสำคัญกับการตลาดออนไลน์ บางท่านอาจคิดว่าคนจีนไม่สนใจเรื่องตราสินค้า แต่ความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะชาวจีนที่มีฐานะดีและเหมาะสำหรับการเป็นกลุ่มเป้าหมายของสินค้าไทยในปัจจุบันต่าง “บ้าแบรนด์” กันอย่างถ้วนหน้า ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านคงได้มีโอกาสเห็นนักท่องเที่ยวจีนยืนต่อคิวยาวเหยียดเพื่อรอเข้าร้านสินค้าฟุ่มเฟือยกันมาบ้างแล้ว ด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพ จำนวนคนจีนที่มีฐานะดีก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
     ขณะเดียวกัน ท่ามกลางการเติบโตของการใช้อินเตอร์เน็ตในจีน พาณิชย์อิเล็กทรอนิสก์ (E-Commerce) ได้กลายเป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว กระแสความนิยมดังกล่าวได้ แพร่กระจายต่อไปยังกลุ่มเด็ก/วัยรุ่นและคนสูงอายุในจีน การทำการตลาดผ่านโลกออนไลน์จึงน่าจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการประชาสัมพันธ์และช่องทางการจัดจำหน่ายที่เต็มไปด้วยศักยภาพที่ดีสำหรับสินค้าและบริการของไทยในระยะยาว
     นี่จึงอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่เราเห็นแบรนด์ดังจากต่างประเทศที่จมูกไวต่อกินเงินหยวน และตระหนักดีถึง “พลังแฝง” ของเด็กจีนที่พร้อมจะพาพ่อแม่และผู้ปกครองเข้ามาจับจ่ายใช้สอยเลือกซื้อหาสินค้าในร้านของตนเองหรือผ่านเว็บไซต์ จึงต่างทยอย “เข้าสู่ตลาด” และ “เกาะติด” สภาพการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมและการแข่งขัน รวมทั้งพยายาม “ขยายส่วนแบ่งการตลาด” เพื่อหวังเอาประโยชน์จากการเติบโตของตลาดสินค้าเด็ก/วัยรุ่นและคนสูงอายุในจีน
     นอกจากนี้ สินค้าไทยยังควรใส่ใจกับการวางตำแหน่งทางการตลาดที่เหมาะสมและแปลกใหม่มากกว่าเดิม อาทิ ความเป็นธรรมชาติ ความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และการออกแบบที่ทันสมัย จากข้อมูลงานวิจัยของบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำรายหนึ่งระบุว่า ในการตัดสินใจซื้อหาสินค้าอาหารแก่สมาชิกในครอบครัว พ่อแม่จีนให้ความสำคัญกับปัจจัยความเชื่อมั่นและความปลอดภัยมากที่สุด
     ขณะเดียวกัน แม้กระทั่งตลาดคนชั้นกลางของจีนก็ยังต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และให้ความสำคัญกับการมองหาสินค้าที่สะท้อนจุดยืนของความเป็นตัวตนของลูกและครอบครัวมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากคำสัมภาษณ์ของนางหวัง ซิน (Wang Xin) แม่บ้านชนชั้นกลางวัย 30 ปีที่กล่าวถึงวิธีการเลือกซื้อเสื้อผ้าให้ลูกว่า “ฉันต้องการให้ลูกสวมใส่เสื้อผ้าที่ปลอดภัยและมีคุณภาพดี เพราะฉันต้องการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ลูกคนเดียวของฉัน” ซึ่งนับว่าสะท้อนมุมมองของคนชั้นกลางในจีนในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ผมจึงมั่นใจว่า ความรู้สึกและพฤติกรรมการดูแลเอาใจแบบสุด ๆ เช่นนี้จะถูกส่งผ่านต่อไปยังลูกคนที่สองและสมาชิกครอบครัวอื่น ๆ ในอนาคต
     ผู้ประกอบการยังควรนำเอา “จุดแข็ง” ของสินค้าและบริการของไทยที่มีอยู่เดิมมาใช้ประโยชน์เพื่อเก็บเกี่ยวรายได้จากการเติบโตของกลุ่มเด็ก/วัยรุ่นและคนสูงอายุ สินค้าอาหารของไทยหลาย  ประเภท อาทิ ข้าวหอมมะลิ ผลไม้และน้ำผลไม้ ผลิตภัณฑ์สปา ของขวัญของตกแต่งบ้าน และอัญมณี/เครื่องประดับ หรือเอกลักษณ์เฉพาะของงานบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการท่องเที่ยว นวดแผนไทย และบันเทิงไทยควรถูกนำมาต่อยอดและทวีกำลังระหว่างกัน ยกตัวอย่างเช่น  
     •    การใช้การท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับการจัดจำหน่ายข้าวหอมมะลิและผลไม้ไทย
     •    การปลุกกระแสให้วัยรุ่นจีนเลือกร้านอาหารไทยเป็นสถานที่สำหรับการออกเดทกัน
     •    การสยายปีกจากร้านอาหารไทยสู่ร้านกาแฟและร้านขนมไทย
     •    การต่อยอดเครื่องประดับพลอยสีให้ปรากฏอยู่บนนิ้วเจ้าสาวจีน
     •    การสร้างพฤติกรรมให้คนสูงอายุจีนแก้เมื่อยด้วยบริการนวดแผนไทย
     •    การนำเอาดารานักแสดงละครที่โด่งดังของไทยมาเป็นตัวชูโรงเย้ายวนใจวัยรุ่นจีน
     นอกจากนี้ ภาครัฐและเอกชนอาจนำเอาจุดแข็งในกลุ่มสินค้าและบริการเหล่านั้นมาเพื่อเป็นพื้นฐานสำคัญในการดำเนินโครงการส่งเสริมการสร้างตราสินค้า/บริการของตนเองในตลาดจีน ประการสำคัญ ผู้ประกอบการไทยต้องพึงระลึกเสมอว่า จีนในปัจจุบันไม่ใช่ตลาดรองสำหรับการ “โล๊ะสต๊อก” อาหารที่ใกล้หมดอายุ เสื้อผ้าที่ล้าสมัยหรือมีตำหนิ และสินค้าคุณภาพต่ำ รวมทั้งบริการที่มุ่งตีหัวเข้าบ้าน แต่เป็นตลาดใหญ่ที่จะเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ และเต็มไปด้วยศักยภาพและโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งทุกคนจะสามารถฝากความหวังไว้ได้ในระยะยาว
     บทสรุป ... การเดินทางไกล ภายใต้การผ่อนคลายนโยบายลูกคนเดียวระลอกใหม่ รัฐบาลจีนยังมีการบ้านอีกหลายข้อที่รอการแก้ไขอยู่ อาทิ การปรับเปลี่ยนทัศนคติของหนุ่มสาวรุ่นใหม่เกี่ยวกับการมีลูกคนที่สอง และการปรับปรุงระบบทะเบียนราษฎร์ที่เปิดให้ชาวจีนเคลื่อนย้ายข้ามเขตได้ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายใหม่เหล่านี้จะช่วยปรับโครงสร้างประชากรจีนให้สมดุลมากขึ้น ลดแรงกดดันของความเหลื่อมล้ำด้านเพศของประชากรในหลายพื้นที่ได้ในระดับหนึ่ง และเป็นพลังใหม่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจจีนในอนาคต
     การดำเนินการดังกล่าวเปรียบเสมือนกับการเดินทางไกลที่เต็มไปด้วยความท้าทายของรัฐบาลจีน ซึ่งอาจส่งผลกระทบออกไปในวงกว้างทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม รัฐบาลจีนยังต้องคิดเตรียมการสำหรับการดำเนินนโยบายลูกสองคนเต็มรูปแบบ (โดยไม่มีเงื่อนไขจำกัด) แต่คำถามที่สำคัญมากกว่าก็คือ สินค้าและธุรกิจบริการของไทยจะได้รับประโยชน์มากน้อยเพียงใดและอย่างไรจากการผ่อนคลายนโยบายลูกคนเดียวระลอกใหม่ในครั้งนี้ ... และในอนาคต



รวบรวมและเรียบเรียงโดย
ดร. ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร
อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) ณ กรุงปักกิ่ง
สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงปักกิ่ง
11 ธันวาคม 2556
7 มกราคม 2557
แหล่งข้อมูล: http://www.thaicombj.org.cn/
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • การละเมิดเครื่องหมายการค้าในประเทศจีนได้กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ผู้คนทั่วโลกหยิบยกขึ้นมา ถกเถียงกันอีกครั้งเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา หลังจากที่ศาลจีนตัดสินให้บริษัท Apple ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของสหรัฐฯ เจ้าของเครื่องหมายการค้า iPhone เป็นฝ่ายแพ้คดีโต้แย้งสิทธิในเครื่องหมายการค้ากับบริษัท ปักกิ่ง ซินทงเทียนตี้ จำกัด ผู้ผลิตเครื่องหนังของจีน การจดลิขสิทธิ์เครื่องหมายการค้าในจีนจึงเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ผู้สนใจต้องรู้ไว้ก่อนคิดไปบุกตลาดจีน  
  • ข่าวดีล่าสุดสำหรับคนที่ไปท่องเที่ยวและถือโอกาสช้อปที่จีน มณฑลกวางตุ้งที่มีนครกว่างโจวเป็นเมืองหลวงได้ประกาศคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยได้เริ่มใช้นโยบายคืน VAT นี้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2559 เป็นต้นมา
  • ปัจจุบันคนฮ่องกงตื่นตัวและหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น สินค้าออร์แกนิคจึงกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนฮ่องกงที่รักสุขภาพและมีกำลังซื้อเพียงพอที่จะบริโภคสินค้าออร์แกนิคเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นสินค้าอาหารที่ปราศจากสารเคมีหรือสิ่งปนเปื้อนต่าง ๆ สินค้าออร์แกนิคส่วนใหญ่จะมีราคาสูงกว่าสินค้าชนิดเดียวกันที่ไม่ใช่ออร์แกนิคอยู่พอสมควร เนื่องจากมีกระบวนการผลิตที่มีความละเอียดและระยะเวลาในการผลิตค่อนข้างนานกว่าจะสามารถนำมาจำหน่ายในท้องตลาดได้
  • เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2558 รัฐบาลมณฑลกวางตุ้งได้ประกาศแผนการดำเนินงานการสร้างเขตสาธิตแบบศูนย์รวมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน สู่สาธารณะชนอย่างเป็นทางการ โดยในแผนงานฯ ดังกล่าวได้กำหนดแนวทางและเป้าหมายที่จัดเจนในการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดนในมณฑลกวางตุ้ง
  • แม้ว่าฮ่องกงจะเป็นเมืองท่าปลอดภาษีที่การนำเข้าสินค้าและอาหารต่าง ๆ จากต่างประเทศจะสามารถเข้าสู่ฮ่องกงได้โดยสะดวก ทั้งที่เป็นสินค้าเพื่อการบริโภคภายในและสินค้าเพื่อการส่งออกต่อ (re-export) ไปยังจีน แต่สำหรับสินค้าและผลิตภัณฑ์อาหารต่าง ๆ ที่จะนำมาวางจำหน่ายในท้องตลาดฮ่องกงจะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ถูกสุขอนามัยและมีความปลอดภัยเพียงพอสำหรับผู้บริโภค
  • เขตปกครองตนเองซินเจียงเป็นประตูที่สำคัญสู่เอเชียกลางและยุโรป เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญบนเส้นทางสายไหมใหม่ เป็นเขตที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาการค้าและการลงทุนภายใต้นโยบาย “One Belt, One Road” ของจีน เพราะซินเจียงเป็นแหล่งการปลูกฝ้ายที่สำคัญที่สุดของประเทศ

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ