ตลาดค้าปลีกจีน … ก้าวแซงญี่ปุ่น

หนังสือพิมพ์ไชน่า เดลี (China Daily) ตีพิมพ์เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2556 กล่าวถึง รายงานของคัชแมนแอนด์เว็คฟิลด์ (Cushman & Wakefield) กิจการที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำระบุว่า จีนคาดว่าจะแซงญี่ปุ่นขึ้นเป็นเศรษฐกิจที่มีตลาดการค้าปลีกใหญ่ที่สุดในเอเซียในปี 2556 ทั้งนี้ เนื่องจากการเติบโตของการค้าปลีกที่ยังคงร้อนแรงต่อไปท่ามกลางการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของจีนที่หันมาเน้นการบริโภคภายในประเทศเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากขึ้นและสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้
จากสถิติของทางการจีนพบว่า ธุรกิจค้าปลีกของจีนขยายตัวถึงระดับ 2 หลักต่อปีในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของจีนก็ยิ่งทำให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจและจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ยอดขายปลีกในจีนรายเดือนของปี 2556 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า ชาวจีนใช้จ่ายเงินกว่า 20 ล้านล้านหยวนต่อปีเพื่อซื้อหาสินค้าอุปโภคบริโภคในปัจจุบัน
ตลาดค้าปลีกในเมืองเอกอย่างปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เซินเจิ้น และกวางโจว ซึ่งมีจำนวนผู้บริโภคที่มีรายได้สูงและใส่ใจกับแบรนด์มากที่สุดของจีน เติบโตระหว่างร้อยละ 9-16 ต่อปี ขณะที่ในเมืองรองระดับ 2 อาทิ เฉินตู หวู่ฮั่น หนานจิง เสิ่นหยาง และฉงชิ่ง การค้าปลีกขยายตัวในอัตราระหว่างร้อยละ 13-17 ต่อปี
หลายฝ่ายยังประเมินว่า ตลาดค้าปลีกของจีนยังพัฒนาอยู่ในระยะแรกเท่านั้น และยังจะสามารถเติบโตได้อีกมากในอนาคต เพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวค่อนข้างต่ำและมีลักษณะที่กระจุกตัวอยู่มาก คนชั้นกลางในจีนที่คาดว่าจะขึ้นไปแตะจำนวน 900 ล้านคนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ก็ยังมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวที่น้อยกว่าของสหรัฐฯ อยู่มาก นี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญว่า ทำไมชาวจีนจึงยังมองว่าร้านค้าปลีกชั้นนำเหล่านี้มีลักษณะเสมือน “ร้านเฉพาะทาง” และดู “หรูหรา” สำหรับตลาดจีน
อย่างไรก็ดี ท่ามกลางการเติบโตอย่างต่อเนื่องของอุปสงค์ด้านการค้าปลีกดังกล่าวก็พบว่า อุปทานกลับเติบโตในอัตราที่สูงยิ่งกว่า ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ในจีนต่าง “ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด” ทั่วทุกหัวระแหงในเมืองใหญ่ของจีน โดยเฉพาะช่องทางจัดจำหน่ายสมัยใหม่ที่มีรูปแบบทางธุรกิจที่ง่ายต่อการขยายสาขา และกระจายตัวออกไปยังเมืองรองทั่วไปหมด แม้กระทั่งในด้านซีกตะวันตกของจีน จนเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดอุปทานส่วนเกิน (Excess Supply) ในระบบการค้าปลีกในหลายเมือง ดังจะเห็นได้จากพื้นที่ให้เช่าในหลายโครงการที่ว่างเป็นเวลานาน และบางโครงการก็ประสบความล้มเหลวถึงขนาดต้องปิดตัวเองลง
รายงานดังกล่าวระบุว่า ราว 7 ใน 10 เมืองของจีนที่ส่อเค้าว่าจะเกิดอุปทานส่วนเกินของห้างสรรพสินค้า โดยเฉพาะเมืองรองระดับที่ 2 อาทิ นครเฉินตูในมณฑลเสฉวน และเสิ่นหยางในมณฑลเหลียวหนิง ซึ่งอาจส่งผลให้บางโครงการลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต้องชะลอตัวออกไปอย่างน้อย 2-3 ปี และกระทบต่อผู้พัฒนาโครงการในแถบชานเมืองที่ไม่ค่อยมีประสบการณ์
ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่ส่งผลให้ค่าเช่าในโครงการและทำเลที่ดีลดลงแต่อย่างใด เนื่องจากผู้ค้าปลีกรายใหญ่ยังต่างยินดีจ่ายค่าเช่าในราคาสูงแย่งชิงทำเลทองที่มีจำกัดเพื่อประโยชน์ในการสร้างแบรนด์และยอดขายกัน แบรนด์ชั้นนำจำนวนมากต่างคาดการณ์ว่า การซื้อหาสินค้าฟุ่มเฟือยที่มีแบรนด์จะยังคงขยายตัวต่อไปอีกนาน แม้ว่าจะเติบโตในอัตราที่ลดลงก็ตาม
นอกจากนี้ การเติบโตของตลาดค้าปลีกจีนยังไม่หยุดเพียงแค่นั้น เพราะนอกจากจะเดินหน้าขยายตัวต่อไปตามการเติบโตของเศรษฐกิจและกำลังซื้อของชาวจีนแล้ว ยังจะพัฒนาในเชิงคุณภาพและความสลับซับซ้อน ทำให้การแข่งขันระหว่างผู้ค้าปลีกเพิ่มสูงขึ้น เกิดการพัฒนาในเชิงของคุณภาพของสินค้าและการให้บริการ และขยายต่อไปยังโลกการค้าออนไลน์อย่างเป็นกอบเป็นกำ
การวิจัยหนึ่งประเมินว่า ภายในปี ๒558 จีนจะมีจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากถึง ๗๐๐ ล้านคน ซึ่งเท่ากับจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตของสหรัฐฯ อินเดีย ญี่ปุ่น รัสเซีย และอินโดนีเซียรวมกัน ทั้งนี้ประเมินว่า ปัจจุบัน จีนมีจำนวนผู้ซื้อสินค้าออนไลน์กว่า 200 ล้านคน ซึ่งมากกว่าของสหรัฐฯ และมากกว่าของอังกฤษถึง 5 เท่า ทั้งนี้ คาดว่ามูลค่าการค้าปลีกออนไลน์ในจีนจะขยายตัวถึงร้อยละ 30 ต่อปี อันจะส่งผลให้ตลาดการค้าปลีกออนไลน์ของจีนจะมีมูลค่าเท่ากับของสหรัฐฯ ภายในปี 2558
ตลาดค้าปลีกจีนยังคงเติบโตและมาแรงจริง ๆ ...
รวบรวมและเรียบเรียงโดย
ดร. ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร
อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์)
สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงปักกิ่ง
13 ธันวาคม 2556
7 มกราคม 2557
แหล่งข้อมูล:
http://www.thaicombj.org.cn
โดย:
ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
