บทบาทของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในเมืองจีน
บทบาทของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในเมืองจีน

ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางของจีนเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศมาโดยตลอด จากข้อมูลสถิติพบว่าในประเทศจีนมีธุรกิจดังกล่าวถึงร้อยละ 99 ของธุรกิจทั้งหมดในประเทศจีน และนอกจากนี้ธุรกิจดังกล่าวยังเป็นแหล่งสร้างงานที่สำคัญในกับคนในประเทศถึงร้อยละ 80 สร้างรายได้ทางภาษีคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 50 ของรายได้จากภาษีทั้งหมดของภาครัฐ และคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 60 ของจีดีพีของปี 2551 [①]

ประเภทของ SMEs ในจีน

ปัจจุบันจีนแบ่งประเภทธุรกิจ SMEs โดยอ้างอิงตามมาตรการชั่วคราวเกี่ยวกับมาตรฐานของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (中小企业标准暂行规定) [②] ประกาศปี 2546 โดยแบ่งตามประเภทธุรกิจ ดังนี้

  1. ประเภทธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดกลาง ต้องมีคนงานระหว่าง 300 - 2,000 คน หรือมียอดขายระหว่าง 30 – 300 ล้านหยวน หรือมีสินทรัพย์ระหว่าง 40 – 400 ล้านหยวน โดยธุรกิจที่มีคนงานมียอดขาย หรือมีสินทรัพย์น้อยกว่าประเภทธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดกลางจัดว่าเป็นธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดย่อม

  2. ประเภทธุรกิจก่อสร้างขนาดกลาง ต้องมีคนงานระหว่าง 600 - 3,000 คน หรือมียอดขายระหว่าง 30 – 300 ล้านหยวน หรือมีสินทรัพย์ระหว่าง 40 – 400 ล้านหยวน โดยธุรกิจที่มีคนงาน มียอดขาย หรือมีสินทรัพย์น้อยกว่าประเภทธุรกิจก่อสร้างขนาดกลางจัดว่าเป็นธุรกิจก่อสร้างขนาดย่อม

  3. ประเภทธุรกิจค้าปลีกขนาดกลาง ต้องมีคนงานระหว่าง 100 - 500 คน หรือมียอดขายระหว่าง 10 – 150 ล้านหยวน โดยธุรกิจที่มีคนงานหรือมียอดขายน้อยกว่าประเภทธุรกิจค้าปลีกขนาดกลาง ถือว่าเป็นประเภทธุรกิจค้าปลีกขนาดย่อม

    สำหรับประเภทธุรกิจค้าส่งขนาดกลาง ต้องมีคนงานระหว่าง 100 - 200 คน หรือมียอดขายระหว่าง 10 – 300 ล้านหยวน โดยธุรกิจที่มีคนงานหรือมียอดขายน้อยกว่าประเภทธุรกิจค้าส่งขนาดกลาง ถือว่าเป็นประเภทธุรกิจค้าส่งขนาดย่อม

  4. ประเภทธุรกิจด้านการขนส่งขนาดกลาง ต้องมีคนงานระหว่าง 500 – 3,000 คน หรือมียอดขายระหว่าง 30 – 300 ล้านหยวน โดยธุรกิจที่มีคนงานหรือมียอดขายน้อยกว่าประเภทธุรกิจการขนส่งขนาดกลาง ถือว่าเป็นประเภทธุรกิจการขนส่งขนาดย่อม

    สำหรับประเภทธุรกิจไปรษณีย์ขนาดกลาง ต้องมีคนงานระหว่าง 400 – 1,000 คน หรือมียอดขายระหว่าง 30 – 300 ล้านหยวน โดยธุรกิจที่มีคนงานหรือมียอดขายน้อยกว่าประเภทธุรกิจไปรษณีย์ขนาดกลางถือว่าเป็นประเภทธุรกิจไปรษณีย์ขนาดย่อม

  5. ประเภทธุรกิจด้านที่พักอาศัยเเละร้านอาหาร ต้องมีคนงานระหว่าง 400 – 800 คน หรือมียอดขายระหว่าง 30 – 150 ล้านหยวน โดยธุรกิจที่มีคนงานหรือมียอดขายน้อยกว่าประเภทธุรกิจด้านที่พักอาศัยเเละร้านอาหารถือว่าเป็นประเภทธุรกิจด้านที่พักอาศัยเเละร้านอาหารย่อม

อย่างไรก็ตามด้วยเทคโนโลยีและสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว ในปัจจุจันการแบ่งประเภทดังกล่าวจึงมีข้อบกพร่องต่างๆเกิดขึ้น อาทิ ธุรกิจบางอย่างใช้คนทำงานน้อยแต่ได้ผลประกอบการสูง รัฐบาลจีนจึงมีความพยายามที่จะทำมาตรฐานการแบ่งประเภทธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมใหม่เพื่อให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยทั้งนี้คาดการณ์ว่าจะออกประกาศใช้ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนศกนี้ [③]


ปัญหาที่ SMEs จีนกำลังเผชิญ

ในปัจจุบัน เนื่องจากรัฐบาลจีนเน้นสนับสนุนการลงทุนของธุรกิจขนาดใหญ่ นโยบายของรัฐจึงเป็นไปในทิศทางที่เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจดังกล่าวที่มักมีผลประกอบการสูง ดังนั้นธุรกิจ SMEs จึงมักต้องเผชิญกับปัญหาในหลายด้านด้วยกัน ซึ่งสรุปได้ดังนี้

  1. การขาดสภาพคล่องทางการเงินในธุรกิจ SMEs กลไกการดำเนินงานของสถาบันการเงินและการปล่อยสินเชื่อของสถาบันทางการเงินของจีนไม่เอื้อต่อการดำเนินงานของธุรกิจ SMEs เนื่องจากธนาคารหรือสถาบันทางการเงินต้องการลดความเสี่ยงของการเกิดหนี้เสีย จึงไม่ปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจที่มีความน่าเชื่อถือทางการเงินต่ำ มีข้อมูลการดำเนินงานที่ไม่ชัดเจนและมีความไม่แน่นอนของผลประกอบการดังเช่นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในขณะเดียวกันในช่วงที่ธุรกิจ SMEs ต้องการเงินกู้อย่างเร่งด่วนเพื่อขยายการลงทุน ขั้นตอนการดำเนินงานของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อกลับมีความซับซ้อนและไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้

  2. การขาดระบบการจัดการทางการเงินที่ดีภายในธุรกิจ เนื่องจากผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs โดยมากเป็นประชาชนทั่วไป ผู้ดำเนินกิจการมีจำนวนน้อย จึงดำเนินการไปในลักษณะที่ไม่เป็นระบบมากนัก โดยเฉพาะการจัดการด้านการเงินภายในธุรกิจมักไม่ได้รับการจัดการที่เข้มงวดทำให้ข้อมูลบัญชีขาดความน่าเชื่อถือ

  3. ข้อจำกัดในการรับรู้ข้อมูล ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมโดยทั่วไปของจีนมักค่อนข้างมีจุดอ่อนในการรับรู้ข่าวสารด้านต่าง ๆ เช่น นโยบายและมาตรการของรัฐบาล ข้อมูลข่าวสารด้านการตลาด เป็นต้น

  4. อุปสรรคด้านกฎระเบียบและนโยบายของรัฐบาล นโยบายการดึงดูดการลงทุนมักให้ความสำคัญกับกิจการที่เป็นของภาครัฐและของต่างชาติ อาทิ ธุรกิจต่างชาติจะได้สิทธิประโยชน์จากการยกเว้นทางภาษี เป็นต้น

มาตรการพัฒนา SMEs ของจีน

  1. มาตรการบังคับใช้กฎหมายการส่งเสริมธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องโดยการวิจัยเพื่อสร้างมาตราการสำหรับระบบประกันสินเชื่อสำหรับธุรกิจ SMEs และการพยายามป้องกันการผูกขาดในธุรกิจบางสาขา รวมถึงการสร้างนโยบายการกระตุ้นการลงทุนจากเอกชน

  2. มาตรการสนับสนุนทางด้านภาษาีเเละการเงิน โดยการเพิ่มเงินทุนพิเศษสำหรับเป็นงบประมาณเพื่อช่วยเหลือธุรกิจ SMEs รวมถึงการวางนโยบายเร่งด่วนเพื่อช่วยลดอัตราการเก็บภาษีเงินได้ของธุรกิจ SMEs ถึงร้อยละ 50

  3. มาตรการขจัดปัญหาทางการเงิน โดยการเพิ่มเงินกู้ให้ธุรกิจ SMEs เน้นการพัฒนาตลาดหลักทรัพย์เเห่งใหม่ของจีน (ChiNext) และพัฒนาการประกันสินเชื่อในภาคธุรกิจ SMEs

  4. มาตรการสนับสนุนยกระดับเเละปรับโครงสร้าง โดยการลงทุนในส่วนวิจัยและพัฒนาเพื่อก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่เเละการพัฒนาคุณภาพสินค้าในภาคธุรกิจ SMEs

  5. มาตรการพัฒนาระบบบริการสังคม โดยการเเนะนำและสนับสนุนตัวเเทนภาคบริการเพื่อให้ข้อมูล การฝึกอบรม การลงทุน การตรวจสอบคุณภาพและการบริการจัดการกับธุรกิจ SMEs

  6. มาตรการสร้างความเข้มเเข็งด้านการจัดการ โดยการจัดหาที่ปรึกษาเพื่อธุรกิจ SMEs ส่งเสริมระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน ปรับปรุงระบบดำเนินงาน ยกระดับโครงสร้างการจัดการให้มีความสมบูรณ์ รวมทั้งส่งเสริมนวัตกรรมการจัดการในธุรกิจ SMEs


เเหล่งที่มา





[①] Supporting the SMEs, Beijing Review, 14 January 2010, P.30
[②]中外中小企业分标准研究, http://www.zjsme.gov.cn/list.asp?id=3990
[③]中小企业划分标准6月底前明确,http://www.cnstock.com/index/gdbb/201003/432041.htm
23 มิถุนายน 2553
แหล่งข้อมูล: (23/06/2010)
โดย: ชุติมา อริยะวัตรกุล

Back to the list

More Related

  • การละเมิดเครื่องหมายการค้าในประเทศจีนได้กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ผู้คนทั่วโลกหยิบยกขึ้นมา ถกเถียงกันอีกครั้งเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา หลังจากที่ศาลจีนตัดสินให้บริษัท Apple ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของสหรัฐฯ เจ้าของเครื่องหมายการค้า iPhone เป็นฝ่ายแพ้คดีโต้แย้งสิทธิในเครื่องหมายการค้ากับบริษัท ปักกิ่ง ซินทงเทียนตี้ จำกัด ผู้ผลิตเครื่องหนังของจีน การจดลิขสิทธิ์เครื่องหมายการค้าในจีนจึงเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ผู้สนใจต้องรู้ไว้ก่อนคิดไปบุกตลาดจีน  
  • ข่าวดีล่าสุดสำหรับคนที่ไปท่องเที่ยวและถือโอกาสช้อปที่จีน มณฑลกวางตุ้งที่มีนครกว่างโจวเป็นเมืองหลวงได้ประกาศคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยได้เริ่มใช้นโยบายคืน VAT นี้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2559 เป็นต้นมา
  • ปัจจุบันคนฮ่องกงตื่นตัวและหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น สินค้าออร์แกนิคจึงกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนฮ่องกงที่รักสุขภาพและมีกำลังซื้อเพียงพอที่จะบริโภคสินค้าออร์แกนิคเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นสินค้าอาหารที่ปราศจากสารเคมีหรือสิ่งปนเปื้อนต่าง ๆ สินค้าออร์แกนิคส่วนใหญ่จะมีราคาสูงกว่าสินค้าชนิดเดียวกันที่ไม่ใช่ออร์แกนิคอยู่พอสมควร เนื่องจากมีกระบวนการผลิตที่มีความละเอียดและระยะเวลาในการผลิตค่อนข้างนานกว่าจะสามารถนำมาจำหน่ายในท้องตลาดได้
  • เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2558 รัฐบาลมณฑลกวางตุ้งได้ประกาศแผนการดำเนินงานการสร้างเขตสาธิตแบบศูนย์รวมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน สู่สาธารณะชนอย่างเป็นทางการ โดยในแผนงานฯ ดังกล่าวได้กำหนดแนวทางและเป้าหมายที่จัดเจนในการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดนในมณฑลกวางตุ้ง
  • แม้ว่าฮ่องกงจะเป็นเมืองท่าปลอดภาษีที่การนำเข้าสินค้าและอาหารต่าง ๆ จากต่างประเทศจะสามารถเข้าสู่ฮ่องกงได้โดยสะดวก ทั้งที่เป็นสินค้าเพื่อการบริโภคภายในและสินค้าเพื่อการส่งออกต่อ (re-export) ไปยังจีน แต่สำหรับสินค้าและผลิตภัณฑ์อาหารต่าง ๆ ที่จะนำมาวางจำหน่ายในท้องตลาดฮ่องกงจะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ถูกสุขอนามัยและมีความปลอดภัยเพียงพอสำหรับผู้บริโภค
  • เขตปกครองตนเองซินเจียงเป็นประตูที่สำคัญสู่เอเชียกลางและยุโรป เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญบนเส้นทางสายไหมใหม่ เป็นเขตที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาการค้าและการลงทุนภายใต้นโยบาย “One Belt, One Road” ของจีน เพราะซินเจียงเป็นแหล่งการปลูกฝ้ายที่สำคัญที่สุดของประเทศ

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ