
การเปิดตัวของ ICBC จีนในไทย
เมื่อปีที่แล้ว ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ของไทยได้มีโอกาสต้อนรับน้องใหม่จากต่างแดนเข้าสู่วงการอีกหนึ่งราย โดยเมื่อวันที่ 21 เมษายนปี 2553 ที่ผ่านมา ธนาคาร ICBC หรือชื่อเต็มว่า Industrial and Commercial Bank of China จากประเทศจีนได้เข้าเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของธนาคารสินเอเซียในสัดส่วนร้อยละ 97.24 แล้วเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) จำกัด (มหาชน)
ปัจจุบัน ICBC ถือเป็นธนาคารพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน ดำเนินกิจการในรูปแบบของรัฐวิสาหกิจ โดยหลังจากที่จีนได้เข้าเป็นสมาชิก WTO ในปี 2001 ทำให้ธนาคารจีนมีการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ มีการลดสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ลงจำนวนมาก รวมถึงปรับปรุงโครงสร้างทางการเงินและการบริหารจัดการ บวกกับการที่เศรษฐกิจจีนมีอัตราการเติบโตอย่างสูงในช่วงตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้ ICBC มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบัน ICBC ถือเป็นรัฐวิสาสหกิจที่มีมูลค่าสินทรัพย์รวมสูงสุดในจีน เป็นธนาคารพาณิชย์ที่ทำกำไรได้มากที่สุดในโลก และล่าสุดเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา การจัดอันดับบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกโดยนิตยสาร Forbes ปรากฏว่า ICBC ได้รับการจัดให้อยู่ในลำดับที่ 7
10 อันดับบริษัทใหญ่ที่สุดในโลก จากการจัดอันดับของนิตยสาร Forbes
ทำไมต้องเมืองไทย?
จีนและไทยมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาเป็นเวลาช้านานไม่ว่าจะเป็นในด้านของวัฒนธรรมหรือเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ข้อตกลงการค้าเสรีจีน - อาเซียนได้มีผลบังคับใช้ไปเมื่อต้นปี 2553 ที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้การค้าระหว่างกันเติบโตขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด ข้อมูลของปี 2553 ระบุว่าไทยกับจีนมีการค้าระหว่างกันคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 52.95 พันล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ จีนถือเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญอันดับที่ 2 ของไทย โดยถือเป็นตลาดส่งออกอันดับที่ 1 และเป็นตลาดนำเข้าอันดับที่ 2 ส่วนไทยถือเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญอันดับที่ 14 ของจีน โดยมีปริมาณการค้าระหว่างกันมากเป็นลำดับที่ 3 ในบรรดากลุ่มประเทศอาเซียนรองจากอินโดนีเซียและมาเลเซีย
ในส่วนของการลงทุนระหว่างกันก็มีมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกปี ปัจจัยสำคัญเนื่องมาจากนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของทั้งสองประเทศ ทางฝั่งจีนเองแม้ว่าจะยังไม่ได้มีการเปิดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนได้อย่างเสรีมากนัก แต่ก็ได้มีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษต่างๆ ขึ้นมาเพื่อเป็นเขตทดลองให้กิจการจากต่างชาติเข้ามาลงทุนได้อย่างสะดวก ซึ่งก็ได้มีธุรกิจจากไทยจำนวนไม่น้อยที่ได้เข้าไปทำการลงทุนและค่อนข้างประสบความสำเร็จในประเทศจีน ที่สำคัญได้แก่ 正大集团 (บริษัทในเครือ ซี.พี.) 暹罗机械集团 (เครือซีเมนต์ไทย) 中央集团 (กลุ่มบริษัทเซ็นทรัล) เป็นต้น โดยข้อมูลจนถึงเมื่อสิ้นปี 2552 ระบุว่ามีโครงการของธุรกิจไทยที่ลงทุนอยู่ในประเทศจีนจำนวนรวมทั้งสิ้น 3,975 โครงการ คิดเป็นมูลค่าของเงินลงทุนรวมกว่า 3.24 พันล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับการลงทุนของจีนในประเทศไทย พบว่ามีการเติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2553 จีนมีการลงทุนในไทยคิดเป็นมูลค่าประมาณ 350 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นการลงทุนจากต่างชาติที่มีมูลค่ามากที่สุดเป็นลำดับที่ 5 ทั้งนี้พบว่า เฉพาะภายในช่วงเวลา 2 ปี (2552 – 2553) จีนมีการลงทุนในไทยรวมกันแล้วคิดเป็นมูลค่ามากกว่าที่ผ่านมาในอดีตถึงกว่า 2 เท่า
จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น ทำให้ ICBC เลือกขยายธุรกิจมายังประเทศไทยโดยการเข้าซื้อหุ้นของธนาคารสินเอเซีย (ACL) ในสัดส่วนร้อยละ 97.24 เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2553 และได้เปลี่ยนชื่อเป็น “ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) จำกัด (มหาชน)” อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2553 ปัจจุบันมีสาขาในกรุงเทพฯ 8 แห่ง และอีก 11 สาขาตามหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต ขอนแก่น ระยอง หาดใหญ่ เป็นต้น นอกจากนี้ ICBC ยังมีการดำเนินธุรกิจเช่าซื้อ (Leasing) ภายใต้ชื่อของ Leasing Sinn Asia Company Limited (LACL) และยังเป็นบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) กับบริษัทหลักทรัพย์ Finansia Syrus Securities Pubic Company Limited (Syrus) อีกด้วย
โดยธนาคารไอซีบีซี (ไทย) เพิ่งได้รับการจัดอันดับเครดิตภายในประเทศ (National Ratings) จากบริษัทจัดอันดับระดับโลกอย่าง Fitch Ratings ซึ่งจากปัจจัยที่มีบริษัทแม่ในประเทศจีนที่แข็งแกร่งเป็นตัวสนับสนุน ทำให้ได้อันดับเครดิตในระยะยาวอยู่ที่ AA+ และในระยะสั้นอยู่ที่ F1 ซึ่งถือได้ว่าเป็นระดับที่ดีกว่าของธนาคารพาณิชย์ทั่วไปของไทย โดยครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ ICBC ยินยอมให้บริษัทจัดอันดับระดับสากลเข้ามาทำการจัดอันดับนับตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1967
นายเฉิน โหย่วปิง และไอซีบีซี (ไทย)
ไอซีบีซี (ไทย) จะให้อะไรกับธุรกิจเซี่ยเหมิน?
“เซี่ยเหมินเป็นหนึ่งในไม่กี่เมืองของจีนที่มีสถานกงสุลใหญ่ไทย ซึ่งทำให้เมืองเซี่ยเหมินและประเทศไทยมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันเสมอมาไม่ว่าจะเป็นด้านของเศรษฐกิจ การค้า หรือวัฒนธรรม โดยปัจจุบันมีธุรกิจไทยกว่า 10 รายที่มาลงทุนอยู่ในเมืองเซี่ยเหมิน และปีที่ผ่านมาการค้าระหว่างเซี่ยเหมินกับประเทศไทยมีมูลค่าถึงเกือบ 400 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเซี่ยเหมินนำเข้าจากไทยเกือบ 300 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งไทยเองก็ถือเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของเซี่ยเหมิน สินค้าส่งออกที่สำคัญได้แก่ เครื่องจักร รถยนต์ เป็นต้น ล่าสุดทางธนาคารไอซีบีซี (ไทย) ก็เพิ่งจะอำนวยความสะดวกทางการเงินให้กับรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่แห่งหนึ่งจากเมืองเซี่ยเหมินในการขยายตลาดไปยังประเทศไทย” นายเฉิน โหย่วปิง(陈友滨)ซีอีโอของไอซีบีซี (ไทย) ให้ข้อมูล
นอกจากจะมีการให้บริการเหมือนกับธนาคารพาณิชย์ทั่วไป คือ บริการเงินฝาก บริการสินเชื่อ ทั้งแก่ลูกค้ารายย่อยและองค์กรแล้ว จุดมุ่งหมายสำคัญของธนาคารไอซีบีซี (ไทย) ก็คือการอำนวยความสะดวกให้แก่การทำธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวกับธุรกิจการค้าระหว่างประเทศให้กับทั้งชาวไทยและชาวจีน
“แม้จะถือได้ว่าเป็นธนาคารที่ใช้เงินลงทุนจากต่างชาติ แต่ใบอนุญาตประกอบการของเราเป็นประเภทเดียวกันกับธนาคารท้องถิ่น ซึ่งนับเป็นประเภทที่จัดอยู่ในระดับสูงที่สุด ทำให้เราสามารถจะขยายสาขาได้อย่างอิสระ ให้บริการได้หลากหลาย โดยที่อยู่ภายใต้การกำกับควบคุมเช่นเดียวกับธนาคารใหญ่อื่นๆ ของไทย ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเราสามารถอำนวยความสะดวกทางแก่ธุรกิจจากเซี่ยเหมินได้ไม่ด้อยไปกว่าธนาคารอื่นๆ ของไทย ในขณะเดียวกันก็มีข้อได้เปรียบกว่าด้วย”
“ไอซีบีซี (ไทย) มีความชำนาญในทั้งตลาดจีนและตลาดไทย โดยมีเครือข่ายธุรกิจที่ครอบคลุมในทุกเมืองเศรษฐกิจสำคัญของไทย พนักงานของเรา 99 % เป็นคนไทยในพื้นที่ จึงมีความคุ้นเคยกับสภาพตลาด ความต้องการของลูกค้า และบริการต่างๆ เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังสามารถสื่อสารได้ทั้งภาษาไทย ภาษาจีน และภาษาอังกฤษ รวมทั้งมีความรอบรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมจีน – ไทย ทำให้สามารถที่จะช่วยเหลือลูกค้าชาวจีนในการติดต่อกับนักธุรกิจไทยได้ ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบธนาคารต่างชาติรายอื่นที่สำคัญ”
“และการที่ ICBC มีเครือข่ายที่แข็งแกร่งครอบคลุมอยู่ทั่วประเทศจีน มีการแบ่งความรับผิดชอบเกี่ยวกับพื้นที่ตลาด และกลุ่มลูกค้าอย่างชัดเจน มีข้อมูลที่สามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกเป็นจำนวนมาก ทำให้สามารถที่จะทำการจับคู่นักธุรกิจชาวจีนกับนักธุกิจชาวไทยและจัดหาบริการที่ตรงกับความต้องการของทั้งสองฝ่ายได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่งก็คือ ไอซีบีซี (ไทย) สามารถช่วยขจัดปัญหาคนกลางในการชำระบัญชีการค้าระหว่างประเทศได้ โดยที่ผ่านมาพบว่าผู้นำเข้าและผู้ส่งออกสินค้าไทย – จีนมีความยุ่งยากและล่าช้าในการชำระบัญชีระหว่างกัน เนื่องมาจากการที่ธนาคารที่เปิดบัญชีต้นทางและปลายทางไม่ตรงกัน ทำให้ต้องอาศัยคนกลางเข้ามาดำเนินเรื่องหลายขั้นตอน หลายครั้งที่เกิดปัญหาสินค้าส่งไปถึงปลายทางแล้ว แต่ใบรายการส่งสินค้า (Shipping List) ยังเดินทางมาไม่ถึง ซึ่งจากนี้ไปผู้นำเข้าและผู้ส่งออกที่มีบัญชีของ ICBC เหมือนกันก็จะสามารถชำระบัญชีระหว่างกันได้โดยตรง ยิ่งไปกว่านั้น ผู้นำเข้าส่งออกยังสามารถทำการชำระบัญชีโดยใช้สกุลเงินหยวนได้ ซึ่งจุดนี้ถือได้ว่าเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญของไอซีบีซี (ไทย)” นายเฉินกล่าว
บทส่งท้าย
การขยายกิจการมายังประเทศไทยของ ICBC ธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ของจีน (และของโลก) แน่นอนว่าจะสามารถช่วยให้นักธุรกิจจีนจากเมืองเซี่ยเหมินรวมถึงเมืองอื่นๆ ได้รับความสะดวกมากขึ้นในการเข้ามาลงทุน การนำเข้าส่งออกสินค้า รวมถึงการเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย นอกจากนี้ยังจะเป็นการเพิ่มทางเลือกที่น่าสนใจให้กับนักธุรกิจและผู้ส่งออกชาวไทยที่มีการติดต่อค้าขายกับประเทศจีนอีกด้วย เชื่อว่าการที่ื ICBC ทำให้ทั้งสองฝ่ายต่างได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จะเป็นตัวช่วยส่งเสริมให้เกิดการค้าและการลงทุนระหว่างกันเพิ่มขึ้นได้อีกมาก
อย่างไรก็ดี จากจุดแข็งในหลายด้านของ ICBC ก็อาจส่งผลกระทบถึงธุรกิจธนาคารไทยได้ โดยธนาคารไทยจำเป็นที่จะต้องมีการปรับตัวในการเพิ่มความหลากหลายของการให้บริการเพื่อให้สามารถแข่งขันต่อไปได้ ซึ่งสุดท้ายจะทำให้ผู้ใช้บริการได้รับประโยชน์สูงสุด ขณะเดียวกันหากธนาคารรายใดไม่สามารถปรับตัวได้ทันก็อาจต้องสูญเสียลูกค้าบางส่วนไป ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลธุรกิจธนาคารของไทยควรจะต้องคิดหาวิธีการที่จะกำกับดูแลธนาคารทั้งของไทยเองและต่างชาติให้สามารถแข่งขันในธุรกิจได้อย่างยุติธรรมและเกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- หนังสือพิมพ์เซี่ยเหมินรื่อเป้าฉบับวันที่ 4 พฤษภาคม 2554
- http://www.thaihomeonline.com/investment-news.php?id=002536#Scene_1
- http://www.icbcthai.com
- http://chineseinfo.boi.go.th/CIC/Document/Private/Content/files/4918971.pdf
- http://www.forbes.com
http://www.thaibizchina.com/thaibizchina/th/china-economic-business/result.php?IBLOCK_ID=69&SECTION_ID=465&ELEMENT_ID=13577
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
