
ในแต่ละปี จีนบริโภคน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจำนวนมหาศาล อันเนื่องมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่ได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็วและจริงจัง จีนต้องพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นทุกปี จากสถิติปี 2546 (ช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจีนฉบับที่ 10) จีนบริโภคน้ำมัน 275 ล้านตัน ปริมาณการผลิตในประเทศ 170 ล้านตัน และนำเข้าน้ำมันราว 100 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วนที่จีนพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศร้อยละ 36 ต่อมาสถิติปี 2552 (ช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11) จีนบริโภคน้ำมัน 392 ล้านตัน นำเข้าน้ำมันกว่า 200 ล้านตัน ต้องพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศร้อยละ 52 หน่วยงานด้านพลังงานของจีนต่างคาดการณ์กันว่า ปี 2563 จีนจะบริโภคน้ำมันไม่น้อยกว่า 450 ล้านตัน กำลังการผลิตของจีนน่าจะอยู่ที่ 180 ล้านตัน นำเข้า 270 ล้านตัน ต้องพึ่งพาน้ำมันต่างประเทศถึงร้อยละ 60 และถ้าหากเศรษฐกิจของจีนยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องดังเช่นทุกวันนี้ คาดว่าช่วงปี 2573 – 2583 จีนจะมีกำลังการผลิตน้ำมันดิบเหลือเพียง 100 ล้านตัน ต้องนำเข้าน้ำมันกว่า 500 ล้านตัน นั่นหมายความว่าจะต้องพึ่งน้ำมันจากต่างประเทศถึงร้อยละ 87 ฟังดูแล้วน่าตกใจแต่ก็มีความเป็นไปได้ เพราะเพียงแค่ปัจจุบัน จีนบริโภคน้ำมันมากเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา
คราวนี้เราลองไปดูสถิติด้านก๊าซธรรมชาติกันบ้าง ปัจจุบันจีนติด 1 ใน 4 ผู้บริโภคก๊าซธรรมชาติมากที่สุด สถิติปี 2009 จีนบริโภคก๊าซธรรมชาติราว 88,620 ล้านลบ.ม. นำเข้า 7,500 ล้านลบ.ม. พึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศร้อยละ 8 อย่างไรก็ตาม จีนบริโภคก๊าซเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 ต่อปี และสถิติล่าสุดปี 2553 จีนบริโภคก๊าซธรรมชาติ 107,000 ล้านลบ.ม. สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดการณ์ว่า ปี 2563 จีนจะบริโภคก๊าซธรรมชาติถึง331,000 ล้านลบ.ม. ตามการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน และจะกลายเป็นผู้บริโภคก๊าซธรรมชาติมากเป็นอันดับ 2 ของโลกเลยทีเดียว เช่นเดียวกับการคาดการณ์ของนักวิชาการของจีนที่กล่าวว่า ปี 2563 จีนน่าจะบริโภคก๊าซธรรมชาติราว 400,000 ล้านลบ.ม. โดยปริมาณครึ่งหนึ่งสามารถผลิตได้ภายในประเทศ และอีกครึ่งต้องพึ่งพาจากต่างประเทศ แม้จีนจะมีแหล่งก๊าซธรรมชาติที่สำคัญอยู่ถึง 4 แห่งก็ตาม ได้แก่ เมือง Ordos (เขตมองโกเลียใน) มณฑลเสฉวน ที่ราบแอ่งกระทะถาหลี่มู่ (塔里木盆地)และที่ราบแอ่งกระทะจุ่นกาเอ่อร์ (准噶尔盆地) ในเขตซินเจียง ปริมาณก๊าซธรรมชาติทั้ง 4 แห่งคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 94 ของปริมาณก๊าซธรรมชาติทั้งหมดของจีน
แต่เดิมจีนนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางและแอฟริกาผ่านช่องแคบมะละกามากที่สุด แต่เส้นทางขนส่งน้ำมันดังกล่าวมีความเสี่ยงสูงจากภัยการก่อการร้ายและโจรสลัด โดยหากช่องแคบดังกล่าวถูกโจมตีหรือไม่สามารถเปิดเดินเรือได้ด้วยเหตุผลใดก็ตาม ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจทั้งของจีนและทั่วโลก และหากเปลี่ยนเส้นทางจะต้องเดินเรืออ้อมไกล ทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นด้วยเช่นกัน
จีนรู้ดีว่าหากต้องพึ่งพาช่องแคบมะละกาเพียงอย่างเดียว คงส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานของตนเองอย่างแน่นอน จึงเสาะหาแหล่งพลังงานจากหลากหลายประเทศและหลากหลายเส้นทาง การแก้ไขปัญหาด้านพลังงานของจีนนับเป็นยุทธศาสตร์ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง จีนเร่งเพิ่มช่องทางการขนส่งพลังงานผ่านเส้นทางบก 3 เส้นทางอย่างมีนัยยะ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของช่องแคบมะละกา เส้นทางขนส่งพลังงานทางบกที่สำคัญของจีน 3 เส้นทาง ได้แก่
1. ท่อส่งน้ำมันดิบจีน – รัสเซีย โดยผ่านภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ซึ่งกว่าร้อยละ 90 เป็นแหล่งอุตสาหกรรมหนักขนาดใหญ่ จำเป็นต้องใช้พลังงานจำนวนมาก การขนส่งเริ่มต้นจากเมือง Skovorodino (รัสเซีย) – เขตมองโกเลียใน – เมืองต้าชิ่ง มณฑลเฮยหลงเจียง รวมระยะทาง 999 ก.ม. เป็นระยะทางในรัสเซีย 72 ก.ม. และเป็นระยะทางในจีน 927 ก.ม. ท่อส่งน้ำมันดิบจีน - รัสเซียเริ่มก่อสร้างอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2552 และเปิดใช้งานในช่วงสิ้นปี 2553 โดยสามารถส่งน้ำมันได้ถึงปีละ 15 ล้านตัน (ระยะเวลาสัญญา 20 ปี)
2. ท่อส่งน้ำมันดิบจีน - คาซัคสถาน และ ท่อส่งก๊าซธรรมชาติจีน – เอเชียกลาง ผ่านภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน
2.1 ท่อส่งน้ำมันดิบจีน – คาซัคสถาน เป็นยุทธศาสตร์การขนส่งน้ำมันดิบข้ามประเทศเส้นแรกของจีน การขนส่งเริ่มต้นที่เมือง Atyrau (คาซัคสถาน) – เมือง Aktobe (คาซัคสถาน) – Alashankou (เขตซินเจียงของจีน) รวมระยะทางยาว 2,798 ก.ม. สามารถส่งน้ำมันดิบได้ปีละ 20 ล้านตัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างเฟส 2
2.2 ท่อส่งก๊าซธรรมชาติจีน – เอเชียกลาง เริ่มต้นที่ชายแดนระหว่างเติร์กเมนิสถานและอุซเบกิสถานบริเวณแม่น้ำ Amu Darya – ตอนกลางของอุซเบกิสถาน – ตอนใต้ของคาซัคสถาน - Alashankou (เขตซินเจียงของจีน) จากนั้นจะเชื่อมต่อกับท่อขนส่งก๊าซของจีนคือ “ท่อก๊าซภาคตะวันตกสู่ภาคตะวันออกของจีนเส้นที่ 2” รวมระยะทางราวหมื่นก.ม. โดยเป็นเส้นทางในเติร์กเมนิสถาน 188 ก.ม. อุซเบกิสถาน 530 ก.ม. คาซัคสถาน 1,300 ก.ม. และเส้นทางภายในจีนกว่า 8,000 ก.ม. นับเป็นท่อส่งก๊าซธรรมชาติที่ยาวที่สุดในโลก สามารถส่งก๊าซได้ปีละ 30,000 ล้านลบ.ม. (ระยะเวลาสัญญา 30 ปี) คาดว่าจะก่อสร้างเสร็จสิ้นในปี 2554 และเมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2554 ก๊าซธรรมชาติปริมาณ 17,500 ล้านลบ.ม.จากเติร์กเมนิสถานได้เดินทางสู่มณฑลกวางตุ้งของจีนประเดิมเป็นเที่ยวแรกเรียบร้อยแล้ว นับเป็นการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนกว่าร้อยละ 50
หมายเหตุ “ท่อก๊าซภาคตะวันตกสู่ภาคตะวันออกของจีนเส้นที่ 2” มีระยะทางยาว 8,704 ก.ม. (แบ่งเป็นเส้นหลัก 4,978 ก.ม. และเส้นรอง 3,726 ก.ม.) เริ่มต้นที่เมือง Horgos เขตซินเจียง และไปสิ้นสุดที่ฮ่องกง พาดผ่าน 14 มณฑล/เขต/เกาะ ได้แก่ เขตซินเจียง – มณฑลกานซู – เขตหนิงเซีย – มณฑลส่านซี – มณฑลเหอหนาน – มณฑลอันฮุย – มณฑลหูเป่ย – มณฑลหูหนาน – มณฑลเจียงซี – เขตกว่างสี – มณฑลกวางตุ้ง – มณฑลเจ้อเจียง – มหานครเซี่ยงไฮ้ - ฮ่องกง
3. ท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจีน – พม่า ผ่านภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน
ท่อส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจีน - พม่าถือเป็นช่องทางยุทธศาสตร์ทางบกด้านน้ำมันดิบกับก๊าซธรรมชาติของภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน และเป็นช่องทางพลังงานนานาชาติสายที่ 4 ของจีน ลงทุนและก่อสร้างโดยบริษัทปิโตรเลียมแห่งชาติจีน (CNPC , China National Petroleum Corp. 中国石油) ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของจีน ท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจีน – พม่าประกอบด้วยท่อส่งน้ำมันดิบจีน – พม่า และท่อส่งก๊าซธรรมชาติจีน – พม่า โดยท่อส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจีน – พม่าเริ่มต้นจากพื้นที่ริมทะเลภาคตะวันตกของพม่า และเข้าสู่ประเทศจีนที่เมืองรุ่ยลี่(瑞丽)ของเขตปกครองตนเองเต๋อหง(德宏傣族景颇族自治州)มณฑลยูนนาน ซึ่งจะตัดผ่านเมือง 23 แห่งและอำเภอ 73 แห่งของมณฑล 4 แห่ง (มณฑลยูนนาน มณฑลกุ้ยโจว นครฉงชิ่ง เขตปกครองตนเองกว่างสี) ในประเทศจีน ทั้งนี้ท่อส่งน้ำมันดิบกับก๊าซธรรมชาติจีน – พม่าช่วงที่อยู่ในพื้นที่ของพม่า และช่วงที่อยู่ในพื้นที่ของประเทศจีน ต่างได้เริ่มลงมือก่อสร้างอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 มิ.ย. และวันที่ 10 ก.ย. 2553 ตามลำดับ
แผนการก่อสร้างท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจีน – พม่าได้เจรจากันมาตั้งแต่เมื่อปี 2547 โดยมีเกาหลีใต้และอินเดียเป็นคู่แข่งที่เข้าไปเจรจาด้านพลังงานกับพม่าเช่นกัน แต่เกาหลีใต้ก็ต้องพ่ายแพ้ไปด้วยกำลังภายในที่ยังไม่แรงพอ ส่วนอินเดียนั้นต้องอาศัยบังกลาเทศเป็นทางผ่าน การเจรจากับบังกลาเทศไม่เป็นผล จะอ้อมผ่านเส้นทางอื่นก็ต้นทุนสูง สุดท้าย มิตรแท้ที่มีสัญญาใจต่อกันอย่างจีนก็แซงโค้งเจรจาสำเร็จในปี 2552 หลังจากใช้เวลาเจรจานานถึง 6 ปี ท่ามกลางความกดดันจากหลายประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับพม่า เพราะต่างรู้กันดีกว่า พม่านั้นเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่เป็นอันดับ 10 ของโลก มีปริมาณก๊าซธรรมชาติสะสมที่ได้รับการยืนยันแล้วสูงถึง 2.54 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณสะสมของน้ำมันที่ได้รับการยืนยันแล้วเช่นกันราว 438 ล้านตัน และไม่กี่ปีที่ผ่านมา พม่าผลิตน้ำมันปีละกว่า 5.5 ล้านตัน และก๊าซธรรมชาติอีกกว่า 8,000 ล้าน ลบ.ม. และส่งออกก๊าซธรรมชาติกว่า 5,000 ล้านลบ.ม. ตลาดที่สำคัญของพม่า ได้แก่ ไทยและอินเดีย (ต่อไปคงเป็นจีนที่จะเป็นลูกค้าสำคัญของพม่า แซงหน้าไทย)
วกกลับมาที่แผนการก่อสร้างท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจีน – พม่ากันต่อดีกว่า โครงการดังกล่าวได้ถูกออกแบบให้มีปริมาณการส่งน้ำมันจากพม่าไปยังประเทศจีนสูงถึงปีละ 22 ล้านตัน และก๊าซธรรมชาติปีละ 12,000 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยมีสัญญาดำเนินการเป็นเวลา 30 ปี โดยก๊าซธรรมชาติส่งมาจากแหล่งก๊าซธรรมชาติริมทะเลของพม่า และน้ำมันดิบส่งมาจากตะวันออกกลางและแอฟริกา โดยท่อส่งน้ำมันดิบกับก๊าซธรรมชาติจีน – พม่าจะสามารถเริ่มส่งน้ำมันไปยังประเทศจีนได้อย่างเป็นทางการในปี 2556 เราตามไปดูกันว่า จีนวางยุทธศาสตร์เส้นทางพลังงานนานาชาติสายที่ 4 นี้ไว้อย่างแยบยลเพียงใด

3.1) ท่อส่งน้ำมันดิบจีน – พม่า
ท่อส่งน้ำมันดิบจีน – พม่า มีจุดเริ่มต้นที่เกาะ Maday เมืองเจียวเพียว หรือ Kyaukpyu(皎漂)ทางภาคตะวันตกของพม่า ตัดผ่านรัฐยะไข่(若开邦)เขตมาเกว(马圭省)เขตมัณฑะเลย์(曼德勒省)รัฐฉาน(掸邦)และเข้าสู่ประเทศจีนที่เมืองรุ่ยลี่(瑞丽市)ของเขตปกครองตนเองเต๋อหง(德宏傣族景颇族自治州)ตัดผ่านเมืองเป่าซาน(保山)เขตต้าหลี่(大理)เขตฉู่สง(楚雄)นครคุนหมิง มณฑลยูนนาน เมืองอานซุ่น(安顺)เมืองจุนอี้(遵义)มณฑลกุ้ยโจว และสิ้นสุดที่มหานครฉงชิ่ง(重庆)ความยาวช่วงพม่า 771 ก.ม. และช่วงพื้นที่ของจีน 1,631 ก.ม. กำลังการขนส่งปีละ 22 ล้านตัน (น้ำมันดิบส่วนใหญ่ได้ขนส่งมาจากตะวันออกกลางและแอฟริกาโดยผ่านทางเรือ)
แม้จะเป็นเส้นทางการนำเข้าน้ำมันดิบที่มีจำนวนไม่มากนัก แต่ก็เป็นยุทธศาสตร์ที่มองข้ามไม่ได้ เพราะ 1) ท่อส่งน้ำมันดิบจีน – พม่าทำให้จีนลดการพึ่งพาช่องแคบมะละกา 2) หากเปรียบเทียบกับเส้นทางทะเลที่ผ่านช่องแคบมะละกา ท่อส่งน้ำมันดิบจีน – พม่าสามารถลดระยะทางได้ถึง 1,200 ก.ม. เท่ากับเป็นการลดต้นทุนการขนส่งจำนวนไม่น้อย 3) ท่อน้ำมันดังกล่าวส่งตรงมายังภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ทำให้ลดปัญหาการขาดแคลนน้ำมันของภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีนได้ในระยะยาว เพราะจากสถิติปี 2552 เพียงแค่ 3 มณฑล คือ ยูนนาน กุ้ยโจว และกว่างสี ก็บริโภคน้ำมันถึง 15 ล้านตันแล้ว
3.2) ท่อส่งก๊าซธรรมชาติจีน – พม่า
ท่อส่งก๊าซธรรมชาติจีน – พม่า เริ่มต้นที่เกาะ Ramree เมืองเจียวเพียวเช่นกัน ตัดผ่านรัฐยะไข่(若开邦)เขตมาเกว(马圭省)เขตมัณฑะเลย์(曼德勒省)รัฐฉาน(掸邦)พม่า และเข้าสู่ประเทศจีนที่เมืองรุ่ยลี่(瑞丽市)ของเขตปกครองตนเองเต๋อหง(德宏傣族景颇族自治州)ตัดผ่านเมืองเป่าซาน(保山市)เมืองต้าหลี่(大理州)เขตฉู่สง(楚雄州)นครคุนหมิง มณฑลยูนนาน เมืองอานซุ่น(安顺)นครกุ้ยหยาง(贵阳市)มณฑลกุ้ยโจว และสิ้นสุดที่เมืองกุ้ยก่างในเขตปกครองตนเองกว่างซี(广西)ความยาวช่วงพม่า 793 ก.ม. และช่วงในจีน 1,727 ก.ม. สามารถส่งก๊าซธรรมชาติได้ถึงปีละ 12,000 ล้านลบ.ม.
จีนวางจุดสำคัญของเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจีน-พม่าไว้ 3 จุด ได้แก่ 1) จุดเริ่มต้นที่เกาะ Maday 2) มณฑลยูนนาน และ 3) ปลายทางที่ฉงชิ่งและกว่างซี ดังนี้
1. จุดเริ่มต้นที่เกาะ Maday
เกาะ Maday ตั้งอยู่ริมทะเลภาคตะวันตกของพม่า อยู่ห่างจากเกาะ Ramree แค่ 10 ไมล์ทะเล (ประมาณ 18.5 ก.ม.) จีนได้เริ่มต้นการก่อสร้าง Tanker Port (พอร์ตเรือบรรทุกน้ำมัน) ตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค. 2552 และคาดว่าจะเสร็จในปี 2555 (เสร็จเร็วกว่าโครงการท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจีน-พม่า 1 ปี) จีนวางยุทธศาสตร์ให้ท่าเรือดังกล่าวเป็นสถานีชุมทางเปลี่ยนถ่ายน้ำมันขนาดใหญ่ ที่มีความกว้างของพื้นที่กว่า 300 เมตร เพื่อรองรับเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ เรือนำทาง และเรือพ่วง รวมถึงเรือบรรทุกแท็งค์น้ำมันที่สามารถรองรับน้ำมันได้ 300,000 ตัน และท่าเรือดังกล่าวยังถูกออกแบบให้สามารถรองรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดิบไหวได้ถึง 8 ริกเตอร์ นอกจากนี้ บริเวณใกล้เคียงกันยังได้มีการก่อสร้างคลังเก็บน้ำมันขนาด 600,000 ลบ.ม. อีกด้วย
2. มณฑลยูนนานกับโรงกลั่นน้ำมันขนาด 10 ล้านตัน
จีนวางยุทธศาสตร์ให้ยูนนานมีโรงกลั่นน้ำมัน โดยได้เริ่มลงมือก่อสร้างอย่างเป็นทางการในวันที่ 10 ก.ย. 2553 ณ นิคมอุตสาหกรรมอานหนิง ตำบลเฉ่าพู่เจิ้น(草铺镇)เมืองอานหนิง(安宁)ซึ่งอยู่ห่างจากนครคุนหมิงราว 35 ก.ม. ซึ่งคาดว่าจะก่อสร้างเสร็จสิ้นในปี 2556 โดยหลังจากก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว โรงงานกลั่นน้ำมันดังกล่าวจะสามารถกลั่นน้ำมันดิบได้ถึงปีละ 10 ล้านตัน ในจำนวนนี้สามารถผลิตน้ำมันสำเร็จรูปได้ปีละ7.5 ล้านตัน Polypropylene 200,000 ตัน โพรเพน 90,000 ตัน และก๊าซหุงต้ม 250,000 ตัน ซึ่งจะมีรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล่านี้ สูงถึงปีละ 48,000 ล้านหยวน โดยน้ำมันสำเร็จรูปส่วนใหญ่จะจำหน่ายให้แก่ ยูนนาน กุ้ยโจว และกว่างสี เป็นหลัก
ประเด็นสำคัญคือ จากโรงกลั่นน้ำมันอานหนิงจะก่อสร้างท่อส่งน้ำมันอีก 3 สายไปยังเมือง ต่าง ๆ ทางตอนกลางของยูนนาน ได้แก่ 1) ท่อส่งน้ำมันอานหนิง – คุนหมิง – ฉู่จิ้ง 2) ท่อส่งน้ำมันอานหนิง – ฉู่สง- ต้าหลี่ – เป่าซาน 3) ท่อส่งน้ำมันอานหนิง – ยวี่ซี – เหมิงจื้อ – เหวินซาน ทั้งนี้เพื่อรองรับแผนโลจิสติกส์แห่งนครคุนหมิงที่จะเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์แห่งภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ที่จะเชื่อมกับเส้นทางระหว่างประเทศสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ นอกจากนี้ ยังมีโครงการก่อสร้างปั๊มน้ำมันกับปั๊มก๊าซธรรมชาติรวม 500 แห่ง และเครือข่ายจำหน่ายน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติสำหรับคลังน้ำมันที่มีปริมาณความจุ 800,000 ลบ.ม.ในมณฑลยูนนานก่อนปี 2556 อีกด้วย
3. ปลายทางที่ฉงชิ่งและกว่างซี
คำถามคือ ทำไมต้องเป็นฉงชิ่งและกว่างซี ฉงชิ่งเป็น 1 ใน 4 มหานครของจีน ติดอันดับ 1 เมืองแห่งการค้าจีนตะวันตกประจำปี 2553 และในปีเดียวกันนี้วิสาหกิจของฉงชิ่งติด 500 อันดับบริษัทยอดเยี่ยมของจีน 10 บริษัท มากเป็นอันดับ 1 ของจีนตะวันตก และยังเป็นแหล่งอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ที่สำคัญติด 1 ใน 4 ของจีน และล่าสุดยังถูกวางตัวให้เป็นเขตแปรรูปสินค้าเกษตรและโลจิสติกส์จีน-อาเซียนอีกด้วย สำหรับกว่างซี จีนวางหมากให้กว่างซีเป็นประตูสู่อาเซียน ปัจจุบัน กว่างซีมีโรงกลั่นน้ำมันขนาด 10 ล้านตัน/ปี โดยถูกสร้างขึ้นที่เมืองชินโจว และสร้างเสร็จไปเมื่อเดือนก.ย. 2553 รวมมูลค่าการลงทุน 15,100 ล้านหยวน ในอนาคต จีนคาดว่าฉงชิ่งและกว่างซีจะเติบโตอย่างรวดเร็ว จำเป็นต้องใช้พลังงานจำนวนมากในการพัฒนาความเจริญ จึงได้วางแผนรองรับไว้ล่วงหน้า อีกทั้งเพื่อรองรับความมั่นคงด้านพลังงานของจีนตะวันตกเช่นกัน
ทั้งนี้ สื่อมวลชนจีนต่างวิพากษ์วิจารณ์กันว่า โครงการก่อสร้างท่อส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจีน – พม่า นับเป็นโครงการสำคัญที่ใช้งบประมาณการก่อสร้างมากที่สุดของยูนนาน โดยคาดการณ์ว่า ท่อส่งน้ำมันจีน-พม่าจะใช้งบบานปลายถึง 300,000 ล้านหยวน ท่อส่งก๊าซธรรมชาติจีน-พม่า 420,000 ล้านหยวน และโรงกลั่นน้ำมัน 185,000 ล้านหยวน รวมเบ็ดเสร็จคงใช้งบประมาณนับแสนล้านหยวน นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังเป็น “ป้อมปราการด่านแรก”ที่เปิดสู่ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน และเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเลียมที่สำคัญของยูนนาน อีกทั้งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการส่งเสริมให้ ยูนนานเป็น “เขตนำเข้าน้ำมันดิบมากที่สุด” และสร้าง“รูปแบบวิธีการนำเข้าหลากหลาย” เพื่อช่วยกระจายและผ่อนคลายความเสี่ยงการขนส่งพลังงานที่พึ่งการขนส่งทางทะเลเพียงอย่างเดียว และสามารถลดการพึ่งพา “โครงการน้ำมันจากภาคเหนือส่งไปยังภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน” พร้อมกับรองรับการขาดแคลนน้ำมันของภาคตะวันตกเฉียงใต้จีนอีกด้วย ขณะเดียวกันยังช่วยยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ ของยูนนาน อาทิ อุตสาหกรรมเคมี อุตสาหกรรมเบา อุตสาหกรรมสิ่งทอ อีกทั้งโครงการก่อสร้างท่อส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจีน – พม่ายังสร้างอาชีพให้กับประชาชนจำนวนมากถึง 50,000 ตำแหน่ง
นอกจากนี้ โครงการท่อส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจีน - พม่าสามารถเร่งพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันตกของจีน ช่วยปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจและเปลี่ยนแปลงรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจของยูนนาน ส่งเสริมเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่อาศัยของชนเผ่ากลุ่มน้อยในชายแดนให้พัฒนามากยิ่งขึ้น ประกอบกับจีนยังก่อสร้างเส้นทางถนนและเส้นทางรถไฟคู่ขนานสายแพนเอเชียตะวันตก (คุนหมิง – ต้าหลี่ – เป่าซาน - รุ่ยลี่ – พม่า – ไทย – มาเลเซีย – สิงคโปร์) ไปกับเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซฯจีน - พม่า โดยมียูนนานเป็นตัวเชื่อมมณฑลตอนในของจีนสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีเมืองเจียวเพียวเป็นสถานีการส่งต่อสินค้าสู่เอเชียใต้ เอเชียกลาง แอฟริกาและยุโรปต่อไป
http://www.thaibizchina.com/thaibizchina/th/china-economic-business/result.php?IBLOCK_ID=69&SECTION_ID=459&ELEMENT_ID=13589
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
