“อำเภอเถิงชง มณฑลยูนนาน” ประตูด่านแรกสู่พม่าเชื่อมเอเชียใต้
“อำเภอเถิงชง มณฑลยูนนาน” ประตูด่านแรกสู่พม่าเชื่อมเอเชียใต้

อำเภอเถิงชง (腾冲县)ของเมืองเป่าซาน(保山市)ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของมณฑลยูนนาน มีพื้นที่ติดกับประเทศพม่า ซึ่งเคยเป็นชุมทางของเส้นทางสายไหมทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน อีกทั้งยังเป็นอำเภอที่ผสมผสานระหว่างอารยธรรมจีน อารยธรรมเอเชียใต้ และอารยธรรมชายแดน ทั้งนี้ หลังจากที่ได้ผ่านการพัฒนาก่อสร้างเป็นเวลา 10 ปี อำเภอเถิงชงได้พัฒนาจากตำบลชายแดนขนาดเล็กของมณฑลยูนนานเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่างรวดเร็ว


(สภาพของอำเภอเถิงชงในปัจจุบัน)

ปัจจุบัน มณฑลยูนนานจะเร่งก่อสร้างให้อำเภอเถิงชงกลายเป็นประตูด่านแรกที่เปิดออกสู่พม่าเชื่อมต่อกับภูมิภาคเอเชียใต้ และเป็นหน้าต่างสำคัญที่เปิดสู่ต่างประเทศของมณฑลยูนนาน โดยอาศัยการพัฒนาอำเภอเถิงชงไปพร้อมกับการพัฒนามณฑลยูนนานให้กลายเป็น “ป้อมปราการด่านแรก” ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีนที่เปิดสู่นานาประเทศ ทั้งนี้ อำเภอเถิงชงมียุทธศาสตร์การพัฒนาตนเองให้กลายเป็นประตูด่านแรกของมณฑลยูนนานที่เปิดออกสู่พม่าและเชื่อมต่อกับภูมิภาคเอเชียใต้ ดังนี้


1) พัฒนาเครือข่ายเส้นทางการคมนาคมเชื่อมต่อพม่า – อินเดียให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

คำว่า “เฉียวโถวเป่า(桥头堡)” หรือ “ป้อมปราการด่านแรก” หมายความถึง พื้นที่ที่เป็นช่องทางแนวหน้าสุด ดังนั้น ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของอำเภอเถิงชงจึงมีความสอดคล้องกับคำดังกล่าว เนื่องจากมีพื้นที่เชื่อมต่อกับพม่า โดยตัวเมืองของอำเภอเถิงชงอยู่ห่างจากเมืองมิตจีนา (Myitkyina) ของพม่าเพียงแค่ 200 ก.ม. เท่านั้น และอยู่ห่างจากตำบล Ledo(雷多)ของอินเดียประมาณ 602 ก.ม.

ตั้งแต่อดีตเป็นต้นมา อำเภอเถิงชงเป็นด่านการค้าและชุมทางสำคัญของจีน ที่เชื่อมติดต่อกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับเอเชียใต้ ปัจจุบันมีเส้นทางหลวงที่ตัดผ่านอำเภอเถิงชงรวมระยะทางยาว 148 กม. บนเส้นทางดังกล่าวมีช่องทางแยกสู่พื้นที่ต่าง ๆ รวม 16 ช่อง และด่านแห่งชาติระดับหนึ่งอีก 1 ด่าน ประกอบกับการเปิดใช้สนามบินเถิงชงและเส้นทางเถิงชง - มิตจีนา(腾密)จึงทำให้อำเภอเถิงชงสามารถใช้เครือข่ายการคมนาคมดังกล่าวสำหรับพัฒนาตนเองให้เป็นประตูด่านแรกของจีน ที่เปิดออกสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ ซึ่งทำให้ข้อได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ของอำเภอเถิงชงมีความโดดเด่นชัดเจนมากยิ่งขึ้น


(ตำแหน่งที่ตั้งของอำเภอเถิงชงเป็นตัวกลางเชื่อมเอเชียต่อไปยังยุโรป)

อำเภอเถิงชงให้ความสำคัญแก่การก่อสร้างสนามบินและเส้นทางด่วนต่าง ๆ เพื่อใช้ส่งเสริมพัฒนาภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่ ปัจจุบันสนามบินเถิงชงมีบริษัทสายการบิน 4 แห่ง เช่น บริษัทสายการบิน China Eastern Airline และบริษัทสายการบิน Lucky Air(祥鹏航空)เป็นต้น ซึ่งมีเที่ยวบินรวมไม่ต่ำกว่าวันละ 12 เที่ยว ทั้งนี้ ภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปีหลังจากที่เปิดใช้สนามบินเถิงชงแล้ว มีเครื่องบินเข้า – ออกจากสนามบินมากกว่า 3,000 เที่ยว และรองรับผู้โดยสารรวม 258,000 คน (มีจำนวนผู้โดยสารมากกว่าร้อยละ 60 ขึ้นไป)

เนื่องจากสายการบินและเที่ยวบินของสนามบินเถิงชงมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น จึงคาดว่าตลอดปี 2553 สนามบินเถิงชงจะรองรับผู้โดยสารได้ถึง 480,000 คน ซึ่งจะบรรลุเป้าหมายเดิมก่อนล่วงหน้าเป็นเวลา 5 ปี ทั้งนี้ ปี 2553 อำเภอเถิงชงได้ขยายการก่อสร้างสนามบินเถิงชง เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดการบินที่ได้มีการพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีแผนจะเพิ่มจำนวนลานเทียบจอดจอดเครื่องบินเป็น 9 ช่อง และมีปริมาณการรองรับผู้โดยสารจะเพิ่มขึ้นจากปีละ 480,000 คนเป็นปีละ 2.5 ล้านคน อีกทั้งเที่ยวบินจะเพิ่มขึ้นจากเฉลี่ยวันละ 17 เที่ยวเป็นวันละ 32 เที่ยว ทั้งนี้ อำเภอเถิงชงจะใช้งบประมาณในการขยายก่อสร้างสนามบินรวม 1,300 ล้านหยวน และจะใช้เวลาการขยายก่อสร้าง 2 ปี ซึ่งจะผลักดันให้สนามบินเถิงชงเป็นด่านสนามบินที่เปิดสายการบินนานาชาติจากอ. เถิงชง - เขตมัณฑะเลย์ และเมืองย่างกุ้งของพม่า

ปัจจุบัน พม่าให้ความสำคัญแก่ตลาดแหล่งนักท่องเที่ยวของประเทศจีน และมีความสนใจในความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวทางอากาศระดับภูมิภาค โดยอำเภอเถิงชงมุ่งมั่นจะส่งเสริมความร่วมมือกับธุรกิจการบินต่าง ๆ และบุกเบิกตลาดของนักท่องเที่ยวจากกรุงปักกิ่ง นครเทียนจิน เขตสามเหลี่ยมแม่น้ำแยงซีเกียง และเขตสามเหลี่ยมแม่น้ำจูเจียง เป็นต้น เพื่อกระตุ้นให้สนามบินของอำเภอเถิงชงพัฒนาใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของมณฑลยูนนาน ซึ่งรองจากสนามบินคุนหมิง ลี่เจียง และสิบสองปันนา โดดเด่นชัดเจนมากยิ่งขึ้น


(เส้นทางเถิงชง – พม่า – อินเดีย)

ขณะเดียวกัน อำเภอเถิงชงยังได้เพิ่มมูลค่าการลงทุนในการก่อสร้างเส้นทางทางบก และพม่ามีความสนใจเป็นอย่างมากที่จะก่อสร้างเส้นทางนานาชาติจีน – พม่า ปัจจุบันเส้นทางด่วนเป่าซาน(保山)– เถิงชง เส้นทางถนนระดับ 2 เถิงชง – จางเฟิ่งในเขตปกครองเต๋อหง (德宏章凤) ได้มีการก่อสร้างอย่างรวดเร็ว และเส้นทางรถไฟจากเป่าซาน – มิตจีนา (Myitkyina) ประเทศพม่าโดยผ่านเถิงชงกำลังอยู่ในช่วงการวางแผนงาน อีกทั้งภาคเหนือของพม่ากับอัสสัม (Assam) ของอินเดียก็เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาท่องเที่ยว โดยหลังจากที่ช่องทางนานาชาติเอเชียใต้ก่อสร้างเสร็จสิ้นในอนาคตแล้ว ก็จะช่วยส่งเสริมให้ประเทศจีนกับพม่าและอินเดียสามารถพัฒนาภาคการท่องเที่ยวข้ามเขตแดนได้


2) พัฒนาภาคการท่องเที่ยวและขยายธุรกิจการค้าควบคู่กัน

อำเภอเถิงชงได้ส่งเสริมความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนกับพม่าและอินเดีย ขณะเดียวกัน ก็ได้ส่งเสริมให้อุตสาหกรรมที่ 3 (ภาคบริการ) พัฒนาเป็นอุตสาหกรรมชั้นนำขนาดใหญ่ โดยยึดเอา “การพัฒนาภาคการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และการกระตุ้นด่านชายแดน” เป็นหลักสำคัญ ซึ่งจะทำให้มีสินค้าจำนวนมากส่งออกไปยังต่างประเทศโดยผ่านอำเภอเถิงชง และกระตุ้นให้สัดส่วนของอุตสาหกรรมที่ 3 ในภาพรวมเศรษฐกิจของอำเภอเถิงชงมีการขยายเติบโตเพิ่มสูงขึ้น

อำเภอเถิงชงพยายามจะเร่งการก่อสร้างช่องทางจีน – พม่า – อินเดีย โดยมีนโยบาย “ช่องทางส่งเสริมภาคการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวส่งเสริมการค้า การค้ากระตุ้นการพัฒนาช่องทาง” เพื่อทำให้ภาคการท่องเที่ยวเป็นตัวกลางสำคัญในการส่งเสริมชื่อเสียงของอำเภอเถิงชงให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากยิ่งขึ้น และทำให้อำเภอเถิงชงเป็น “ประตู” สู่ความร่วมมือระหว่างประเทศ และความร่วมมือด้านการค้าที่มีชื่อเสียงน่าเชื่อถือของมณฑลยูนนาน

ปัจจุบัน อำเภอเถิงชงได้ยึดพม่าเป็นพื้นที่สำคัญในดำเนินนโยบาย “ก้าวออกไป(走出去)” ซึ่งได้จัดคณะผู้แทนไปเจราจาหารือกับพม่าหลายครั้งแล้ว และได้ประสบความสำเร็จในการจัดงาน “เจราจาด้านการค้าจีน – พม่า ครั้งที่ 1” โดยคณะผู้แทนของพม่าได้เดินทางมายังเมืองเป่าซาน(保山)เพื่อดูงานด้านการลงทุนอย่างต่อเนื่อง และได้ร่วมกันเซ็นสัญญาความร่วมมือในด้านต่าง ๆ อาทิ ด้านเกษตรกรรม ด้านเหมืองแร่ และการท่องเที่ยว เป็นต้น ซึ่งได้ส่งผลให้รัฐบาลพม่าเปิดด่าน Kambeiti(甘拜地)โดยได้จัดพิธีเปิดใช้งานด่านอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2552 ขณะเดียวกัน โครงการก่อสร้างด่านโหวเฉียว(猴桥)ของอำเภอเถิงชงก็ได้ผ่านการอนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจีน โดยงานที่เกี่ยวกับโครงการฯ ในช่วงระยะแรกก็ได้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน


(ด่านแห่งชาติระดับ 1 ที่อำเภอเถิงชง)

ทั้งนี้ จากข้อมูลสถิติพบว่า เมื่อปี 2552 อำเภอเถิงชงมีมูลค่าการนำเข้า – ส่งออกรวม 394 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นจากเมื่อปี 2551 ร้อยละ 4.3 มีบุคคลที่ผ่านเข้า – ออกด่านเถิงชงรวม 220,800 คน เพิ่มขึ้นจากเมื่อปี 2551 ร้อยละ 11 มียานพาหนะผ่านเข้า - ออกด่านเถิงชงเท่ากับ 81,300 คัน เพิ่มขึ้นจากเมื่อปี 2551 ร้อยละ 29 คิดเป็นปริมาณการขนส่งสินค้ารวม 470,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากเมื่อปี 2551 ร้อยละ 105 และมีมูลค่าการขนส่งสินค้ารวม 51.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากเมื่อปี 2551 ร้อยละ 60 โดยรูปแบบการค้าระหว่างประเทศได้พัฒนาจากการค้าชายแดนดั้งเดิมเป็นการค้าชายแดนหลากหลาย ซึ่งประกอบด้วยการค้าทั่วไป การค้าเงินสด ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศกับการใช้เงินทุนต่างชาติ เป็นต้น


3) อาศัยภาคการท่องเที่ยวเป็นตัวกลางส่งเสริมการแลกเปลี่ยนกับพม่าและอินเดีย

หลังจากที่ความร่วมมือของอำเภอเถิงชงกับพม่าได้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี การแลกเปลี่ยนความร่วมมือระหว่างอำเภอเถิงชงกับเขตภูมิภาคเอเชียใต้ก็ได้มีการพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

ที่ตั้งของอำเภอเถิงชงถือเป็นศูนย์กลางเขตการท่องเที่ยวภาคตะวันตกกับภาคตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลยูนนาน และเขตการท่องเที่ยวภาคเหนือของพม่า ซึ่งถือเป็นพื้นที่สำคัญด้านการท่องเที่ยวชายแดนทางภาคตะวันตกของยูนนาน ทั้งนี้ อำเภอเถิงชงได้ส่งเสริมพัฒนาเขตการท่องเที่ยวภูเขาไฟ น้ำพุร้อน และหมู่บ้านชาวจีนโพ้นทะเลเหอซุ่น(和顺侨乡)ให้เป็นแบรนด์ด้านการท่องเที่ยวระดับโลก และพยายามสร้างเถิงชงให้เป็นเมืองแห่งวัฒนธรรม เมืองแห่งระบบนิเวศ เมืองแห่งหยกเขียว เมืองประวัติศาสตร์แห่งการสู้รบ เป็นต้น โดยอำเภอเถิงชงได้รับแต่งตั้งให้เป็น “เมืองหยกเขียวแห่งแรกของประเทศจีน” และ “อำเภอที่มีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวดีเด่นของประเทศจีน” เป็นต้น ซึ่งได้ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาในอำเภอเถิงชงเป็นจำนวนมาก

ขณะเดียวกัน การเปิดเส้นทางการท่องเที่ยวระหว่างอำเภอเถิงชงกับกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกลุ่มประเทศเอเชียใต้ โดยเฉพาะเส้นทางการท่องเที่ยวระหว่างเถิงชงกับพม่าและอินเดีย ซึ่งไม่เพียงแต่สามารถช่วยเชื่อมโยงเขตการท่องเที่ยวมณฑลยูนนานกับเขตการท่องเที่ยวภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน หากยังจะสามารถช่วยเชื่อมโยงเขตการท่องเที่ยวกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับกลุ่มประเทศเอเชียใต้ด้วย ทั้งนี้ จะสามารถส่งเสริมให้เถิงชงพัฒนากลายเป็นจุดการท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ และจุดการท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลก นอกจากนี้ ยังสามารถช่วยส่งเสริมการขยายความร่วมมือด้านการค้าและการแลกเปลี่ยนทางด้านวัฒนธรรมระหว่างอำเภอเถิงชงกับภูมิภาคดังกล่าวด้วย


(สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญในอำเภอเถิงชง)

หลายปีที่ผ่านมา ภาคการท่องเที่ยวของเถิงชงได้พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งได้ส่งเสริมให้เศรษฐกิจและสังคมของอำเภอเถิงชงมีการพัฒนามากยิ่งขึ้น เมื่อปี 2551 เถิงชงได้เปิดเส้นทางการท่องเที่ยวข้ามแดนจากเถิงชง - มิตจีนา(密支那)ของพม่า แต่เนื่องจากประสบปัญหาในการทำขั้นตอนผ่านแดนต่าง ๆ จึงทำให้เส้นทางนี้มีเพียงนักท่องเที่ยวในมณฑลยูนนานเป็นกลุ่มหลัก โดยเมื่อถึงเดือน เม.ย. 2553 คณะทัวร์จำนวน 100 กว่าคณะและนักท่องเที่ยวรวม 5,500 กว่าคนได้เดินทางไปท่องเที่ยวที่เมืองมิตจีนา (Myitkyina) โดยผ่านด่านโหวเฉียวของเถิงชง(腾冲猴桥口岸)ทั้งนี้ อำเภอเถิงชงจะพัฒนาตนเองให้กลายเป็นระเบียงเศรษฐกิจการท่องเที่ยวที่เปิดสู่ต่างประเทศ โดยอาศัยเส้นทางท่องเที่ยวข้ามแดนดังกล่าว และจะพยายามบุกเบิกตลาดการท่องเที่ยวพม่า (อาทิ เขตมัณฑะเลย์ Bagan/蒲甘 และย่างกุ้ง) และอินเดีย ซึ่งจะพัฒนาก่อสร้างให้กลายเป็นเขตพื้นที่ท่องเที่ยวจีน – เอเชียใต้

จากข้อมูลรายงานพบว่า เมืองเป่าซานให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยเมื่อปี 2552 อำเภอเถิงชงได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวรวม 3.305 ล้านคน คิดเป็นรายได้จากการท่องเที่ยวจำนวน 1,620 ล้านหยวน และรายได้จากค่าบัตรผ่านประตูเขตการท่องเที่ยวรวม 39.954 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นจากปี 2551 ร้อยละ 14.5 ร้อยละ 29.6 และร้อยละ 79.4 ตามลำดับ ขณะที่ยังมีคณะทัวร์ที่ไปเที่ยวต่างประเทศจำนวน 67 คณะ และมีนักท่องเที่ยวจำนวน 3,939 คนได้เดินทางออกไปเที่ยวที่เมืองมิตจีนา (Myitkyina)



แหล่งข้อมูล
www.yn.xinhuanet.com(云南网新华频道)
ที่มาภาพประกอบ http://www.ynppb.gov.cn

28 มีนาคม 2554
แหล่งข้อมูล: (28/03/2011)
โดย: นายโอภาส เหลืองดาวเรือง และนางสาวอุมาวดี แซ่ผู่ ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน ณ นครคุนหมิง

Back to the list

More Related

  • การละเมิดเครื่องหมายการค้าในประเทศจีนได้กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ผู้คนทั่วโลกหยิบยกขึ้นมา ถกเถียงกันอีกครั้งเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา หลังจากที่ศาลจีนตัดสินให้บริษัท Apple ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของสหรัฐฯ เจ้าของเครื่องหมายการค้า iPhone เป็นฝ่ายแพ้คดีโต้แย้งสิทธิในเครื่องหมายการค้ากับบริษัท ปักกิ่ง ซินทงเทียนตี้ จำกัด ผู้ผลิตเครื่องหนังของจีน การจดลิขสิทธิ์เครื่องหมายการค้าในจีนจึงเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ผู้สนใจต้องรู้ไว้ก่อนคิดไปบุกตลาดจีน  
  • ข่าวดีล่าสุดสำหรับคนที่ไปท่องเที่ยวและถือโอกาสช้อปที่จีน มณฑลกวางตุ้งที่มีนครกว่างโจวเป็นเมืองหลวงได้ประกาศคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยได้เริ่มใช้นโยบายคืน VAT นี้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2559 เป็นต้นมา
  • ปัจจุบันคนฮ่องกงตื่นตัวและหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น สินค้าออร์แกนิคจึงกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนฮ่องกงที่รักสุขภาพและมีกำลังซื้อเพียงพอที่จะบริโภคสินค้าออร์แกนิคเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นสินค้าอาหารที่ปราศจากสารเคมีหรือสิ่งปนเปื้อนต่าง ๆ สินค้าออร์แกนิคส่วนใหญ่จะมีราคาสูงกว่าสินค้าชนิดเดียวกันที่ไม่ใช่ออร์แกนิคอยู่พอสมควร เนื่องจากมีกระบวนการผลิตที่มีความละเอียดและระยะเวลาในการผลิตค่อนข้างนานกว่าจะสามารถนำมาจำหน่ายในท้องตลาดได้
  • เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2558 รัฐบาลมณฑลกวางตุ้งได้ประกาศแผนการดำเนินงานการสร้างเขตสาธิตแบบศูนย์รวมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน สู่สาธารณะชนอย่างเป็นทางการ โดยในแผนงานฯ ดังกล่าวได้กำหนดแนวทางและเป้าหมายที่จัดเจนในการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดนในมณฑลกวางตุ้ง
  • แม้ว่าฮ่องกงจะเป็นเมืองท่าปลอดภาษีที่การนำเข้าสินค้าและอาหารต่าง ๆ จากต่างประเทศจะสามารถเข้าสู่ฮ่องกงได้โดยสะดวก ทั้งที่เป็นสินค้าเพื่อการบริโภคภายในและสินค้าเพื่อการส่งออกต่อ (re-export) ไปยังจีน แต่สำหรับสินค้าและผลิตภัณฑ์อาหารต่าง ๆ ที่จะนำมาวางจำหน่ายในท้องตลาดฮ่องกงจะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ถูกสุขอนามัยและมีความปลอดภัยเพียงพอสำหรับผู้บริโภค
  • เขตปกครองตนเองซินเจียงเป็นประตูที่สำคัญสู่เอเชียกลางและยุโรป เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญบนเส้นทางสายไหมใหม่ เป็นเขตที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาการค้าและการลงทุนภายใต้นโยบาย “One Belt, One Road” ของจีน เพราะซินเจียงเป็นแหล่งการปลูกฝ้ายที่สำคัญที่สุดของประเทศ

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ