
เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 56 นายหวง ผิง (Huang Ping, 黄屏) อธิบดีกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศจีน ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ว็บไซต์ข่าวกว่างซี : รัฐบาลจีนและไทยเตรียมลงนามความตกลงยกเลิกการตรวจลงตราหนังสือเดินทาง (วีซ่า) สำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีน ข่าวการยกเลิกวีซ่าสร้างความตื่นเต้นให้กับแวดวงนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางด้วยตัวเองไม่น้อย แต่นักท่องเที่ยวประเภทกรุ๊ปทัวร์กลับมองว่า การยกเลิกวีซ่าเป็นเพียงการลดขั้นตอนความยุ่งยากขั้นตอนหนึ่งเท่านั้น
จากข้อมูลสถานกงสุลใหญ่ ณ นครหนานหนิง (Royal Thai Consulate-General in Nanning, 泰王国驻南宁总领事馆) นับตั้งแต่ปี 54 ถึงเดือน พ.ย.56 นักท่องเที่ยวชาวกว่างซีที่เดินทางไปประเทศไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 54 มีผู้ยื่นขอวีซ่า 16,000 คน ในปีถัดมา (ปี 55) จำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 27,000 คน และในเดือน ม.ค.- พ.ย. 56 จำนวนพุ่งเป็นกว่า 47,000 คน
กระแส “ฮ็อต” ท่องเที่ยวไทย และข่าว “ยกเลิกวีซ่า” ส่งผลต่อธุรกิจท่องเที่ยวอย่างไร?
นางหลี่ (Ms.Li, 李) ผู้จัดการบริษัท China Travel (中国旅行社) ให้ข้อมูลว่า หากแผนการยกเลิกวีซ่าระหว่างจีน-ไทยเป็นจริงขึ้นได้ จะช่วยดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปประเทศไทยได้อีกมาก เธอกล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตติดกระแสมาโดยตลอด หากข้อตกลงการยกเลิกวีซ่าเป็นผลสำเร็จ คาดว่า นักท่องเที่ยวอิสระที่ต้องการเดินทางไปประเทศไทยจะเพิ่มจำนวนมากขึ้น”
นายเจิง ทาว (Zeng Tao, 曾涛) ผู้จัดการบริษัท China Comfort Travel (广西康辉国际旅行社) เปิดเผยว่า การยกเลิกวีซ่าท่องเที่ยวระหว่างจีน-ไทยช่วยอำนวยประโยชน์อย่างมากให้กับนักท่องเที่ยวที่เคยมีประสบการณ์เดินทางไปท่องเที่ยวในประเทศไทย รวมถึงนักท่องเที่ยวที่มีความถนัดด้านภาษา นายเจิง ได้ให้ข้อมูลว่า “ช่วงที่ผ่านมา ตนเองได้ติดตามข่าวการยกเลิกวีซ่ามาโดยตลอด ขณะนี้ เส้นทางท่องเที่ยวกรุงเทพฯ – พัทยา 5 วัน เป็นเส้นทางที่ได้รับนิยมมากที่สุดในการเที่ยวไทย หากการยกเลิกวีซ่าระหว่างจีน-ไทยเป็นผลสำเร็จ บริษัทฯ จะดำเนินการปรับราคาโปรแกรมทัวร์ลง ค่าใช้จ่ายในเส้นทางท่องเที่ยวประเทศไทยคงจะถูกลง”
รอง ศ.จาง รุ่ย เหมย (Zhang Rui Mei, 张瑞梅) ประจำคณะการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยชนชาติกว่างซี (Guangxi University for Nationalities, 广西民族大学) เห็นว่า หาก “ยกเลิกวีซ่า” จะช่วยอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวได้อย่างมากในแง่ของการประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นตลาดท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการผลักดันการท่องเที่ยวอาเซียนแบบไร้อุปสรรค
แม้ว่าการยกเลิกวีซ่าระหว่างจีน-ไทยจะช่วยปลุกกระแสการเดินทางท่องเทียวไทยมากขึ้น แต่ บุคคลในแวดวงธุรกิจท่องเที่ยวเห็นว่า การที่แผนงานดังกล่าวจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากน้อยเพียงใดยังคงยากจะคาดเดา
นายเจิงฯ ให้ข้อมูลว่า การยกเลิกวีซ่าอาจจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับตลาดท่องเที่ยวไทยได้ไม่มากนัก เพราะการยกเลิกวีซ่าไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวกำหนดเส้นทางท่องเที่ยวนั้น ๆ แต่อย่างใด (ค่าวีซ่าเป็นเพียงต้นทุนส่วนน้อยเท่านั้น) สำหรับบริษัททัวร์แล้ว ต้นทุนค่าโรงแรมและตั๋วเครื่องบินต่างหากที่เป็นตัวกำหนดเส้นทางท่องเที่ยวว่าจะจัดขึ้นได้หรือไม่
ขณะนี้ ยังไม่รู้ว่าการยกเลิกวีซ่าจะเป็นไปในรูปแบบใด หากเป็นไปในลักษณะขอวีซ่า Visa on Arrival - VOA (ขอรับการตรวจลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง) ก็จะมีประเด็นค่าใช้จ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งค่าใช้จ่ายก็ไม่ได้แตกต่างกับการขอวีซ่าแบบปกติ (ณ สถานทูต/สถานกงสุลในจีน) แต่อย่างใด
นางหลี่ (Ms.Li, 李) ผู้จัดการบริษัท China Travel (中国旅行社) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “ปัจจุบัน การใช้บริการขอวีซ่าผ่านบริษัททัวร์ไม่ยุ่งยาก ใช้เวลาเพียง 1 -2 วัน ค่าใช้จ่ายอยู่ระหว่าง 250 -330 หยวน ซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยอมรับได้” นางหลี่ฯ ให้ข้อแนะนำว่า ประเด็นเรื่องการเดินทางและสถานที่พักเป็นสิ่งสำคัญที่นักท่องเที่ยวควรเตรียมตัวสำหรับการเดินทางไปท่องเที่ยวในประเทศไทย เช่น ตั๋วเครื่องบิน แผนการเดินทาง การเช่ารถ และการจองห้องพัก
นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆ ก่อนการตัดสินใจออกเดินทางท่องเที่ยว อาทิ ความสะดวกของการจราจรในท้องถิ่น รวมถึงการเปรียบเทียบราคาค่าใช้จ่าย
ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ณ นครหนานหนิง (BIC) ประมาณการณ์ว่า นักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเข้าประเทศไทยในปี 2556 น่าจะมีมากกว่า 4.2 ล้านคน
แม้ว่า นโยบายการยกเลิกวีซ่าจะช่วยกระตุ้นกระแสท่องเที่ยวไทยให้แก่นักท่องเที่ยวชาวจีน (โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวอิสระ) อันเป็นผลดีต่อตลาดท่องเที่ยวและธุรกิจท่องเที่ยวไทยอย่างมาก
อย่างไรก็ดี ทุกฝ่ายไม่ควรมองข้ามผลกระทบต่อด้านอื่นๆ ด้วยเช่นกัน เช่น ขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยว ความเสียหายต่อทรัพยากรการท่องเที่ยว การสร้างปัญหาของกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน ผลกระทบด้านการก่ออาชญากรรม และปัญหาการแย่งงานคนไทย ฯลฯ
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการทั้งภาครัฐและเอกชนไม่ควรมุ่งสร้างรายได้แต่เพียงด้านเดียว ควรตระหนักถึงผลเสีย ต่างๆ ที่จะตามมาด้วย และเร่งเตรียมความพร้อมในการรับมือก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป
http://www.thaibizchina.com/thaibizchina/th/china-economic-business/result.php?IBLOCK_ID=69&SECTION_ID=464&ELEMENT_ID=13593
ประเภทข่าว
แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ
- กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาร์เจนตินา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแคนาดา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในชิลี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเม็กซิโก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในออสเตรเลีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเมียนมาร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในรัสเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในบราซิล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเยอรมนี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเดนมาร์ก
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอียิปต์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในนอร์เวย์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในปากีสถาน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในศรีลังกา
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินเดีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิหร่าน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเกาหลีใต้
- ศูนย์บริการข้อมูลธุรกิจไทยในฟิลิปปินส์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาเลเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในลาว
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในญี่ปุ่น
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอินโดนีเซีย
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในไต้หวัน
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเวียดนาม
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในยุโรป
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในแอฟริกาใต้
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเซเนกัล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในเนปาล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในมาดากัสการ์
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในคูเวต
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอิสราเอล
- ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในอาเซียน
