INDIAN OIL รั้งอันดับหนึ่ง บริษัทรายได้สูงสุดแห่งปี

IOC-logo 1บริษัท Indian Oil Corp บริษัทที่มีรัฐบาลอินเดียเป็นเจ้าของกลายเป็นบริษัทที่ทำรายได้สูงสุดแห่งปีในอินเดีย ตามมาติดๆ ด้วยบริษัท Reliance Industries ของนายมูเกซ อัมบานี เศรษฐีที่รวยที่สุดในอินเดีย ตามรายงานการจัดอันดับประจำปีของ Fortune 500

การจัดอันดับความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรธุรกิจ 500 อันดับแรก ซึ่งจัดทำโดยนิตยสารธุรกิจอย่าง Fortune ฉบับประเทศอินเดีย แสดงให้เห็นว่า บริษัทในธุรกิจพลังงานคือกลุ่มบริษัทที่ทำกำไรสูงสุดของอินเดีย เห็นได้จากการที่มีบริษัทพลังงานถึง 7 แห่งใน 10 อันดับแรก

Indian Oil Corp หรือ IOC ทำรายได้สูงสุดถึง 4.7 ล้านล้านรูปี หรือ ประมาณ 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามมาด้วย Reliance Industries ที่มีรายได้ตลอดปี 4 ล้านล้านรูปี ประมาณ 6.7 หมื่นล้านดอลลาร์

Bharat Petroleum และ Hindustan Petroleum ตามมาห่างๆ ที่อันดับ 3 และ 4 ตามลำดับ ด้วยรายได้ทั้งปีอยู่ที่ 4 หมื่นและ 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ จากสิบอันดับแรกของการจัดอันดับครั้งนี้ มีบริษัทที่มีรัฐเป็นเจ้าของถึง 6 บริษัท ขณะที่มีบริษัทของเอกชนเพียง 4 บริษัท

นิตยสาร Fortune ยังให้ข้อคิดเห็นว่า ปีที่ผ่านมาแม้รายได้ของบริษัทโดยรวมจะเติบโตช้าลง แต่ยังมีสัญญาณระบุว่าบริษัทต่างๆ มีกำไรกระเตื้องขึ้น อย่างไรก็ดี ค่าใช้จ่ายจากดอกเบี้ยยังเป็นอุปสรรคสำคัญของการเติบโต

บริษัทรายอื่นๆ ที่ติดอันดับ ได้แก่ ธนาคาร State Bank of India (อันดับ 5) Tata Motors (อันดับ 6 ) ONGC (อันดับ 7) Tata Steel (อันดับ 8) Essar Oil (อันดับ 9) และ Coal India(อันดับ 10) Bharti Airtel (อันดับ 12) ICICI Bank (อันดับ 14) NTPC (อันดับ 15) และ Tata Consultancy Services (อันดับ 18) และ InfoSys (อันดับ 27)

Indian Oil เป็นบริษัทขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 88 ของโลก ตามการจัดอันดับของ Fortune Global 500 ปัจจุบันผลิตสินค้าปิโตรเลียมได้คิดเป็น 49% ของทั้งประเทศ มีความสามารถในการกลั้นน้ำมันได้ 31% ของประเทศ และเป็นเจ้าของท่อส่งปลายน้ำ 67%

Indian Oil เป็นเจ้าของโรงกลั่น 10 แห่งจาก 22 แห่งทั่วอินเดีย โดยมีกำลังการกลั่นได้ปีละ 65.7 ล้านเมทริกตัน มีสถานีน้ำมันมากที่สุดในอินเดียถึง 20,575 สถานี และยังเป็นผู้ผลิตก๊าซหุงต้มให้แก่ 66.8 ล้านครัวเรือนทั่วอินเดียด้วย 

15 มกราคม 2557
แหล่งข้อมูล: รายงานจากกรุงนิวเดลี
โดย: ประพันธ์ สามพายวรกิจ

Back to the list

More Related

  • อุตสาหกรรมอาหารในอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างสดใสและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากกำลังซื้ออันมหาศาลของประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลาง และพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่กล้าซื้อกล้าลองสินค้าจากต่างประเทศ นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านและอาหารสำเร็จรูป
  • จากความเข้มข้นในการแข่งขันทางการค้าการลงทุนในโลกปัจจุบัน ทำให้หลายประเทศต้องระดมสมองสร้าง Brand Image ที่บ่งบอกภาพลักษณ์และจุดเด่นต่าง ๆ โดยเฉพาะศักยภาพด้านเศรษฐกิจของประเทศนั้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินการค้าการลงทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ
  • ทุกคนฝันจะมีบ้านเป็นของตนเอง เมื่อเขาได้เป็นเจ้าของบ้าน เขาจะมีความหวังใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะช่วยทำความฝันของเขาเหล่านั้นให้เป็นจริง
  • “อินเดีย” ตลาดที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก กำลังผงาดขึ้นเป็นตลาดเนื้อหอมในภูมิภาคเอเชีย และมีโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยอีกมากจากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ อาทิ ยุทธศาสตร์ที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้กับไทย นโยบาย “Come, Make in India” เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลอินเดีย รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก
  • ปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการคำนึงถึงเมื่อตัดสินใจไปค้าขายลงทุนต่างประเทศก็คือค่าครองชีพ ค่าครองชีพที่สูงอาจทำให้ผู้ประกอบการใจชื้นเพราะมีนัยถึงกำลังซื้อที่สูงของผู้บริโภคที่นั่น แต่มองอีกมุมหนึ่ง ค่าครองชีพที่สูงกว่าประเทศของตนก็ทำให้ผู้ประกอบการต้องคิดอย่างรอบด้านก่อนจะเดินทางไปลงทุนหรือเจรจาค้าขายในต่างแดน อินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่ดึงดูดความสนใจของพ่อค้าวาณิชจากทั่วโลกรวมถึงผู้ประกอบการไทย แล้วค่าครองชีพในอินเดียเมื่อเทียบกับไทยหล่ะ?
  • อินเดียนั้นเป็นประเทศผู้ผลิตผลไม้และผักสดในอันดับต้น ๆ ของโลก ในแต่ละปีสามารถผลิตผลไม้ได้มากกว่า 80 ล้านตัน โดยผลไม้สำคัญของอินเดีย ได้แก่ มะม่วงและกล้วย ซึ่งผลิตได้มากที่สุดในโลก รองลงมาได้แก่ แอปเปิ้ล สัปปะรด ส้ม องุ่น และทับทิม ซึ่งรสชาติของผลไม้อินเดียมีรสอร่อยไม่แพ้ผลไม้ไทยเช่นกัน...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ