อินเดียเร่งออกมาตรการพัฒนาอุตสาหกรรม หวังเทียบชั้นจีนและโอกาสของนักลงทุนไทย
อินเดียเร่งออกมาตรการพัฒนาอุตสาหกรรม หวังเทียบชั้นจีนและโอกาสของนักลงทุนไทย

รัฐบาลอินเดียกำลังเร่งออกมาตรการพัฒนาภาคการผลิต เพื่อปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่สำคัญ อาทิ ยานยนต์ เวชภัณฑ์ การแปรรูปสินค้าเกษตร เคมีภัณฑ์ เสื้อผ้าสำเร็จรูป และวิศวกรรมและเครื่องจักรกล

สถานกงสุลใหญ่ไทย ณ เมืองมุมไบให้ข้อมูลว่า อุตสาหกรรมที่อินเดียยังมีความต้องการอีกมาก แต่ไม่สามารถผลิตได้เพียงพอ คือ อิเล็กทรอนิกส์ เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ภายในบ้าน ตลอดจนสินค้าอุปโภคบริโภคที่ยังมีความหลากหลายน้อยและคุณภาพไม่ดีนัก ซึ่งล้วนเป็นสาขาอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพ ดังนั้น จึงเป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้ประกอบการไทยที่สนใจจะทำธุรกิจกับอินเดีย

การปรับปรุงกฎหมายแรงงานและการจัดตั้งพื้นที่ลงทุนและอุตสาหกรรมพิเศษ (National Investment and Manufacturing Zones - NIMZs) เป็นมาตรการที่รัฐบาลอินเดียเพิ่งประกาศใช้ ขณะที่อีกหลายมาตรการได้มีผลบังคับใช้มาหลายปีแล้ว เช่น การใช้นโยบายการผลิตแห่งชาติ (National Manufacturing Policy) และการจัดตั้งสภาแห่งชาติเพื่อพัฒนาความสามารถในการแข่งขันในภาคการผลิต (National Manufacturing Competitiveness Council)

การออกมาตรการต่างๆ ข้างต้น เป็นความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาในปัจจุบันในภาคการผลิตของอินเดียที่ไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร อันเกิดจากการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค ความยากลำบากในการเริ่มต้นธุรกิจของผู้ประกอบการ และปัญหาเกี่ยวกับการจัดหาที่ดินเพื่อตั้งโรงงาน ตลอดจนปัญหาเกี่ยวกับแรงงาน ซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่ฝังรากลึกมานานในสังคมอินเดีย

ภาคการผลิตของอินเดียมีสัดส่วนเพียงประมาณ 16% ของ GDP โดยรัฐบาลอินเดียตั้งเป้าหมายว่าจะเพิ่มให้ภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนเป็น 25% ภายในปี ค.ศ. 2025

ภายใต้ National Manufacturing Policy รัฐบาลชุดปัจจุบัน ตั้งเป้าหมายเช่นกันว่า จะสร้างงานในภาคการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 100 ล้านตำแหน่งภายใน 10 ปี ควบคู่กับการทำให้ภาคอุตสาหกรรมอินเดียเติบโต12-14% ต่อปี

อย่างไรก็ดี เป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนภาคอุตสาหกรรมต่อ GDP ต้องสะดุดเมื่อปีที่ผ่านมา อันเป็นผลจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจอินเดีย โดยสัดส่วนภาคการผลิตลดจาก 16% เหลือเพียง 15.1%

ขณะเดียวกัน การขยายตัวทางเศรษฐกิจของอินเดียในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ค.ศ. 2004-2013) เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของประสิทธิภาพการผลิต (productivity) เป็นสำคัญ โดยมิได้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นเท่าใดนัก โดยระหว่างปี ค.ศ 2005-2010 แรงงานอินเดียโดยรวมเพิ่มขึ้นเพียง 0.3% เท่านั้น หรือจาก 457.8 เป็น 459.1 ล้านคน

นักวิเคราะห์มองว่า สาเหตุหลักที่การจ้างงานไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก เป็นเพราะอินเดียขาดความยืดหยุ่นในการบริหารแรงงาน รวมถึงมีกฎหมายแรงงานที่ค่อนข้างเข้มงวดซึ่งส่งผลต่อการจ้างงานและการปลดออกจากงาน โดยหลายครั้ง ข้อเรียกร้องของลูกจ้างมักจบลงด้วยความรุนแรงในการตัดสินปัญหาระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง

ดังนั้น การลดความเข้มงวดของกฎหมายแรงงานอาจเป็นทางหนึ่งที่ช่วยปลดล็อคการจ้างงาน ตลอดจนช่วยส่งเสริมให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืนและเป็นระบบของภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งปัจจุบัน มีสัดส่วนการจ้างงานถึงร้อยละ 84%

นอกจากประเด็นด้านแรงงานแล้ว นาย Arun Maira สมาชิกคณะกรรมการวางแผนของอินเดียให้ข้อคิดเห็นว่า อีกหนึ่งจุดอ่อนของภาคการผลิตอุตสาหกรรมเกิดจากความล้มเหลวในการผลิตไฟฟ้าและการสร้างระบบการขนส่งให้เติบโตอย่างเพียงพอสอดรับกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลหวังว่า การจัดตั้ง NIMZs (National Investment and Manufacturing Zones) จะเป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหานี้

จนถึงขณะนี้ รัฐบาลอินเดียได้จัดตั้ง NIMZs แล้ว 15 แห่งทางภาคตะวันตกและภาคใต้ของประเทศ รวมถึง “Delhi-Mumbai Industrial Corridor” ด้วย โดยอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ใน NIMZs จะได้รับการอำนวยความสะดวกและสิทธิประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น ระบบโลจิสติกส์ และกลไกการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม รวมถึงการมีกฎหมายแรงงานพิเศษที่ใช้เฉพาะใน NIMZs ซึ่งมีความยืดหยุ่นมากกว่ากฎหมายแรงงานที่ใช้กันทั่วไป

นักเศรษฐศาสตร์ทั้งของอินเดียเองและของต่างประเทศมักเปรียบเทียบระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจระหว่างอินเดียกับจีน อย่างไรก็ดี ในปัจจุบัน ในภาคอุตสาหกรรม อินเดียมีขนาดเล็กมากเทียบไม่ได้เลยกับจีน กล่าวคือ ภาคอุตสาหกรรมของจีนมีสัดส่วน 34% ของ GDP ขณะที่ของอินเดียมีสัดส่วนเพียง 15-16% นอกจากนี้ เมื่อเทียบกับภาคการผลิตของโลก การผลิตของอินเดียคิดเป็นเพียงสัดส่วน 1.8% ขณะที่จีนมีสัดส่วนถึง 13.7%

ขอบคุณรูปภาพจาก : http://apdforum.com/th/article/rmiap/articles/print/departments/voice/2013/01/01/feature-pr-17

30 มกราคม 2557
แหล่งข้อมูล: สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองมุมไบ
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • อุตสาหกรรมอาหารในอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างสดใสและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากกำลังซื้ออันมหาศาลของประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลาง และพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่กล้าซื้อกล้าลองสินค้าจากต่างประเทศ นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านและอาหารสำเร็จรูป
  • จากความเข้มข้นในการแข่งขันทางการค้าการลงทุนในโลกปัจจุบัน ทำให้หลายประเทศต้องระดมสมองสร้าง Brand Image ที่บ่งบอกภาพลักษณ์และจุดเด่นต่าง ๆ โดยเฉพาะศักยภาพด้านเศรษฐกิจของประเทศนั้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินการค้าการลงทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ
  • ทุกคนฝันจะมีบ้านเป็นของตนเอง เมื่อเขาได้เป็นเจ้าของบ้าน เขาจะมีความหวังใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะช่วยทำความฝันของเขาเหล่านั้นให้เป็นจริง
  • “อินเดีย” ตลาดที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก กำลังผงาดขึ้นเป็นตลาดเนื้อหอมในภูมิภาคเอเชีย และมีโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยอีกมากจากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ อาทิ ยุทธศาสตร์ที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้กับไทย นโยบาย “Come, Make in India” เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลอินเดีย รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก
  • ปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการคำนึงถึงเมื่อตัดสินใจไปค้าขายลงทุนต่างประเทศก็คือค่าครองชีพ ค่าครองชีพที่สูงอาจทำให้ผู้ประกอบการใจชื้นเพราะมีนัยถึงกำลังซื้อที่สูงของผู้บริโภคที่นั่น แต่มองอีกมุมหนึ่ง ค่าครองชีพที่สูงกว่าประเทศของตนก็ทำให้ผู้ประกอบการต้องคิดอย่างรอบด้านก่อนจะเดินทางไปลงทุนหรือเจรจาค้าขายในต่างแดน อินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่ดึงดูดความสนใจของพ่อค้าวาณิชจากทั่วโลกรวมถึงผู้ประกอบการไทย แล้วค่าครองชีพในอินเดียเมื่อเทียบกับไทยหล่ะ?
  • อินเดียนั้นเป็นประเทศผู้ผลิตผลไม้และผักสดในอันดับต้น ๆ ของโลก ในแต่ละปีสามารถผลิตผลไม้ได้มากกว่า 80 ล้านตัน โดยผลไม้สำคัญของอินเดีย ได้แก่ มะม่วงและกล้วย ซึ่งผลิตได้มากที่สุดในโลก รองลงมาได้แก่ แอปเปิ้ล สัปปะรด ส้ม องุ่น และทับทิม ซึ่งรสชาติของผลไม้อินเดียมีรสอร่อยไม่แพ้ผลไม้ไทยเช่นกัน...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ