ออกกฎเข้มลดการดื่ม อังกฤษห้ามขาย "เหล้า-เบียร์" ต่ำกว่าทุน
ออกกฎเข้มลดการดื่ม อังกฤษห้ามขาย "เหล้า-เบียร์" ต่ำกว่าทุน
คอลัมน์ Market Move

     รัฐบาลสหราชอาณาจักร ออกกฎหมายห้ามขายเครื่องดื่ม "แอลกอฮอล์" ในราคาต่ำกว่าทุนในอังกฤษ และเวลส์ หลังจากพบว่าราคาเบียร์กระป๋องที่ขายในซูเปอร์มาร์เก็ตถูกหั่นราคาต่ำกว่าน้ำดื่ม

     หนังสือพิมพ์การ์เดี้ยนรายงานว่า ทางรัฐมนตรีที่ควบคุมดูแลเรื่องราคาสินค้า คาดหวังว่ามาตรการครั้งนี้ ซึ่งจะบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน จะสามารถหยุดยั้งกลยุทธ์การกระหน่ำลดราคากันอย่างดุเดือด ที่ส่งผลให้เบียร์กระป๋องมีราคาถูกกว่าน้ำดื่มบรรจุขวดในซูเปอร์มาร์เก็ต

     หน่วยงานประเมินผลกระทบของกระทรวงกิจการภายใน ระบุว่า การห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่ำกว่าทุน นั่นหมายถึงการบวกภาษีมูลค่าเพิ่มเข้าไปในตัวสินค้า จะทำให้ราคาเบียร์กระป๋องในขนาด 440 มล.อยู่ที่ 50 เพนซ์เป็นอย่างต่ำ (1 ปอนด์เท่ากับ 100 เพนนี)

     จากมาตรการนี้ ทำให้ราคาของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปรับตัวสูงขึ้น โดยราคาใหม่ที่ทางรัฐบาลกำหนด (ราคาต่ำสุด) ไวน์ 1 ขวดอยู่ที่ 2.24 ปอนด์ ขณะที่วอดก้า 1 ขวดหรือสุราชนิดอื่น ๆ ต้องขายอย่างต่ำขวดละ 10.16 ปอนด์

     ส่วนเบียร์ดีกรีต่ำซึ่งมีปริมาณแอลกอฮอล์ 1.2% หรือน้อยกว่านั้น นโยบายกำหนดให้ไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งจะจำหน่ายอยู่ในช่องทางร้านค้าปลอดภาษีบนเรือท่องเที่ยวและแอร์พอร์ต

     ก่อนหน้านี้บรรดานักรณรงค์ด้านสุขภาพของสหราชอาณาจักร โจมตีทางรัฐมนตรีที่ปฏิเสธการกำหนดราคาขายขั้นต่ำของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงการห้ามทำโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นการขาย หลังจากได้รับแรงกดดันจากทางผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว

     องค์กรพันธมิตรเพื่อสุขภาพ เชื่อว่ามาตรการดังกล่าวไม่ได้มีสาระสำคัญใดๆ ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

     หน่วยงานประเมินผลกระทบของกระทรวงกิจการภายใน ชี้แจงว่า มาตรการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่ำกว่าทุนครั้งนี้ น่าจะส่งผลกระทบต่อยอดขายในกลุ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสัดส่วนเพียง 1.3% ของยอดขายทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นช่องทางขายซูเปอร์มาร์เก็ต คิดเป็นยอดขาย 220 ล้านลิตรต่อปี

     ขณะเดียวกันทางรัฐบาลก็ให้สัญญาว่า จะทำทุกวิถีทางให้แน่ใจว่า กลยุทธ์การขายต่ำกว่าทุนของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะหยุดลง

     ทั้งนี้ รัฐมนตรีกระทรวงกิจการภายในยืนยันว่า การขายต่ำกว่าทุนของอุตสาหกรรมนี้มีจริง จากการสำรวจพบพฤติกรรมดังกล่าวอยู่ใน 6-7 ซูเปอร์มาร์เก็ตหลักๆ ที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่ำกว่าทุนมากที่สุดถึง 12% ในปี 2551

     หน่วยงานประเมินผลกระทบเชื่อว่า การบังคับใช้นโยบายของภาครัฐครั้งนี้ จะช่วยประหยัดงบประมาณในการดูแลสุขภาพต่อปีอยู่ที่ 5.3 ล้านปอนด์ รวมถึงงบประมาณในการป้องกันอาชญากรรมอีก 3.6 ล้านปอนด์

     อย่างไรก็ตาม "อีริค แอปเปิลบาย" ประธานกรรมการขององค์กร Alcohol Concern เชื่อว่า แนวความคิดที่เชื่อว่าการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่ำกว่าทุน จะช่วยแก้ไขปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ได้นั้นเป็นเรื่องที่น่าขัน

     ทั้งนี้ โดยมองว่ามาตรการดังกล่าวถือเป็นความสับสนและแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะจากรายงานแสดงให้เห็นว่าการห้ามขายต่ำกว่าทุน จะทำต่อยอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพียง 1% จากสินค้าทั้งหมดที่ขายในช็อป และซูเปอร์มาร์เก็ต แต่ไปไม่ถึงนักดื่มส่วนใหญ่ที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย คือกลุ่มวัยรุ่น

     อย่างไรก็ตาม "นอร์แมน เบกเกอร์" รัฐมนตรีกระทรวงกิจการภายในของทางสหราชอาณาจักร ระบุว่า รัฐบาลตัดสินใจที่จะแก้ปัญหาการสูญเสียงบประมาณต่อปัญหาอาชญากรรมที่มีแอลกอฮอล์เป็นตัวกระตุ้นที่สูงถึง 11 พันล้านปอนด์ต่อปี

     "การห้ามขายแอลกอฮอล์ต่ำกว่าทุนจะหยุดกลยุทธ์การดัมพ์ราคาขายและการดื่มที่ให้โทษ มันเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการที่เรานำมาใช้เพื่อควบคุมสิ่งเหล่านี้ ทั้งนี้ ถือเป็นความท้าทายของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มต่อการเล่นบทบาทในการควบคุมปัญหาที่เกิดจากแอลกอฮอล์"

ขอบคุณรูปภาพจาก : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
13 กุมภาพันธ์ 2557
แหล่งข้อมูล: ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • โปรตุเกสอาจไม่ใช่ประเทศลำดับต้น ๆ ที่โลกนึกถึงถ้าจะต้องเลือกไปค้าและลงทุน ณ เวลานี้ แต่สำหรับประเทศไทย เป็นจังหวะที่น่าสนใจ ต้นเดือน ก.ค. ศกนี้ กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ ชวนไปสำรวจโอกาสในโปรตุเกสด้วยกัน เพราะกำลังจะจะมีการหารือสองฝ่ายที่เรียกว่า การประชุม Political Dialogue ไทย-โปรตุเกส ครั้งที่ 2 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 8 ก.ค. 2559 ที่กรุงลิสบอน เมืองหลวงของโปรตุเกส ไทยอยากผลักดันเรื่องอะไรกับโปรตุเกส เวทีนี้คือโอกาส
  • แรงจูงใจทางด้านภาษีคือแม่เหล็กสำคัญที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ใช้ดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติ รัฐบาลในอียูหลายประเทศก็เช่นกัน ต่างแข่งขันกันลดภาษีดึงดูดการลงทุน จนเรียกได้ว่ากลายเป็นสงครามภาษีระหว่างประเทศ  หรือ International Tax War แต่ตอนนี้ เอกชนที่ไปลงทุนในอียูคงต้องระวังมากขึ้น เพราะแรงจูงใจทางภาษีที่ได้รับ อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายบริษัท หากไม่ได้ตรวจสอบให้ดีก่อนว่า การลดหรือยกเว้นภาษีนั้นผิดกฎการอุดหนุนโดยภาครัฐ  
  • ฟินแลนด์ ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย นอกจากจะเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงด้านความสวยงามทางธรรมชาติท่ามกลางบรรยากาศอันหนาวเย็น
  • สหภาพยุโรปได้ออกประกาศ Commission Implementing Decision 2015/1338 of 30 July 2015 amending Decision 2011/163/EU on the approval of plans submitted by third countries in accordance with Article 29 of Council Directive 96/23/EC ซึ่งเป็นการปรับปรุงแก้ไขบัญชีรายชื่อประเทศที่สามที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าสินค้าที่ปลอดสารตกค้่าง
  • เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 ทางสหภาพยุโรปได้ออกประกาศกฎระเบียบ 2 ฉบับ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้...
  • เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๘ สหภาพยุโรปออกประกาศกฎระเบียบ Commission Regulation (EU) 2015/1005 of 25 June 2015 amending Regulation (EC) No 1881/2006 as regards maximum levels of lead in certain foodstuffs โดยตีพิมพ์ใน EU Official Journal L 161/9 ซึ่งเป็น การกำหนดระดับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่ว (lead) ในสินค้าอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน อันเป็นการแก้ไขกฎระเบียบเดิม ซึ่งได้แก่ Regulation (EC) No 1881/2006 เพื่อให้สอดคล้องกับผลงานวิจัย ของคณะทำงาน CONTAM Panel ของ EFSA ซึ่งได้ระบุว่า สารตะกั่วที่ได้รับผ่านการบริโภคอาหาร สามารถก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อพัฒนาการทางสมองในเด็กเล็ก และก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และ ความเป็นพิษต่อไตในผู้ใหญ่ได้ จึงเห็นควรให้มีการปกป้องกลุ่มผู้บริโภคที่มีความเสี่ยง คือ กลุ่มเด็กเล็กและ ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ ดังนั้น ในครั้งนี้ จึงให้มีการปรับค่าอนุโลมตกค้างสูงสุดของสารตะกั่วในสินค้าพืช สัตว์ และสัตว์น้ำบางรายการขึ้นใหม่...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ