เซรามิกไทยมีโอกาสที่สดใสในตลาดอินเดีย
เซรามิกไทยมีโอกาสที่สดใสในตลาดอินเดีย
     ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กระทรวงการต่างประเทศ ได้รับรายงานที่น่าสนใจจากสถานกงสุลใหญ่ไทย ณ เมืองมุมไบ (ประเทศอินเดีย) เกี่ยวกับโอกาสของเซรามิกไทยในตลาดอินเดีย เลยขอหยิบมาฝากกัน ณ ที่นี้ 

     อุตสาหกรรมเซรามิกของอินเดียมีอายุกว่าร้อยปี แต่พัฒนาการของอุตสาหกรรมสาขานี้ยังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร ปัจจุบันการผลิตกระจุกตัวอยู่ในเมือง Morbi และ Surendranagar รัฐคุชราต และเมือง Khurja รัฐอุตตระประเทศเท่านั้น 

     การผลิตส่วนใหญ่ดำเนินการโดยผู้ผลิตขนาดกลางและขนาดย่อมที่ใช้เทคโนโลยีต่ำ มีผู้ผลิตรายใหญ่ที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัยและผลิตสินค้ามาตรฐานสูงเพียงไม่กี่ราย นับเป็นข้อด้อยของอุตสาหกรรมสาขานี้ 

     ผลิตภัณฑ์เซรามิกส่วนใหญ่จะเป็นประเภทแผ่นกระเบื้องปูพื้น (ผลิตได้มากที่สุด) เครื่องสุขภัณฑ์ เครื่องใช้สำหรับโต๊ะอาหาร (tableware products) และเครื่องประดับตกแต่ง 

     ปัจจุบัน อินเดียเป็นผู้ส่งออกและนำเข้าเซรามิก แต่สัดส่วนการส่งออกและนำเข้าของอินเดียในตลาดโลกยังนับว่าต่ำมาก 

     ในปี 2011 การส่งออกเซรามิกทั่วโลกมีมูลค่า 43.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จีนส่งออกสูงสุดร้อยละ 32 ส่วนอินเดียเป็นผู้ส่งออกลำดับที่ 22 ของโลกมูลค่า 360 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพียงร้อยละ 0.8 ส่วนการนำเข้าเซรามิกอินเดียอยู่ลำดับที่ 11 ของโลกมูลค่า 770ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 2 ของโลก โดยนำเข้ากระเบื้องปูพื้นสูงสุด 256 ล้านดอลลาร์สหรัฐส่วนเซรามิกกลุ่มอื่น อินเดียเป็นผู้นำเข้าสุทธิ (net importer) 

     สาเหตุที่อุตสาหกรรมเซรามิกของอินเดียไม่เติบโตเท่าที่ควรมี 2 ประการ 
 
     หนึ่ง ผลิตภัณฑ์เซรามิกและสุขภัณฑ์เป็นสินค้าขนาดใหญ่ที่มีค่าใช้จ่ายในการขนส่งสูง เมื่อพลังงานราคาสูงก็ยิ่งทำให้การขนส่งสูงตามไปด้วย เสียเปรียบการนำเข้าผลิตภัณฑ์เซรามิกสำเร็จรูปจากต่างประเทศ เช่น จีน ที่การขนส่งทางทะเลมีค่าขนส่งต่ำกว่า 
  
     สอง ภาษีนำเข้าวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเซรามิก (ประเภท ceramicrollers, colours, frit และ boric acid) สูงกว่าภาษีที่เก็บจากผลิตภัณฑ์เซรามิกสำเร็จรูปที่นำเข้า กล่าวคือ อัตราภาษีนำเข้าวัตถุดิบเฉลี่ยร้อยละ 7.5 – 12.5 ขณะที่ภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เช่น กระเบื้องปูพื้นเซรามิกจากจีนเสียภาษีร้อยละ 4.3 (ภาษีภายใต้ข้อตกลงBangkok Agreement) ความลักลั่นในอัตราภาษีทั้งสองประเภททำให้ผู้ผลิตเซรามิกของอินเดียเสียเปรียบผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปทำให้ขาดแรงจูงใจในการขยายกำลังการผลิต 

     เพื่อแก้ไขปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนาอุตสาหกรรมเซรามิกของประเทศได้มีข้อเสนอให้มีการพัฒนาระบบขนส่งทางน้ำและทางทะเลให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นซึ่งจะช่วยลดค่าขนส่งและทำให้ความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมดังกล่าวสูงขึ้น รวมทั้งลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเซรามิกให้ต่ำกว่าภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์เซรามิกสำเร็จรูป และเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันในการแข่งขัน อาจพิจารณาถอดรายการสินค้าผลิตภัณฑ์กระเบื้องปูพื้นออกจากรายการภาษีในข้อตกลง Bangkok Agreement ทำให้สามารถจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าประเภทนี้ได้ในอัตราร้อยละ 10 

     “ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ภาคการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ของอินเดียเติบโตอย่างรวดเร็ว การเติบโตในสาขานี้ย่อมเพิ่มอุปสงค์ในผลิตภัณฑ์กระเบื้องและสุขภัณฑ์สมัยใหม่มากยิ่งขึ้น การที่อินเดียไม่สามารถผลิตสินค้าประเภทนี้ได้อย่างเพียงพอทำให้มีการนำเข้าจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะจากจีน จึงเป็นโอกาสของผู้ผลิตกระเบื้องและสุขภัณฑ์เซรามิกของไทยที่จะเข้าไปแสวงหาช่องทางจำหน่ายสินค้าหรือศึกษาการลงทุนการผลิตในอินเดีย ขณะนี้ บริษัทเอสซีจี เทรดดิ้ง ของไทยก็ไปก่อตั้งศูนย์บริการก่อสร้างและตกแต่งเพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ผลิตภัณฑ์บ้าน รวมถึงกระเบื้องเซรามิกแผ่นเรียบสำเร็จรูปที่เมืองเจนไน รัฐทมิฬนาฑู และเมืองกูร์กาวน์ รัฐหรยาณะแล้ว” สถานกงสุลใหญ่ไทย ณ เมืองมุมไบให้ข้อมูล

ขอบคุณรูปภาพจาก : www.thaihouseupdate.com
12 มีนาคม 2557
แหล่งข้อมูล: สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองมุมไบ
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • อุตสาหกรรมอาหารในอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างสดใสและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากกำลังซื้ออันมหาศาลของประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลาง และพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่กล้าซื้อกล้าลองสินค้าจากต่างประเทศ นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านและอาหารสำเร็จรูป
  • จากความเข้มข้นในการแข่งขันทางการค้าการลงทุนในโลกปัจจุบัน ทำให้หลายประเทศต้องระดมสมองสร้าง Brand Image ที่บ่งบอกภาพลักษณ์และจุดเด่นต่าง ๆ โดยเฉพาะศักยภาพด้านเศรษฐกิจของประเทศนั้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินการค้าการลงทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ
  • ทุกคนฝันจะมีบ้านเป็นของตนเอง เมื่อเขาได้เป็นเจ้าของบ้าน เขาจะมีความหวังใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะช่วยทำความฝันของเขาเหล่านั้นให้เป็นจริง
  • “อินเดีย” ตลาดที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก กำลังผงาดขึ้นเป็นตลาดเนื้อหอมในภูมิภาคเอเชีย และมีโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยอีกมากจากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ อาทิ ยุทธศาสตร์ที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้กับไทย นโยบาย “Come, Make in India” เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลอินเดีย รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก
  • ปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการคำนึงถึงเมื่อตัดสินใจไปค้าขายลงทุนต่างประเทศก็คือค่าครองชีพ ค่าครองชีพที่สูงอาจทำให้ผู้ประกอบการใจชื้นเพราะมีนัยถึงกำลังซื้อที่สูงของผู้บริโภคที่นั่น แต่มองอีกมุมหนึ่ง ค่าครองชีพที่สูงกว่าประเทศของตนก็ทำให้ผู้ประกอบการต้องคิดอย่างรอบด้านก่อนจะเดินทางไปลงทุนหรือเจรจาค้าขายในต่างแดน อินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่ดึงดูดความสนใจของพ่อค้าวาณิชจากทั่วโลกรวมถึงผู้ประกอบการไทย แล้วค่าครองชีพในอินเดียเมื่อเทียบกับไทยหล่ะ?
  • อินเดียนั้นเป็นประเทศผู้ผลิตผลไม้และผักสดในอันดับต้น ๆ ของโลก ในแต่ละปีสามารถผลิตผลไม้ได้มากกว่า 80 ล้านตัน โดยผลไม้สำคัญของอินเดีย ได้แก่ มะม่วงและกล้วย ซึ่งผลิตได้มากที่สุดในโลก รองลงมาได้แก่ แอปเปิ้ล สัปปะรด ส้ม องุ่น และทับทิม ซึ่งรสชาติของผลไม้อินเดียมีรสอร่อยไม่แพ้ผลไม้ไทยเช่นกัน...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ