ความสำเร็จอยู่ไม่ไกล สำหรับเสื้อผ้าไทยในตลาดแดนภารตะ
ความสำเร็จอยู่ไม่ไกล สำหรับเสื้อผ้าไทยในตลาดแดนภารตะ
     ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กระทรวงการต่างประเทศ ได้รับรายงานที่น่าสนใจจากสถานกงสุลใหญ่ไทย ณ เมืองเจนไน (ประเทศอินเดีย) เกี่ยวกับศักยภาพของอุตสาหกรรมสิ่งทอของอินเดียและโอกาสของไทยในการเข้าไปบุกตลาดอินเดีย เลยขอหยิบมาฝากกัน ณ ที่นี้ 

     อุตสาหกรรมสิ่งทอของอินเดียถูกจัดเป็นอุตสาหกรรมที่ใหญ่เป็นลำดับต้นๆ ของโลก แม้ในช่วงที่ผ่านมาการเติบโตของอุตสาหกรรมสาขานี้ยังมีการบริหารจัดการที่ไม่เป็นระบบเท่าที่ควร แต่หลังจากที่เศรษฐกิจของอินเดียได้รับการปฏิรูปขึ้นตั้งแต่ปี 1991 เป็นต้นมา ทำให้อุตสาหกรรมสิ่งทอของอินเดียเติบโตอย่างเป็นระบบมากขึ้น 
 
     รายได้ของอุตสาหกรรมสาขานี้ มีสัดส่วนมูลค่าร้อยละ 27 ของสินค้าส่งออกของอินเดีย หรือคิดเป็นร้อยละ 14 ของสินค้าอุตสาหกรรมในประเทศทั้งหมด และคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 3 ของ GDP ในประเทศ สามารถสร้างแรงงานจำนวน 35 ล้านคน เป็นลำดับ 2 รองจากแรงงานสาขาภาคเกษตรกรรมเท่านั้น 

     อุตสาหกรรมสิ่งทอของอินเดียในสาขาต่างๆ ได้แก่ Cotton Textiles, Silk Textiles, Woolen Textiles, Readymade Garments, Hand – crafted Textiles และ Jute and Coir 

     ทั้งนี้ อุตสาหกรรมสิ่งทอของอินเดียมีศักยภาพที่จะขยายตัวเพิ่มสัดส่วนในตลาดการค้าสิ่งทอของโลกได้อีกมาก จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับร้อยละ 4.5 คาดว่าในปี 2020 จะขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 8 โดยมีมูลค่าถึง 80 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ 
   
     อย่างไรก็ดี การเติบโตของสาขาสิ่งทอที่ใช้เทคนิค (Technical Textile Segment) ของอินเดียเป็นตัวแปรสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมสิ่งทอของอินเดียให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด 

     หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของอินเดียในสาขานี้ประเมินว่า สัดส่วนมูลค่าของสาขาสิ่งทอที่ใช้เทคนิค เพิ่มจากมูลค่า 5.29 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในระหว่างปี 2006 – 2007 เป็น 10.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในระหว่างปี 2011 – 2012 ทั้งนี้ สัดส่วนมูลค่าของสาขาสิ่งทอที่ใช้เทคนิคของโลกมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 127 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอินเดียมีส่วนแบ่งตลาดในสาขาดังกล่าวคิดเป็นมูลค่าเท่ากับ 11 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ 

     นอกจากนี้ รัฐบาลอินเดียได้จัดสรรงบประมาณ 44.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อยกระดับมาตรฐานของสาขาสิ่งทอที่ใช้เทคนิคด้วยการจัดตั้งศูนย์ค้นคว้าในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ สำหรับอุตสาหกรรมสิ่งทอของประเทศเพื่อรองรับสาขาอุตสาหกรรมสิ่งทอต่างๆ ให้ครบวงจร 

     ปัจจุบัน มีบริษัทที่มีชื่อเสียงด้านการผลิตสิ่งทอในสาขาต่างๆ ของอินเดีย ได้แก่ Welspum India Ltd, Vardhman Group, Asok Industries Ltd, Reymond Ltd. และ Bombay Dyeing มีผลิตภัณฑ์หลากหลาย อาทิ เสื้อผ้าสำเร็จรูป ผ้าปูเตียง ปลอกหมอน ผ้าผืนต่างๆ ผ้าที่ใช้กับเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น ทั้งนี้ ราคาและคุณภาพสินค้าแตกต่างกันไปตามต้นทุนค่าแรงขั้นต่ำ วัตถุดิบภายในประเทศเกี่ยวกับฝ้าย ไหม ปอ ป่าน ฯลฯ และมีบริษัทเสื้อผ้าสำเร็จรูปของต่างประเทศที่เข้ามาดำเนินธุรกิจและประสบความสำเร็จในการทำตลาดกับอินเดีย เช่น Zara, Mango, Esprit, Disel, Benetton, Marks & Spencer เป็นต้น 

     สำหรับปัญหาที่ทำให้ต้นทุนการผลิตในอุตสาหกรรมสิ่งทออินเดียสูงขึ้นมี 2 ประการ ประการแรก การขาดแคลนไฟฟ้า จึงต้องชดเชยการใช้ไฟฟ้าจากเครื่องปั่นไฟฟ้าที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงแทน แม้จะประสบกับปัญหาขาดแคลนไฟฟ้าแต่อุตสาหกรรมสาขานี้ก็ยังทำรายได้ให้กับรัฐฯ มูลค่ากว่า 130,000 ล้านรูปี และมีการจ้างแรงงานกว่า 500,000 คนเลยทีเดียว และประการที่สอง การขาดแคลนน้ำ อุตสาหกรรมสิ่งทอต้องใช้น้ำจำนวนมากในการผลิต เช่น การฟอกสี 

     “อุตสาหกรรมสิ่งทอของไทยส่วนหนึ่งนำเข้าฝ้ายและเส้นด้ายจากอินเดียเพื่อไปผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป ในทางกลับกันพบว่า พ่อค้ารายย่อยจากอินเดียก็นำเข้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปราคาถูกจากไทย เช่น ตลาดโบ๊เบ๊ ประตูน้ำ เข้ามาวางจำหน่ายในอินเดีย ทั้งนี้ เสื้อผ้าของไทยมีสไตล์แฟชั่นที่หลากหลาย ทันสมัยแตกต่างจากอินเดีย และได้รับความนิยมในกลุ่มลูกค้าระดับล่างและกลางของอินเดีย” สถานกงสุลใหญ่ไทย ณ เมืองเจนไน ให้ข้อมูล 

     ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์เห็นว่า ประเด็นต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการไทยที่มีแผนจะบุกตลาดอุตสาหกรรมสิ่งทอของอินเดีย หรือได้เข้าไปในตลาดอินเดียแล้ว ต้องศึกษาให้ดีเพื่อประกอบการวางแผนธุรกิจต่อไป

ขอบคุณรูปภาพจาก : www.dealfish.co.th 
15 มีนาคม 2557
แหล่งข้อมูล: สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจนไน
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • อุตสาหกรรมอาหารในอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างสดใสและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากกำลังซื้ออันมหาศาลของประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลาง และพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่กล้าซื้อกล้าลองสินค้าจากต่างประเทศ นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านและอาหารสำเร็จรูป
  • จากความเข้มข้นในการแข่งขันทางการค้าการลงทุนในโลกปัจจุบัน ทำให้หลายประเทศต้องระดมสมองสร้าง Brand Image ที่บ่งบอกภาพลักษณ์และจุดเด่นต่าง ๆ โดยเฉพาะศักยภาพด้านเศรษฐกิจของประเทศนั้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินการค้าการลงทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ
  • ทุกคนฝันจะมีบ้านเป็นของตนเอง เมื่อเขาได้เป็นเจ้าของบ้าน เขาจะมีความหวังใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะช่วยทำความฝันของเขาเหล่านั้นให้เป็นจริง
  • “อินเดีย” ตลาดที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก กำลังผงาดขึ้นเป็นตลาดเนื้อหอมในภูมิภาคเอเชีย และมีโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยอีกมากจากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ อาทิ ยุทธศาสตร์ที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้กับไทย นโยบาย “Come, Make in India” เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลอินเดีย รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก
  • ปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการคำนึงถึงเมื่อตัดสินใจไปค้าขายลงทุนต่างประเทศก็คือค่าครองชีพ ค่าครองชีพที่สูงอาจทำให้ผู้ประกอบการใจชื้นเพราะมีนัยถึงกำลังซื้อที่สูงของผู้บริโภคที่นั่น แต่มองอีกมุมหนึ่ง ค่าครองชีพที่สูงกว่าประเทศของตนก็ทำให้ผู้ประกอบการต้องคิดอย่างรอบด้านก่อนจะเดินทางไปลงทุนหรือเจรจาค้าขายในต่างแดน อินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่ดึงดูดความสนใจของพ่อค้าวาณิชจากทั่วโลกรวมถึงผู้ประกอบการไทย แล้วค่าครองชีพในอินเดียเมื่อเทียบกับไทยหล่ะ?
  • อินเดียนั้นเป็นประเทศผู้ผลิตผลไม้และผักสดในอันดับต้น ๆ ของโลก ในแต่ละปีสามารถผลิตผลไม้ได้มากกว่า 80 ล้านตัน โดยผลไม้สำคัญของอินเดีย ได้แก่ มะม่วงและกล้วย ซึ่งผลิตได้มากที่สุดในโลก รองลงมาได้แก่ แอปเปิ้ล สัปปะรด ส้ม องุ่น และทับทิม ซึ่งรสชาติของผลไม้อินเดียมีรสอร่อยไม่แพ้ผลไม้ไทยเช่นกัน...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ