บัตรผู้โดยสารขาเข้ารูปแบบใหม่ของอินเดีย

 

 

 

บัตรผู้โดยสารขาเข้ารูปแบบใหม่ของอินเดีย

 

ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2557 ผู้โดยสารขาเข้าประเทศอินเดียยกเว้นชาวอินเดียจะต้องกรอกบัตรผู้โดยสารขาเข้ารูปแบบใหม่ตามกฎศุลกากร(Custom Baggage Declaration Regulation) ที่รัฐบาลอินเดียเพิ่งปรับแก้และประกาศเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2557 สำหรับชาวอินเดียถึงแม้จะไม่ต้องกรอกบัตรผู้โดยสารขาเข้าแต่ยังต้องกรอกบัตรผู้โดยสารขาออกซึ่งเป็นรูปแบบใหม่เช่นเดียวกัน

ในทางกลับกันนักเดินทางต่างชาติจะไม่ต้องกรอกบัตรผู้โดยสารขาออกอีกต่อไปแต่ในบัตรผู้โดยสารขาเข้ารูปแบบใหม่ผู้โดยสารต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งของที่นำเข้าทั้งที่เป็นของต้องห้ามและที่ต้องเสียภาษีนำเข้าตามกฎหมายอินเดียอาทิเครื่องประดับที่ทำจากทองคำทั้งนี้เพื่อควบคุมปริมาณทองคำและสินค้าที่อาจถูกนำเข้าโดยหลีกเลี่ยงภาษี

นอกเหนือจากข้อมูลในบัตรโดยสารขาเข้าแบบเก่าแล้วข้อมูลเพิ่มเติมในบัตรผู้โดยสารขาเข้าปัจจุบันที่นักเดินทางต้องระบุอาทิข้อมูลกระเป๋าสัมภาระทั้งที่โหลดไปและที่ถือติดตัวเลขที่หนังสือเดินทางและประเทศที่เดินทางผ่านในช่วง 6 วันก่อนเดินทางถึงอินเดียเป็นต้นนอกจากนั้นหากผู้โดยสารนำเข้าเงินตราอินเดียมากกว่า 1 หมื่นรูปีก็จะต้องระบุในบัตรผู้โดยสารขาเข้าด้วย

สำหรับคนต่างชาติหรือบุคคลที่มีเชื้อสายอินเดีย(Indian Origin) ที่มีอายุมากกว่า 10 ปีทั้งที่อาศัยอยู่ในอินเดียหรือที่เดินทางมาจากประเทศเนปาลภูฎานเมียนมาร์และจีน  จะสามารถนำเข้าสินค้าปลอดภาษีมูลค่าไม่เกิน 6,000 รูปีสำหรับคนอินเดียที่เดินทางเข้ามาจากประเทศอื่นๆจะสามารถนำเข้าสินค้าปลอดภาษีมูลค่าได้ถึง 35,000 รูปีส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะสามารถนำเข้าสินค้าปลอดภาษีได้มูลค่าไม่เกิน 8,000 รูปีนอกจากนั้นตามกฎใหม่ชาวอินเดียที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศเกิน 1 ปีจะสามารถนำเข้าทองคำโดยไม่เสียภาษีหากเป็นชายได้มูลค่าถึง 5 หมื่นรูปีและเป็นหญิงได้ไม่เกิน 1 แสนรูปี

ผู้โดยสารทุกชาติสามารถนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอร์ได้ถึง 2 ลิตรบุหรี่ 200 มวนยาสูบ 50 แท่ง (cigars) หรือ 250 กรัม (tobacco) นอกจากนั้นผู้มีอายุมากกว่า 18 ปีจะสามารถนำเข้าคอมพิวเตอร์แบบพกพา(laptop/ notebook) ได้คนละ 1 เครื่องโดยไม่ต้องจ่ายภาษีทั้งนี้อัตราภาษีขาเข้าของอินเดียอยู่ที่ร้อยละ 36.05

ปัจจุบันอินเดียมีท่าอากาศยานนานาชาติทั้งหมด 19 แห่งได้แก่ศรีนคร (Srinagar) อมฤตสระ(Amritsar) ชัยปุร(Jaipur) เดลี(Delhi) อาหมัดดาบาด(Ahmedabad) คุวหติ(Guwahati คุ-วะ-หะ-ติ) นาคปุระ(Nagpur) มุมไบ(Mumbai) กัลกัตตา(Kolkata) ไฮเดอราบาด(Hyderabad) กัว(Goa) บังคาลอร์(Bengaluru) เจนไน(Chennai) กลีกัฏ(Calicut กะ-ลี-กัฏ) โกยัมบตูร์(Coimbatore) ติรุจิราปัลลี(Tiruchirapalli) โคจี(Kochi) ติรุอนันตปุรัม(Thiruvananthapuram) และพอร์ตแบลร์(Port Blair)

พจมาศแสงเทียน

สถานเอกอัครราชทูตกรุงนิวเดลี

20 มีนาคม 2557

 

 

21 มีนาคม 2557
แหล่งข้อมูล: India rules/regulation, policy, and FTA watch

Back to the list

More Related

  • อุตสาหกรรมอาหารในอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างสดใสและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากกำลังซื้ออันมหาศาลของประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลาง และพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่กล้าซื้อกล้าลองสินค้าจากต่างประเทศ นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านและอาหารสำเร็จรูป
  • จากความเข้มข้นในการแข่งขันทางการค้าการลงทุนในโลกปัจจุบัน ทำให้หลายประเทศต้องระดมสมองสร้าง Brand Image ที่บ่งบอกภาพลักษณ์และจุดเด่นต่าง ๆ โดยเฉพาะศักยภาพด้านเศรษฐกิจของประเทศนั้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินการค้าการลงทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ
  • ทุกคนฝันจะมีบ้านเป็นของตนเอง เมื่อเขาได้เป็นเจ้าของบ้าน เขาจะมีความหวังใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะช่วยทำความฝันของเขาเหล่านั้นให้เป็นจริง
  • “อินเดีย” ตลาดที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก กำลังผงาดขึ้นเป็นตลาดเนื้อหอมในภูมิภาคเอเชีย และมีโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยอีกมากจากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ อาทิ ยุทธศาสตร์ที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้กับไทย นโยบาย “Come, Make in India” เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลอินเดีย รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก
  • ปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการคำนึงถึงเมื่อตัดสินใจไปค้าขายลงทุนต่างประเทศก็คือค่าครองชีพ ค่าครองชีพที่สูงอาจทำให้ผู้ประกอบการใจชื้นเพราะมีนัยถึงกำลังซื้อที่สูงของผู้บริโภคที่นั่น แต่มองอีกมุมหนึ่ง ค่าครองชีพที่สูงกว่าประเทศของตนก็ทำให้ผู้ประกอบการต้องคิดอย่างรอบด้านก่อนจะเดินทางไปลงทุนหรือเจรจาค้าขายในต่างแดน อินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่ดึงดูดความสนใจของพ่อค้าวาณิชจากทั่วโลกรวมถึงผู้ประกอบการไทย แล้วค่าครองชีพในอินเดียเมื่อเทียบกับไทยหล่ะ?
  • อินเดียนั้นเป็นประเทศผู้ผลิตผลไม้และผักสดในอันดับต้น ๆ ของโลก ในแต่ละปีสามารถผลิตผลไม้ได้มากกว่า 80 ล้านตัน โดยผลไม้สำคัญของอินเดีย ได้แก่ มะม่วงและกล้วย ซึ่งผลิตได้มากที่สุดในโลก รองลงมาได้แก่ แอปเปิ้ล สัปปะรด ส้ม องุ่น และทับทิม ซึ่งรสชาติของผลไม้อินเดียมีรสอร่อยไม่แพ้ผลไม้ไทยเช่นกัน...

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ