วิกฤติการต่อต้านน้ำมันปาล์มในยุโรป ไฉนจึงเป็นโอกาสการส่งออกน้ำมันปาล์มของไทย
วิกฤติการต่อต้านน้ำมันปาล์มในยุโรป ไฉนจึงเป็นโอกาสการส่งออกน้ำมันปาล์มของไทย

ในบรรดาประเทศสมาชิกอาเซียน มาเลเซียและอินโดนีเซียถูกยกให้เป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกน้ำมันปาล์มรายใหญ่ของโลก โดยเฉพาะในยุโรป ซึ่งนำเข้าน้ำมันปาล์มจากทั้งสองประเทศนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้ในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ พลังงาน เครื่องสำอาง หรือการแปรรูปอาหาร

แต่เมื่อไม่นานมานี้ เริ่มมีกระแสต่อต้าน “น้ำมันปาล์ม” ในยุโรป โดยเฉพาะใน ฝรั่งเศส เบลเยี่ยม ลักเซมเบิร์ก และเยอรมนี ซึ่งมีทั้งการรณรงค์ให้เลิกใช้น้ำมันปาล์ม และการออกกฎหมายควบคุมการน้ำเข้าน้ำมันชนิดนี้

การรณรงค์ต่อต้านน้ำมันปาล์มพุ่งเป้าไปที่สองประเด็นหลัก

ประเด็นแรก น้ำมันปาล์มไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ และอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว ทั้งนี้ แม้ว่าขณะนี้ จะไม่มีข้อมูลและการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันสมมติฐานดังกล่าว แต่หลายบริษัทได้ตอบรับกระแสการต่อต้านนี้ โดยการติดฉลาก “No Palm Oil” บนสินค้ามากกว่า 350 ยี่ห้อ ซึ่งส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของน้ำมันปาล์มและยังเป็นการย้ำให้ผู้บริโภคเชื่อว่าน้ำมันปาล์มไม่ดีต่อร่างกาย

ประเด็นที่สอง การปลูกปาล์มทำให้เกิดการถางป่าและบุกรุกผืนป่า ทำให้ระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เพาะปลูกเสื่อมโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด

ล่าสุด รัฐบาลเยอรมนีได้ออกกฎหมายเกี่ยวกับการรับรองแหล่งที่มีของการผลิตน้ำมันปาล์มที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มมาตรการกีดกันผู้ส่งออกที่ละเลยการผลิตที่ยั่งยืน โดยมาเลเซียและอินโดนีเซียเป็นสองประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากกฎดังกล่าว

บริบทข้างต้นได้สร้างความวิตกกังวลให้กับประเทศผู้ส่งออกน้ำมันปาล์มเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ดี สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน (ประเทศเยอรมนี) มองต่างมุมว่า วิกฤต การต่อต้านน้ำมันปาล์มในยุโรปถือเป็นโอกาสของไทยในการเจาะตลาดน้ำมันปาล์มในเยอรมนี ซึ่งยังต้องการน้ำมันปาล์มจำนวนมากเพื่อใช้ในภาคอุตสาหกรรม

จากข้อมูลที่สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้รับจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมเยอรมนี น้ำมันปาล์มของไทยน่าจะเป็นที่ต้องการมากในเยอรมนี เพราะพื้นที่เพาะปลูกปาล์มน้ำมันในไทยมีความเป็นสัดส่วน และปลูกอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ปัจจุบัน ยังมีสวนปาล์ม 4 แห่งของไทย เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการผลิตน้ำมันปาล์มตามมาตรฐาน RSPO (Roundtable on Sustainable Palm Oil) ขององค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี หรือ GIZ อีกด้วย โดยน้ำมันปาล์มที่ผ่านการรับรองจะได้สิทธิ์ในการใช้ตราสินค้า Green Palm Sustainability ทำให้ผลผลิตของไทยเป็นที่ยอมรับของตลาดมากยิ่งขึ้น

ในปี 2555 เยอรมนีนำเข้าน้ำมันปาล์มรวม 1,345 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยมีส่วนแบ่งประมาณร้อยละ 7.65 ขณะที่อินโดนีเซียและมาเลเซียมีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 32.4 และ 11.7 ตามลำดับ

สถานเอกอัครราชทูตฯ ย้ำว่า โอกาสของผู้ประกอบการน้ำมันปาล์มไทยจะเปิดกว้างมากยิ่งขึ้น หากผู้ที่ได้รับมาตรฐานแล้ว เร่งหาช่องทางการส่งออกไปยังตลาดยุโรป ขณะเดียวกันก็ต้องรักษามาตรการเกี่ยวกับการรักษาสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอนการผลิต

นอกจากนี้ ก็ควรหาลู่ทางที่เหมาะสมเพื่อรับมือการรณรงค์ต่อต้านการใช้น้ำมันปาล์มโดยให้เหตุผลว่าไม่ดีต่อสุขภาพ หรือโภชนาการไม่ดี



ขอบคุณรูปภาพจาก :
http://th.wikipedia.org/wiki/น้ำมันปาล์ม
1 เมษายน 2557
แหล่งข้อมูล: สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Back to the list

More Related

  • สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลินประชาสัมพันธ์ฯ งาน Energy Storage Europe 2018 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 13 - 15 มีนาคม 2561 ณ เมืองดึสเซ็ลดอร์ฟ เยอรมนี โดยสมาคมอุตสาหกรรมการเก็บพลังงานเยอรมัน  เพื่อเป็นแสดงสินค้าและนวัตกรรมลักษณะ B2B ด้านการเก็บพลังงาน (energy storage) ที่ใหญ่ที่สุดงานหนึ่งโลก
  • เมื่อต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น รัฐบาลเยอรมนีเริ่มออกมาตรการกระตุ้นให้คนซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นตั้งแต่ปี 2559 ในขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์ของเยอรมนีเร่งพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อรักษาความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์โลกในอนาคต
  •           Adlershof Science Park เป็นอุทยานวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมต้นแบบชั้นนำของประเทศเยอรมนี ที่เป็นศูนย์รวมของหน่วยงานด้านวิจัยและนวัตกรรม ได้แก่ ที่มีทั้งศูนย์เทคโนโลยีและศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ (Incubator) กว่า 90 แห่งกระจายไปตามสาขาต่าง ๆ สถาบันวิจัยมากมายทั้งที่ไม่ใช่มหาลัยและสถาบันในระดับมหาวิทยาลัย เช่น Humboldt University รวมแล้วกว่า 20 แห่ง และบริษัทต่าง ๆ มากกว่า 1,000 แห่ง ในนิคมอุตสาหกรรมย่อย ๆ กว่า 16 โครงการ โดยมีบริษัทเกี่ยวกับเทคโนโลยีขั้นสูง 460 แห่ง มีพนักงานทั้งหมด 16,000 คน <br />
              Adlershof เป็นนิคมวิจัยที่มีสิ่งแวดล้อม (eco-system) ที่เหมาะสมสำหรับเอกชนในการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อตอบสนองความต้องการของบริษัทเอกชน สอดคล้องกับหลักการที่ว่า อุทยานวิทยาศาสตร์ควรประกอบด้วยองค์ประกอบสามส่วนในการสร้างนวัตกรรม (innovation triple helix) ได้แก่ 1. บริษัทเอกชน ซึ่งเป็นที่มาของแหล่งเงินทุนแอละโจทย์การวิจัย 2. สถาบันวิจัย ซึ่งเป็นแหล่งที่มาขององค์ความรู้และการวิจัยประยุกต์ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย เช่น ห้องแล็บ และ 3. สถาบันการศึกษา ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของการวิจัยขั้นพื้นฐานและเป็นผู้สร้างนักวิจัยที่มีคุณภาพ <br />
              ด้วยเหตุนี้ Adlershof จึงประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการสร้างนวัตกรรมที่เอกชนสามารนำไปสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้ และสามารถขยายโครงสร้างองค์การอย่างต่อเนื่อง โดยในปัจจุบันมีส่วนให้บริการมากมาย ศูนย์บริการหลักๆ ได้แก่ ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ (incubator) ที่ให้บริการผู้ประกอบการ หรือ บริษัทตั้งแต่ ด้านการจัดเตรียมเอกสาร ใบอนุญาต ด้านการตลาด และการส่งต่อเทคโนโลยี ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีดิจิทัลในSMEs และ ศูนย์วิจัยข้อมูลทางสถิติ <br />
    หัวใจของ Adlershof คือ ศูนย์วิจัยในสาขาต่าง ๆ ได้แก่  ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีชีวภาพและสิ่งแวดล้อม ศูนย์วิจัย Photonics and Optics ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและมัลติมีเดีย ศูนย์วิจัย Microsystems and Materials และศูนย์วิจัยเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy)<br />
               การทำงานของ Adlershof  เริ่มตั้งแต่การปูรากฐานการทำวิจัย การทํางานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานวิจัยและบริษัทผู้ผลิต เพื่อปรับปรุง และพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ให้กลายเป็นนวัตกรรมที่สามารถนำมาใช้งานได้จริง และสามารถนำไปสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ ประกอบกับการมีเครือข่ายที่กว้างขวาง Adlershof จึงช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจของบริษัทในการพบปะกับบริษัทชั้นนำมากมาย<br />
               ลักษณะสำคัญของ Adlershof  คือ  <br />
               1.    การที่รัฐบาลริเริ่มโครงการแล้วส่งต่อให้ภาคเอกชนเป็นผู้บริหารจัดการ ด้วยแนวทางการบริหารแบบเอกชนนี้เอง ปัจจุบันมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นภายใน Adlershof กว่า 70% ของรายได้ต่อปีกว่า 2 พันล้านยูโร จึงมาจากภาคเอกชน<br />
               2.    จุดมุ่งหมายในการทำการวิจัย คือ เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ใช้การได้มากกว่าหารายได้จากแหล่งอื่น ๆ ไม่เน้นการสร้างงานวิจัยเพื่อผลงานทางวิชาการ แต่ไม่นำมาปรับใช้ หรือที่เรียกว่า ขึ้นหิ้ง<br />
               3.     การสร้างเครือข่ายจากจุดแข็งของกรุงเบอร์ลิน ในการเป็นศูนย์บ่มเพาะธุรกิจสำหรับ Start-ups ที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 1 ของโลก <br />
               4.    มุ่งแสวงหาผู้ประกอบการรายใหม่ (“incubees”) เพื่อนำมาบ่มเพาะกับเทคโนโลยี และร่วมมือกับ บริษัท ขนาดใหญ่ที่อาจมีการแตกหน่อทางธุรกิจใหม่ ๆ<br />
               จากการเยี่ยมศึกษาดูงานที่ Adlershof ของ ดร.อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2560 ฝ่ายไทยได้เล็งเห็นถึงโอกาสที่จะเรียนรู้ประสบการณ์จาก Adlershof รวมทังขยายความร่วมมือระหว่าง Adlershof กับอุทยานวิทยาศาสตร์ของไทย ทั้งด้าโดยเฉพาะด้าน การวางระบบศูนย์บ่มเพาะธุรกิจเพื่อให้ผู้ประกอบการเข้มแข็งและมีการลงทุนด้าน R & D อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลทางธุรกิจมากที่สุด และการศึกษาโครงสร้างเครือข่าย R & D ของ Adlershof ให้แก่ผู้ประกอบการตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ที่ไทยสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ทั้งกับผู้ประกอบการระดับ high-tech หรือ mid-tech ได้ <br />
  • สถานเอกอัครราขทูต ณ กรุงเบอร์ลิน ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญชาวเยอรมัน 2 คน ได้แก่ Dr. Christina Schmidt-Holtmann ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล จากกระทรวงเศรษฐกิจและพลังงานของเยอรมนี และนาย Lutz Haase ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร FTWK ซึ่งเป็น start-up ด้านบริการสุขภาพที่ประสบความสำเร็จ เดินทางเยือนประเทศไทยระหว่างวันที่ 18 – 24 กันยายน 2560 เพื่อขยายหุ้นส่วนด้านเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่างไทยกับเยอรมนี และร่วมเป็นวิทยากรในงานสัมมนา Green and Innovative Economy ซึ่งในปีนี้ จัดในหัวข้อ Digital Agenda ของเยอรมนีกับโอกาสทางธุรกิจของไทย เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2560 ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพมหานคร
  • สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน ได้จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ Train the Trainer ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 19-24 มีนาคม 2559 ที่สถานเอกอัครราชทูตฯ แก่คณะผู้บริหารและครูอาชีวะจากวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเทคนิคทั่วประเทศไทย ตามโครงการต่อยอดความร่วมมืออาชีวศึกษาไทย-เยอรมัน ประจำปี 2559 โดยผู้เชี่ยวชาญเยอรมันจากสถาบัน IRATEC เพื่อต่อยอดการถ่ายทอดองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศในการพัฒนาทักษะแรงงานคุณภาพและการบริหารจัดการระบบอาชีวศึกษาทวิภาคี โดยชมการสาธิตและลงมือปฏิบัติจริงตามหัวข้อต่างๆ และเยี่ยมชมศูนย์ฝึกงานของบริษัทเยอรมันด้วย<br />
    <br />
    ในโอกาสที่ พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เดินทางเยือนกรุงเบอร์ลิน เพื่อเข้าร่วมการประชุม Berlin Energy Transition Dialogue เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2559 รัฐมนตรีฯ ในฐานะอดีตสมาชิก สนช. คณะกรรมาธิการด้านการศึกษาและการกีฬา จึงได้ให้คณะครูอาชีวะ ที่เข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการ Train the Trainer ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 19-24 มีนาคม 2559 ที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน เข้าพบและให้โอวาทแก่คณะ โดยกล่าวว่า รัฐบาลได้ตั้งเป้าปฏิรูปอาชีวศึกษา เพื่อให้ประชาชนมีรายได้ มีงานทำ มีศักดิ์ศรีและมีคุณค่าในสังคม อาชีวศึกษาและพลังงานทดแทนเป็นเรื่องที่ไม่สามารถหลีกหนีกันได้ จึงขอให้ทุกคนมุ่งมั่นพัฒนาตนเอง ปัจจุบัน นโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ การตั้งนิคมอุตสาหกรรม และส่งเสริมการลงทุนในสาขาต่างๆ ในหลายจังหวัด จะช่วยให้มีการจ้างงานอีกมาก หากไทยมีบุคลากรคุณภาพ จะสามารถพัฒนาเป็นประเทศต้นน้ำและปลายน้ำที่ดีได้ ในช่วงท้าย เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน ได้บรรยายสรุปกิจกรรมที่ผ่านมาของสถานเอกอัครราชทูตฯ และแนวทางความร่วมมือไทย-เยอรมันในอนาคต โดยเฉพาะการจัดทำหลักสูตรการฝึกงานของนักศึกษา และหลักสูตรการพัฒนาครูฝึก/ครูช่างในสถานประกอบการ

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ