ปักกิ่ง-เทียนจิน-เหอเป่ย ... เขตเศรษฐกิจใหม่รอบอ่าวปั๋วไห่

ภายหลังความสำเร็จเบื้องต้นในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างกรุงปักกิ่ง (Beijing) และนครเทียนจิน (Tianjin) 2 มหานครสำคัญทางตอนเหนือของจีนในช่วงทศวรรตที่ผ่านมา ผ่านการกำหนดนโยบายและกิจกรรม/โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกจำนวนมากที่ผุดขึ้นในช่วงเวลานั้น อย่างไรก็ดี โครงการประสานเศรษฐกิจระดับภูมิภาคถูกชะลอไปในเวลาต่อมา ทำให้การพัฒนามีลักษณะที่แยกออกจากกัน มาถึงวันนี้ แนวคิดดังกล่าวได้ถูกหยิบยกมาปรับปรุงปัดฝุ่นอีกครั้งพร้อมขยายกรอบพื้นที่ออกไปโดยให้ครอบคลุมทั้งกรุงปักกิ่ง นครเทียนจิน และมณฑลเหอเป่ย (Hebei) เพื่อพัฒนาเป็นเขตเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูงรอบอ่าวปั๋วไห่ (Bohai Bay Economic Zone) แห่งใหม่...

 

เขตเศรษฐกิจรอบอ่าวปั๋วไฮ่ ... ผีดิบคืนชีพ

พื้นที่รอบอ่าวปั๋วไห่นับเป็นเขตเศรษฐกิจอันดับที่ 3 ของจีนรองจากสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไข่มุก (Pearl River Delta) และแม่น้ำแยงซีเกียง (Yangtze River Delta) โดยรัฐบาลกลางได้เริ่มหารือเกี่ยวกับการพัฒนาเขตเศรษฐกิจดังกล่าวนับแต่ทศวรรษ 1980 และต่อมาในปี 2537 ได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อร่างแผนการพัฒนา แต่กลยุทธ์ในการพัฒนาเขตดังกล่าวไม่ผ่านความเห็นชอบขององค์กรที่เกี่ยวข้อง ทำให้แผนการพัฒนาเขตดังกล่าวค้างเติ่งอยู่บนหิ้งเป็นเวลานานถึงราว 20 ปี

ภายหลังการเข้ารับตำแหน่งผู้นำรุ่นที่ 5 โครงการดังกล่าวก็ได้รับการปัดฝุ่นอีกครั้งเมื่อท่านประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งเป็นประธานคณะทำงานการปฏิรูปโดยรวมของจีนได้ยกระดับให้เขตเศรษฐกิจปักกิ่ง-เทียนจิน-เหอเป่ยมีความสำคัญในระดับชาติ โดยเป็นประธานจัดประชุมวิชาการเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2557 ณ กรุงปักกิ่งเพื่อหารือเกี่ยวกับการเชื่อมโยงการพัฒนาปักกิ่ง เทียนจิน และเหอเป่ยเข้าด้วยกันในอันที่จะกระจายความเจริญและแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม การจราจร และมลพิษในพื้นที่

การประชุมวิชาการดังกล่าวยังถูกประเมินว่าเป็นเสมือน “จุดเริ่มต้น” ของโครงการนี้ครั้งใหม่อย่างแท้จริง โดยมีผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลจีน รวมทั้งท่านกัว จินหลง (Guo jinlong) เลขาธิการพรรคกรุงปักกิ่ง นางซุน ชุนหลาน (Sun Chunlan) เลขาธิการพรรคนครเทียนจิน และท่านโจว เปิ่นซุน (Zhou Benshun) เลขาธิการพรรคมณฑลเหอเป่ยเข้าร่วมประชุมรับฟังแนวคิดและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างพร้อมเพรียง

หลังการประชุมดังกล่าว ท่านประธานาธิบดียังได้เดินทางไปสำรวจพื้นที่ที่เกี่ยวข้องอีกหลายครั้ง และใช้ประสบการณ์ในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจและกระจายความเจริญไปยังพื้นที่ใกล้เคียงเมื่อครั้งเป็นผู้บริหารระดับสูง บริเวณปากแม่น้ำแยงซีเกียง (นครเซี่ยงไฮ้และมณฑลเจ้อเจียง) มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจใหม่นี้ ดังจะเห็นได้จากคำกล่าวปราศรัยในหลายโอกาสเกี่ยวกับแนวคิดในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจดังกล่าวโดยระบุว่า “พื้นที่ทั้งสามต้องเสริมซึ่งกันและกัน สร้างความแข็งแกร่งของความร่วมมือ นำเสนอเนื้องานที่เป็นรูปธรรม และเร่งค้นหาวิธีการพัฒนาที่ผนวกรวมและสอดประสานของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ... การประสานการพัฒนาในเขตดังกล่าวควรเน้นการจัดผังเขตอุตสาหกรรม และการปรับปรุงการจัดสรรทรัพยากร โดยให้เขตดังกล่าวสนับสนุนลอจิสติกส์ การเอื้อประโยชน์ด้านการผลิตระหว่างกัน และการปกป้องสิ่งแวดล้อม”

แม้กระทั่งคำปราศรัยที่จับจิตจับใจของท่านหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีในพิธีเปิดการประชุมสมัชชาประชาชนแห่งชาติเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2557 ณ กรุงปักกิ่ง ก็ยังแตะถึงประเด็นนี้ โดยมีสาระสอดคล้องกันกับที่ผู้นำกล่าวไว้ในหลายเวทีก่อนหน้านี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลกลางของจีนจะรับเอาแนวนโยบายในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจใหม่นี้ไปดำเนินการในอนาคต

 

ปักกิ่ง-เทียนจิน-เหอเป่ย ... ร้อยล้านกำลังซื้อ

เขตเศรษฐกิจใหม่ ... ที่เต็มไปด้วยศักยภาพ ปักกิ่ง เทียนจิน และเหอเป่ยมีประชากรรวมกว่า 100 ล้านคน มีขนาดเศรษฐกิจราว 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ใกล้เคียงกับของเกาหลีใต้ ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 15 ของโลก และยังคงเติบโตในอัตราที่สูงมาก อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาจากจีดีพีต่อหัวของพื้นที่ทั้งสามก็พบว่า ความมั่งคั่งในเขตเศรษฐกิจนี้ยังไม่กระจายตัวเท่าที่ควร และมีช่องว่างระหว่างกันกว่าเท่าตัว กล่าวคือ ในปี 2556 จีดีพีต่อหัวของปักกิ่งและเทียนจินอยู่ที่ประมาณ 16,000 เหรียญสหรัฐฯ แต่รายได้ต่อหัวของเหอเป่ยยังไม่แตะระดับ 6,300 เหรียญสหรัฐฯ เสียด้วยซ้ำ แถมกว่าร้อยละ 10 ของจำนวนประชากรของเหอเป่ยโดยรวมก็ยังมีรายได้ต่ำกว่าวันละ 1 เหรียญสหรัฐฯ ทั้งที่ ประชากรราว 2 ล้านคนอาศัยอยู่ตามแนวตะเข็บติดกับอาณาเขตของปักกิ่งและเทียนจินที่มีค่าครองชีพสูงมาก

อย่างไรก็ดี ปักกิ่ง เทียนจิน และเหอเป่ยยังนับว่ามีหลายสิ่งที่สอดประสานกัน ในด้านการผลิต ปักกิ่งเป็นฐานการผลิตที่ใช้แรงงานฝีมือและเทคโนโลยีเข้มข้น โดยมีการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมและพื้นที่ขนาดใหญ่รองรับภาคการเกษตรและบริการสมัยใหม่ ขณะที่เทียนจินถูกออกแบบให้ช่วยรองรับความต้องการส่วนเกินของปักกิ่งในช่วงแรก และต่อมาก็ปรับแนวทางโดยหันมาพัฒนาคล้ายกับนครเซี่ยงไฮ้เพื่อเป็นศูนย์กลางการค้า การเงิน และการขนส่งระหว่างประเทศ รวมทั้งฐานการผลิตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับสูง เช่น ด้านซอฟท์แวร์ และเครื่องบิน

 

เกร็ดข้อมูลของกรุงปักกิ่ง นครเทียนจิน และมณฑลเหอเป่ยปี 2556

 

          ขนาดเศรษฐกิจ   อัตราการขยายตัว      จีดีพีต่อหัว    จำนวนประชากร        พื้นที่   

         (ล้านล้านหยวน)        (ร้อยละ)       (เหรียญสหรัฐฯ)      (ล้านคน)       (ตารางกิโลเมตร)

ปักกิ่ง                  2.0                     7.7                  15,340                21.2                  6,400      

เทียนจิน            1.4                   12.5                   15,700                14.5                11,900

เหอเป่ย               2.8                     8.5                     6,245                72.9             187,700      

รวม                    6.2                      9.6                  12,430               106.6              206,000      

 

มณฑลเหอเป่ยมีประชากรอยู่ถึงราว 73 ล้านคน ซึ่งมากกว่าของประชากรไทยทั้งประเทศ จึงเป็นแหล่งรวมแรงงานราคาถูก ทำให้มณฑลเหอเป่ยเป็นฐานอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมและศูนย์กลางด้านการขนส่งที่สำคัญทางตอนเหนือของจีน โดยในปีที่ผ่านมา เหอเป่ยเป็นฐานการผลิตเหล็กเกือบ 200 ล้านตัน ซึ่งมากกว่าความสามารถในการผลิตของยุโรปโดยรวม และใช้ถ่านหินถึง 300 ล้านตัน คิดเป็นราวร้อยละ 5 ของปริมาณการต้องการของโลก สิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการรองรับการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตในอนาคต

แม้ว่ามณฑลเหอเป่ยจะมีระดับความเจริญทางเศรษฐกิจและโครงการพัฒนาที่น้อยกว่ากรุงปักกิ่งและนครเทียนจิน แต่ก็เป็นเพื่อนบ้านที่แนบแน่นและเอื้อประโยชน์ระหว่างกันมาเป็นเวลาช้านาน โดยในเชิงภูมิศาสตร์ เหอเป่ยมีลักษณะทางภูมิประเทศที่โอบล้อมมหานครทั้งสอง และชายฝั่งทะเลด้านซีกตะวันออก จนหลายคนกล่าวเปรียบเปรยว่า มณฑลเหอเป่ยถูกออกแบบเพื่อให้ทำหน้าที่เป็นเสมือน “พื้นที่กันชน” ที่คุ้มครองการรุกรานจากข้าศึกมาเป็นเวลาช้านาน

ขณะเดียวกัน เหอเป่ยก็มีโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายหลายโครงการ อาทิ โครงข่ายการคมนาคม ท่าเรือระหว่างประเทศ การขยายบริการอินเตอร์เน็ตสู่ชุมชนระดับรากหญ้า และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านการศึกษาและวิทยาศาสตร์ ทั้งที่ดำเนินการแล้วและอยู่ในแผนงานอีกเป็นจำนวนมาก หลายโครงการก็เป็นโครงการความร่วมมือที่ก่อประโยชน์ระดับภูมิภาค ยกตัวอย่างเช่น ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ความยาวของเส้นทางรถไฟความเร็วสูงของมณฑลเหอเป่ยกระโดดจากศูนย์เป็นกว่า 5,000 กิโลเมตร เมืองและเขตสำคัญของมณฑลจะถูกเชื่อมโยงด้วยเส้นทางรถไฟความเร็วสูงอย่างทั่วถึงภายในช่วง 2 ปีข้างหน้า

 

การเชื่อมโยงเศรษฐกิจ ... ต่อยอด ทวีกำลัง

ปักกิ่ง-เทียนจิน ... รุดหน้าไปไกล ปักกิ่งนับเป็นศูนย์กลางทางการเมือง และเป็นมหานครที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ของจีน รวมทั้งยังเป็นแหล่งรวมของมหาวิทยาลัยและศูนย์วิจัยและพัฒนา สำนักงานใหญ่ของรัฐวิสาหกิจ และโรงพยาบาล ด้วยความพร้อมและการสนับสนุนที่ดีทางการเงินจากรัฐบาลกลาง ปักกิ่งจึงสามารถพัฒนาบริการสาธารณะได้ในระดับที่สูงกว่าของเมืองอื่น ๆ นอกจากนี้ ปักกิ่งยังมีจุดเด่นในเชิงภูมิศาสตร์ ซึ่งเมื่อโครงการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมเสร็จสมบูรณ์ ก็จะยิ่งโดดเด่นและได้รับประโยชน์ในการเป็นศูนย์กลางของเขตเศรษฐกิจใหม่นี้อย่างแท้จริง

ด้วยเม็ดเงินงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดและการขาดแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสมในอดีต นครเทียนจินจึงเป็นเสมือน “ลูกเมียน้อย” ที่ต้อง “วิ่งไล่ตาม” การพัฒนาเศรษฐกิจของปักกิ่ง จนบางคนเปรียบเปรยว่าปักกิ่งบดบังรัศมีของเทียนจินมาเป็นเวลาช้านาน อย่างไรก็ดี ในระยะหลัง รัฐบาลจีนได้ปรับเปลี่ยนแนวคิดในการพัฒนาโดยพยายามเชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างปักกิ่งและเทียนจินให้มากขึ้น เพื่อหวังให้เป็น “ไข่แดงแฝด” ของเขตเศรษฐกิจทางตอนเหนือ ซึ่งมีกำลังซื้อมากในเชิงคุณภาพจากจำนวนประชากรกว่า 35 ล้านคนที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงถึงราว 14,000 เหรียญสหรัฐฯ ต่อปี

โครงการจำนวนมากเกิดเป็นรูปธรรม อาทิ การก่อสร้างทางด่วนหลายสาย และการเปิดให้บริการรถไฟความเร็วสูงระหว่างกันเป็นเส้นทางแรกของจีนเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2551 ขณะที่เทียนจินเองก็ดำเนินโครงการพัฒนาโครงการสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกขนาดใหญ่มากมายอันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของกรุงปักกิ่งในเวลาเดียวกัน อาทิ โครงการพัฒนาเขตธุรกิจในกลางเมืองที่จะมีการก่อสร้างอาคารสูงจำนวน 500 แห่งผุดขึ้น โครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก สนามบินระหว่างประเทศ และเขตเมืองใหม่ปินไห่ (Binhai New Area) ที่ตั้งอยู่ด้านซีกตะวันออกของเมืองและเน้นรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับสูง รวมทั้งเขตลอจิสติกส์การค้าระหว่างประเทศจิงไห่ (Jinghai International Trade Logistics Zone) บนพื้นที่หลายพันไร่ด้านซีกตะวันตกของเทียนจิน

เหอเป่ย ... มาทีหลัง แต่โอกาสเพียบ เหตุผลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังแนวคิดในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจนี้ก็คือ การลงทุนที่หลั่งไหลเข้าสู่ปักกิ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทำให้เกิดอาการล้นทะลัก การพัฒนาเดินหน้าต่อด้วยความยากลำบาก ขณะที่นครเทียนจินเหมาะกับการพัฒนาเพื่อรองรับอุตสาหกรรมไฮเทคและศูนย์ลอจิสติกส์ระหว่างประเทศ จึงไม่อาจรักษาหรือรับเอาอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานไร้ฝีมือเข้มข้นเอาไว้ได้ อุตสาหกรรมดั้งเดิมและแรงงานที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นที่จะต้องเคลื่อนย้ายออกจากแหล่งเดิม

มณฑลเหอเป่ย ซึ่ง “ต่อแถวเข้าคิวรอ” อยู่นานจึงได้เตรียมการที่จะรองรับเอาความต้องการส่วนเกินที่มีอยู่เหล่านี้ไว้ จนถูกมองว่าจะเป็นจุดแรกที่ธุรกิจและผู้คนจะโยกย้ายเข้าไปอยู่ เพราะมีความพร้อมในหลายด้าน ทำให้หลายฝ่ายคาดว่ามณฑลเหอเป่ยจะได้รับประโยชน์อย่างมากจากการดำเนินโครงการเขตเศรษฐกิจใหม่นี้ ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันด้านโครงสร้างพื้นฐานและบริการที่จำกัดของเมืองเอกทั้งสองลงไปด้วย

ในเรื่องนี้ เลขาธิการพรรคมณฑลเหอเป่ยกล่าวว่า “การประสานงานในระดับภูมิภาคเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาชาติ เหอเป่ยจะแสดงบทบาทใด ๆ เพื่อเพิ่มระดับการประสานงานดังกล่าว ... เหอเป่ยจะมีความยืดหยุ่นแทนที่จะมองผลประโยชน์ของตนเอง เพื่อช่วยให้การจัดทำ และการดำเนินงานตามแผนอย่างเป็นทีมร่วมกับสองมหานครดังกล่าว ... ในอดีต กรุงปักกิ่งและนครเทียนจินดึงดูดทรัพยากรและแรงงานพรสวรรค์จำนวนมากจากมณฑลเหอเป่ยไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ในอนาคตอันใกล้ สถานการณ์จะพลิกกลับ ส่งผลให้มณฑลเหอเป่ยจะกลายเป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการพัฒนาระดับภูมิภาคในครั้งนี้”

เพื่อช่วยลดปัญหามลพิษทางอากาศในพื้นที่ทางตอนเหนือ รัฐบาลกลางได้กำหนดเป้าหมายให้มณฑลเหอเป่ยแก้ไขปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินและขจัดโรงงานอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่ใช้พลังงานมากและ  ก่อให้เกิดมลพิษสูงให้หมดสิ้นภายในระยะเวลา 5 ปี อุตสาหกรรมเหล่านั้นครอบคลุมตั้งแต่เหล็กและเหล็กกล้า กระจกแผ่น ปูนซิเมนต์ และถ่านหิน ซึ่งเป็นเสาหลักในภาคการผลิตของมณฑลในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งแน่นอนว่า การจะสามารถดำเนินการเช่นนี้ได้ก็จำเป็นที่จะต้องมีอุตสาหกรรมอื่นที่เหมาะสมเคลื่อนย้ายเข้ามาทดแทนในพื้นที่

เหอเป่ย-เทียนจิน... แนบแน่น แต่แข่งขัน ท่านจาง ชิ่งเหว่ย (Zhang Qingwei) ผู้ว่าการมณฑลเหอเป่ยกล่าวเกี่ยวกับการพัฒนาเขตเศรษฐกิจนี้เอาไว้ว่า “มีลู่ทางและโอกาสมากมายในการพัฒนาความร่วมมือระหว่างเทียนจินและเหอเป่ย” ทั้งนี้ จากประวัติศาสตร์จีนระบุไว้ว่า นครเทียนจินเคยเป็นเมืองหลวงของมณฑลเหอเป่ยเป็นเวลาถึง 8 ปีและมีความสัมพันธ์ที่ยืนยาวระหว่างกัน และปัจจุบันมีแรงงานชาวเหอเป่ยราว 700,000 คนที่ทำงานอยู่ในนครเทียนจิน คิดเป็นร้อยละ 16 ของแรงงานที่อพยพเข้ามาทำงานในเทียนจินโดยรวม รวมทั้งยังมีการพัฒนาทางด่วนเชื่อมโยงระหว่างกันมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเส้นทางเชื่อมโยงท่าเรือน้ำลึกบริเวณอ่าวปั๋วไห่

อย่างไรก็ดี ก็มีข้อห่วงใยเกิดขึ้นว่า หากมณฑลเหอเป่ยเดินหน้าโครงการพัฒนาใหม่ ๆ และเศรษฐกิจเจริญขึ้น ก็อาจเป็นตัวดึงแรงงานชาวเหอเป่ยเหล่านี้กลับบ้านเดิม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการพัฒนาของเทียนจิน นอกจากนี้ การแข่งขันให้บริการขนถ่ายสินค้าทางทะเลและลอจิสติกส์ก็ทำให้ผู้บริหารของสองพื้นที่มีท่าทีที่ไม่เป็นมิตรระหว่างกัน

เหอเป่ย-ปักกิ่ง ... สอดประสาน ในช่วงหลายปีหลังนี้ เหอเป่ยก็พยายามดำเนินโครงการความร่วมมือเพื่อเชื่อมโยงกับปักกิ่งอย่างต่อเนื่อง หลายเมืองในเหอเป่ยได้เชื่อมโยงกับสวนวิทยาศาสตร์จงกวนชุน (Zhongguancun Science Park) และมหาวิทยาลัยในปักกิ่ง หนึ่งในเมืองตัวอย่างดังกล่าว ได้แก่ เมืองเป่าติ้ง (Baoding) ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองปักกิ่งราว 160 กิโลเมตร โดยเมื่อเดือนมิถุนายน 2556 ผู้บริหารเมืองเป่าติ้งได้ลงนามความร่วมมือกับจงกวนชุน ส่งผลให้บางบริษัทที่เดิมลงหลักปักฐานอยู่ในจงกวนชุนจะโยกย้ายการลงทุนไปเมืองเป่าติ้ง เช่น China Electronics Technology Group Corp. รัฐวิสาหกิจของจีนที่มีสำนักงานใหญ่ในกรุงปักกิ่ง

ท่านเน่ย รุ่ยผิง (Nei Ruiping) เลขาธิการพรรคเมืองเป่าติ้งกล่าวว่า “ความร่วมมือดังกล่าวจะนำไปสู่โอกาสทางธุรกิจมหาศาลในอนาคต เมืองเป่าติ้งได้ลงทุนจัดตั้งสวนอุตสาหกรรมจำนวน 34 แห่ง เราสร้างสวนอุตสาหกรรมที่นำเสนอที่ดินและสิทธิประโยชน์ด้านนโยบายเพื่อดึงดูดบริษัทขนาดใหญ่จากปักกิ่ง” ซึ่งในด้านหนึ่งจะช่วยลดแรงกดดันของเมืองหลวง และขณะเดียวกันก็ช่วยให้เป่าติ้งพัฒนาเป็นฐานอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ขณะเดียวกัน หลายมหาวิทยาลัยในเหอเป่ยยังมีเยาวชนที่มีพรสวรรค์และเทคโนโลยีระดับสูงซ่อนอยู่เป็นจำนวนมาก สวนนวัตกรรมที่ถูกจัดตั้งขึ้นใหม่จะเป็นเวทีที่ดีสำหรับคณาจารย์และนักศึกษาได้ศึกษาเรียนรู้และต่อยอดการวิจัยสู่ภาคปฏิบัติ

 

ปัญหาอุปสรรค ... ลึกสุดใจ

ใช่ว่าทุกสิ่งจะดำเนินไปอย่างราบรื่น การพัฒนาเขตเศรษฐกิจนี้ก็มีปัญหาอุปสรรคในหลายส่วน อันได้แก่ ระบบการบริหารจัดการที่แบ่งแยก เป็นอิสระ และแฝงไว้ซึ่งการแข่งขันระหว่างกัน ทำให้การพัฒนาเป็นไปในลักษณะ “ตัวใครตัวมัน” อันส่งผลให้เกิดปัญหาต่อเนื่องเป็น “ลูกโซ่” ยกตัวอย่างเช่น การขาดการบูรณาการศักยภาพของท่าเรือในพื้นที่นับเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาระดับภูมิภาคที่หลายฝ่ายพูดกันมาเป็นเวลานาน เพราะขณะที่นครเทียนจินพยายามพัฒนาความเป็นศูนย์กลางด้านการขนส่งระหว่างประเทศในช่วงหลายปีที่ผ่านมาตามคำสั่งของคณะมนตรีแห่งรัฐของจีน มณฑลเหอเป่ยก็เร่งก่อสร้างและพัฒนาท่าเรือน้ำลึกจำนวนถึง 3 แห่งที่มีขีดความสามารถในการรองรับสินค้าถึง 800 ล้านตันต่อปี ขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัยมากมายขึ้นมาแข่งขันและแย่งตลาดกับท่าเรือเทียนจิน

ท่าเรือเฉาเฟยเตี้ยน (Caofeidian) ซึ่งเป็นท่าเรือหลักของเหอเป่ย และตั้งอยู่ไม่ไกลจากท่าเรือเทียนจินนัก ก็ถูกสร้างและขยายขีดความสามารถอย่างรวดเร็วจนมีแนวโน้มว่าจะมีจำนวนท่าเทียบเรือ น้ำลึกแซงหน้าท่าเรือเทียนจิน ซึ่งจะใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของโลกในอนาคตอันใกล้ และยังนำเสนอพื้นที่เก็บรักษาสินค้าที่มีราคาถูกเพื่อดึงดูดลูกค้าจากท่าเรือเทียนจินเสียอีก การตัดราคากันเองเช่นนี้อาจไม่เป็นผลดีต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจของภูมิภาคและประเทศ

ขณะเดียวกันก็ยังมีปัญหาพื้นฐานสำคัญที่ซ่อนอยู่นี้ก็คือ การมีมุมมองและจุดยืนที่แตกต่างระหว่างกัน เพราะจากคำกล่าวของผู้บริหารระดับสูงของเหอเป่ยที่ว่า “การพัฒนาที่ผสมผสานและประสานกันระหว่างพื้นที่ทั้งสามเป็นตัวอย่างของการสร้างประโยชน์แก่ทุกฝ่าย ซึ่งเหอเป่ยควรกำหนดจังหวะเวลาและตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ของความทำงานเชิงบวกเพื่อให้เกิดประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น” ก็สะท้อนว่า มณฑลเหอเป่ยมีมุมมองและจุดยืนในเชิง “สนับสนุน” ต่อแนวคิดดังกล่าว

แต่ปักกิ่งดูจะ “เป็นกลาง” โดยนายกเทศมนตรีปักกิ่งให้ความเห็นว่า “ปักกิ่งจะพยายามขจัดอุปสรรคจากความคิดเดิม ๆ ในฐานะที่เป็นเมืองหลวง และผนวกรวมการเติบโตกับเพื่อนบ้านอย่างเทียนจินและเหอเป่ยอย่างรอบคอบ” ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า เทียนจินเลือกที่จะ “รอดู” สถานการณ์ก่อน

นอกจากนี้ แม้ว่าจะมีความได้เปรียบจากความใกล้ชิดในเชิงภูมิศาสตร์ แต่ปักกิ่ง เทียนจิน และเหอเป่ยยังขาดเศรษฐกิจภาคเอกชนที่ได้รับการพัฒนา และขาดความเชื่อมโยงและการเปิดกว้างของภาคการผลิต เมื่อเทียบกับของเขตเศรษฐกิจปากแม่น้ำไข่มุกและแยงซีเกียง

 

แนวทางการดำเนินการ ... เชื่อมโยงทุกทิศทาง

เชื่อมรอยต่อ ... ยืมกำปั้นส่วนกลาง ด้วยความแตกต่างนี้เอง นักวิชาการจึงเสนอว่า เพื่อให้การพัฒนาแผนงานเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นรูปธรรม ก็มีความจำเป็นที่จะต้องเชื่อมรอยต่อของอำนาจในการบริหารและมอบหมายผู้มีอำนาจจากส่วนกลางเข้ามาทำหน้าที่ประสานงานให้เกิดความสมดุลของผลประโยชน์ระหว่างกัน

ในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจดังกล่าวเป็นรูปธรรมโดยเร็ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องวางแผนและเชื่อมโยงในลักษณะที่ “ก้าวข้าม” อาณาเขตพื้นที่ดูแลรับผิดชอบเดิม ท่านจง กั๋วอิง (Zong Guoying) หัวหน้าคณะทำงานเพื่อการพัฒนาเขตเมืองใหม่ปินไห่ได้ให้ความเห็นไว้ว่า “เทียนจินและเหอเป่ยอาจต้องปรับเป้าหมายการพัฒนาเพื่อให้สอดคล้องกับแบบจำลองการพัฒนาเขตเศรษฐกิจภูมิภาคนี้เสียใหม่” โดยผลประโยชน์ของภูมิภาคต้องมาก่อนของท้องถิ่น ซึ่งในการนี้ รัฐบาลนครเทียนจินและมณฑลเหอเป่ยได้จัดตั้งคณะทำงานประสานงานร่วมที่ประชุมหารือกันเป็นประจำทุกเดือน เพื่อลดปัญหาอุปสรรคด้านสถาบัน และช่วยให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลความคิดเห็นระหว่างกันดำเนินไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว  

กระจายเงิน กิจการ คน ... สู่เหอเป่ย ท่ามกลางราคาที่ดินที่แพง และการเิ่มขึ้นของค่าจ้างแรงงานและสวัสดิการในเมืองใหญ่ เมื่อเทียบกับของเหอเป่ย จึงเป็นที่แน่นอนว่า ปักกิ่งและเทียนจินจะไม่อาจดึงดูดและรักษาทุกอุตสาหกรรมที่มีอยู่เอาไว้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น แต่ขณะเดียวกัน เพื่อให้การพัฒนาภูมิภาคเป็นไปอย่างยั่งยืน การกระจายอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ อุตสาหกรรมสมัยใหม่ และเทคโนโลยีระดับสูง ไปยังมณฑลเหอเป่ยจึงถือเป็นเรื่องที่จะสร้างประโยชน์แก่ทุกฝ่ายได้อย่างแท้จริง ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง มณฑลเหอเป่ยก็จะสามารถปรับโครงสร้างและยกระดับอุตสาหกรรมของตนเอง และลดช่องว่างความมั่งคั่งระหว่างเหอเป่ยกับปักกิ่งและเทียนจินไปพร้อมกัน

นอกจากนี้ รัฐบาลจีนอาจต้องกำหนดนโยบายเชิงบวกในอันที่จะส่งเสริมการก่อสร้างและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะให้แก่เทียนจินและเหอเป่ยเพิ่มเติม เพราะคาดว่าอุตสาหกรรมและแรงงานจำนวนมากจะถูกโยกย้ายไปยังพื้นที่ทั้งสองในอนาคต ซึ่งการเชื่อมโยงด้านการขนส่งและคมนาคมระหว่างกันดูจะเป็นปัญหาสำคัญเร่งด่วนที่ต้องเร่งรัดการดำเนินการก่อนการเชื่อมโยงเศรษฐกิจดังกล่าว

เขตเศรษฐกิจปักกิ่ง-เทียน-เหอเป่ยนับเป็นหนึ่งในความพยายามที่รัฐบาลจีนต้องการ “ยิงปืนนัดเดียว ได้นกหลายตัว” ตั้งแต่ความพยายามในการกระจายความเจริญ และฐานการผลิตไปยังเมืองรอง รวมทั้งลดความแออัดด้านประชากร และบรรเทาปัญหามลพิษ เพื่อพัฒนาเขตดังกล่าวเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่อีกภูมิภาคหนึ่งของจีน ก็คงต้องลองติดตามดูว่าการพัฒนาเขตเศรษฐกิจนี้จะสัมฤทธิ์ผลเฉกเช่นเดียวกับของเขตเศรษฐกิจสำคัญอื่นหรือไม่ อย่างไร

8 เมษายน 2557
แหล่งข้อมูล: ดร. ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงปักกิ่ง 19 มีนาคม 2557

Back to the list

More Related

  • การละเมิดเครื่องหมายการค้าในประเทศจีนได้กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ผู้คนทั่วโลกหยิบยกขึ้นมา ถกเถียงกันอีกครั้งเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา หลังจากที่ศาลจีนตัดสินให้บริษัท Apple ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของสหรัฐฯ เจ้าของเครื่องหมายการค้า iPhone เป็นฝ่ายแพ้คดีโต้แย้งสิทธิในเครื่องหมายการค้ากับบริษัท ปักกิ่ง ซินทงเทียนตี้ จำกัด ผู้ผลิตเครื่องหนังของจีน การจดลิขสิทธิ์เครื่องหมายการค้าในจีนจึงเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ผู้สนใจต้องรู้ไว้ก่อนคิดไปบุกตลาดจีน  
  • ข่าวดีล่าสุดสำหรับคนที่ไปท่องเที่ยวและถือโอกาสช้อปที่จีน มณฑลกวางตุ้งที่มีนครกว่างโจวเป็นเมืองหลวงได้ประกาศคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยได้เริ่มใช้นโยบายคืน VAT นี้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2559 เป็นต้นมา
  • ปัจจุบันคนฮ่องกงตื่นตัวและหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น สินค้าออร์แกนิคจึงกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนฮ่องกงที่รักสุขภาพและมีกำลังซื้อเพียงพอที่จะบริโภคสินค้าออร์แกนิคเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นสินค้าอาหารที่ปราศจากสารเคมีหรือสิ่งปนเปื้อนต่าง ๆ สินค้าออร์แกนิคส่วนใหญ่จะมีราคาสูงกว่าสินค้าชนิดเดียวกันที่ไม่ใช่ออร์แกนิคอยู่พอสมควร เนื่องจากมีกระบวนการผลิตที่มีความละเอียดและระยะเวลาในการผลิตค่อนข้างนานกว่าจะสามารถนำมาจำหน่ายในท้องตลาดได้
  • เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2558 รัฐบาลมณฑลกวางตุ้งได้ประกาศแผนการดำเนินงานการสร้างเขตสาธิตแบบศูนย์รวมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน สู่สาธารณะชนอย่างเป็นทางการ โดยในแผนงานฯ ดังกล่าวได้กำหนดแนวทางและเป้าหมายที่จัดเจนในการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดนในมณฑลกวางตุ้ง
  • แม้ว่าฮ่องกงจะเป็นเมืองท่าปลอดภาษีที่การนำเข้าสินค้าและอาหารต่าง ๆ จากต่างประเทศจะสามารถเข้าสู่ฮ่องกงได้โดยสะดวก ทั้งที่เป็นสินค้าเพื่อการบริโภคภายในและสินค้าเพื่อการส่งออกต่อ (re-export) ไปยังจีน แต่สำหรับสินค้าและผลิตภัณฑ์อาหารต่าง ๆ ที่จะนำมาวางจำหน่ายในท้องตลาดฮ่องกงจะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ถูกสุขอนามัยและมีความปลอดภัยเพียงพอสำหรับผู้บริโภค
  • เขตปกครองตนเองซินเจียงเป็นประตูที่สำคัญสู่เอเชียกลางและยุโรป เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญบนเส้นทางสายไหมใหม่ เป็นเขตที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาการค้าและการลงทุนภายใต้นโยบาย “One Belt, One Road” ของจีน เพราะซินเจียงเป็นแหล่งการปลูกฝ้ายที่สำคัญที่สุดของประเทศ

ประเภทข่าว


แหล่งข้อมูลข่าวเศรษฐกิจ